หลังจากที่เมื่อวานของเมื่อวานอัพ blog ใส่ multiply แล้วลืมใส่ Title ข้อความทั้งหลานที่พิมพ์ไปกว่า สองชั่วโมงหายหมดสิ้น และในเมื่อทำใจได้แล้ว ก็มาต่อกันเลยนะจ๊ะ
และแล้วก็ถึงวันเดินทาง หลายๆคนอาจคิดว่า ผมอยากให้วันนี้มันมาถึงเร็วๆ ผิด ผมไม่อยากให้วันนี้มาถึงเลย เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะความไม่มั่นใจน่ะสิ อย่างที่ผมเคยบ่นๆไปว่า นี่เป็นครั้งแรกของผม ความไม่มั่นใจก็เลยเกิดขึ้นมา ผมไม่ได้กลัว แต่แค่ไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ข้อมูลที่หามาแทบตายทั้งหลายก็ไม่รู้ว่าจะได้ได้จริงๆหรือป่าว แต่ว่าในเมื่อความต้องการเล็กๆเมื่อ 2 ปีก่อนมันค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างและชัดเจนขึ้น ผมก็ไม่กล้าที่จะทิ้งมันไป....
วัน จันทร์ ที่ 28 เม.ษ. ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าก็เพราะเครื่องมันออกเช้า หลังจากที่จัดการตรวจสัมภาระทุกอย่างครั้งสุดท้ายอย่างเรียบร้อย(จริงๆไม่เรียบร้อยหรอก ดันลืมของเอาไว้ อุตส่าเตรียมไว้อย่างดี เซ็งมากตลอดเวลาที่นั่งรถไปสนามบิน ) การเดินทางก็ไม่ยากครับสามารถไปได้หลายๆทาง แต่ว่าการเดินทางทริปนี้ผมตั้งใจเอาไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นการเดินทางที่แสนลำบากและหน้าจดจำ(ตังค์ไม่มี) ไหนๆก็ไหนๆก็ขอโดยสารรถเมล์ไปสนามบิน ถามผมว่ามีใครไปส่งมั้ย ไม่มีครับ ผมเดินทางวันจันทร์ แต่ว่าคนที่บ้านเค้ารู้กันเมื่อวันศุกร์ เกรงว่าถ้าเค้ารู้กันก่อนนานๆจะเป็นห่วงเราเร็วขึ้น หลังจากที่ไปถึงสนามบินแล้ว ก็ต้องเผื่อเวลามากหน่อย อย่างช่วงเช็คอิน เพื่อรับ boading pass เอาไว้ใช้ตอนขึ้นเครื่อง หรือตอนผ่าน ตรวจคนเข้า(ออก)เมือง การเดินทางไปที่ Gate อย่างสายการบินเค้ามักจะเปิดให้เช็คอินก่อนเครื่องออกประมาณ 2 ชม.จนถึงราวๆ 40 นาทีก่อนที่เครื่องจะขึ้น เที่ยวบินของผมคือ CX 708 เวลาที่เครื่องออกคือ 09.45 ผมไปถึงที่สนามบินก่อน 08.30 ด้วยความที่ไม่เคยใช้บริการสนามบินมาก่อนตั้งแต่เปิดมา(จนซ่อมไปหลายๆสิบหนแล้ว)
น้องหมวยคือพนักงานที่ทำการเช็คอินที่ช่อง Business Class (ชื่อน้องหมวยผมไม่ได้ถามเธอหรอกครับแต่ว่าแอบตั้งชื่อเธออยู่ในใจ) อย่าตกใจว่าเฮ้ย นั่งบิสสิเนสเลยเรอะ ป่าวหรอกครับช่องนั้นมันว่างพอดี หลังจากที่ยื่น ตั๋วแล้วก็หนังสือเดินทางเพื่อให้เธอเช็คอินให้ เธอก็ถามผมว่าเช็คอินทางอินเตอร์เนตมาแล้วหรอคะ (สายการบินคาร์ธย์ สามารถเช็คอินทาง internet ได้เพื่อที่สามารถเลือกที่นั่งได้เองครับ) หลังจากที่เธอเปิดดูก็รู้ว่า ตาลุงคนนี้ ยังไม่มีประสบการณ์(การเดินทาง)มาก่อน เธอก็เลยถามอีกว่าต้องการความช่วยเหลือตอนที่อยู่ที่ Hongkong มั้ยคะ(เพราะเธออาจเห็นแววตา และ ใบหน้าผมว่าอาจ ถ้าให้มันไปเองอาจจะไปไม่ถึงที่หมาย) ผมก็ตอบรับอย่างไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เพราะก็กลัวว่าตัวเองจะเดินหลงทางที่ Hongkong จนไปไม่ถึงจริงๆ หลังจากที่ทำการ เช็คอินเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการโทรไปล่ำลาคนทั้งหลายทั้งปวงที่รู้จักและอยากจะล่ำลาด้วยและก็ไม่ลืมโทรหาเพื่อนที่ทิ้งงานให้มันทำแทน ตอนที่เราไม่อยู่
45 นาทีก่อนเครื่องออกสงสัยหิมะจะตกเมืองไทย ไม่รู้เป็นอะไร อากาศมันหนาวจนทำให้ผมนั่งสั่นไปทั้งตัว ยิ่งใกล้เวลามากเท่าไร อาการแปลกๆมันก็เริ่มมีมากเท่านั้น ตั้งแต่ปวดท้อง ปวดหัว ปวดฉี่ หิวน้ำๆ อื่นๆอีกมากมาย ยิ่งเวลาตอนที่ต้องเดินผ่านทางท่อสำหรับขึ้นไปบนเครื่องแล้ว มันหนาวสั่นมากจนผมก้าวขาแทบไม่ออก (ก็บอกแล้วว่าไม่ได้กลัวเครื่องบินนะครับ แต่กลัวสิ่งที่อยู่ข้างที่เราอาจจะไม่สามารถควบคุมมันได้) หลังจากที่เครื่องขึ้นอาการต่างๆก็ยังไม่ได้ดีขึ้น ระยะเวลา 2 ชม.ของคนเรามันไม่เท่ากัน ตอนนี้ผมเชื่ออย่างสนิทใจ ยิ่งตอนนั้นผู้โดยสารเต็มเที่ยวบิน ผมมองหาคนที่เป็นคนไทยเจอเพียงแค่ 2 คนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด (ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนฮ่องกงหรือจีน) ยิ่งทำให้ผมไม่สามารถผ่อนคลายลงได้เลย และแล้วนรกบนฟ้า 2 ชม.ผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับว่ามันอยากจะบอกรักและอยู่กับผมให้นานที่สุด แต่แล้วผมก็ผ่านมันมาได้
ก่อนที่เครื่องจะร่อนลงก็มีแอร์บนเครื่องมาพูดอะไรก็ไม่รู้แต่ก็พอจับใจความได้ว่าก่อนลงให้ไปหาเธอด้วยนะซึ่งผมก็พอเดาออกว่ามันจะหมายความว่าอะไร แต่พอตอนลงผมไม่ได้ไปหาเธอ เพราะคิดว่าตูคงไม่หลงทางหรอก (จริงๆแล้วจำหน้าเธอไม่ได้ เพราะตอนที่ฟังมัวแต่เอาสมาธิไปพยายามฟังว่าเธอจะพยายามสื่อสารอะไรกับผม) แต่ว่าอารมณ์ตอนนั้นมันหายไปอย่างรวดเร็วเพราะอะไรรู้มั้ยครับ เพราะว่าตอนเดินออกมาผมเห็น น่าจะเป็นพนักงานภาคพื้น ของสายการบินถือป้ายชื่อผมตัวเท่าหม้อแกง ตอนแรกผมไม่ได้สะดุดตาชื่อตัวเองหรอกครับแต่สะดุดความน่ารักของเธอต่างหาก ยืนรอผมเหมือนกำลังจะมารับญาติที่เพิ่งมาจากต่างจังหวัด หลังจากที่เธอนำผมมาส่งแถวๆบริเวณ เคาร์เตอร์ชองสายการบิน และบอกว่าให้ผมคอยดูว่า เที่ยวบินที่ผมจะต้องต่อไปญี่ปุ่นจะต้องไปที่ Gate ไหนซึ่งตอนนั้นยังไม่ออก และแล้วเธอก็ทิ้งผมไป ให้เดียวดายอยู่ในสนามบิน
มีเวลาเหลืออีก 2 ชม.กว่าเครื่องจะออกทำให้ผมมีเวลาสำรวจสนามบินที่ผมคิดว่าดีกว่าของบ้านเราหลายช่วงตัวนัก สนามบินของบ้านเราผมว่าได้แค่ความใหม่ แต่ขาดสิ่งที่สำคัญอย่างที่ HK และ ญี่ปุ่นมีก็คือความสะดวกสะบาย ถ้าให้จัดลำดับสนามบินทั้งสามแห่งนี้ตามความคิดผมๆให้ HK มาเป็นอันดับหนึ่ง ญี่ปุ่น และค่อยมาเป็นบ้านเรา เฮ้อเหนื่อยใจแทน.... กับสนามบินที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกและต้องการเป็นสนามบินอันดับต้นๆของเอเชีย ที่นี่ผมใช้เวลาในการเดินดูอาคารสนามบิน เดินดูสำรวจไปเรื่อยๆ ที่นี่มีรถไฟใต้ดินเหมือนที่ญี่ปุ่นในสนามบิน ซึ่งคาดว่าการเดินทางที่นี่อาจจะสะดวกสะบายไม่แพ้กัน และที่นี่ก็มี internet ฟรีให้ใช้ด้วย (ที่บ้านเรากับญี่ปุ่น ต้องหยอดตังค์เล่นอย่างเดียว)หลังจากที่ส่งข้อความลงบนบอร์ดปิงกี้ ด้วยข้อความภาษาคาราโอเกะ ให้ใครหลายร้องและแปลสร้างความเสียหายให้แก่ผมอย่างสนุกสนาน (ยังไม่ได้ตามคิดบัญชีย้อนหลังเลย ฝากไว้ก่อน)
พอประตู Gate ของเที่ยวบิน CX 508 คลอดออกมาจาก Board ผมก็รีบไปนั่งรอ และก่อนที่ประตู Gate จะเปิดพนักงาน Gate ก็ประกาศตามหาคนหายไปทั่วสนามบินซึ่งชื่อคุ้นๆ เฮ้ยชื่อตูนี่หว่าประมาณว่า Gtae อยู่หมายเลขนี้นะยะมาให้ถูกด้วย (เห็นมั้ยครับใครเดินทางครั้งแรกแล้วต่อเครื่องไม่ต้องห่วง เค้าไม่ทิ้งเราจริงๆ)
พอเครื่องบินทะยานฟ้าสู่ญี่ปุ่น คราวนี้ผมต้องใช้เวลาอยู่บนนี้ราวๆ 4 ชม.เศษ แต่คราวนี้ 4 ชม.มันดูสั้นกว่า 2 ชม.ที่แล้วมากๆ รอบๆตัวผมไม่มีใคร ที่นั่งส่วนหางคาดว่ามีผู้โดยสารไม่น่าเกิน 12 คน พนักงานแทบจะ คนต่อคนกับผู้โดยสารทำให้เรามีเวลาสนทนากันมากขึ้น (สนทนาอะไร ผมพูดภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ถ้าให้ฟังก็พอได้ ) หลังจากที่เครื่องบินขึ้นได้ไม่นาน พนักงงานบนเครื่องบินก็จะแจกใบสำหรับที่ใช้ในการเข้าเมืองมา 3 ใบประกอบไปด้วย ใบสำหรับกรอกเข้าเมือง ใบสุขภาพ และก็ใบศุลกากร อย่าลืมกรอกให้เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่อยู่บนเครื่องนะครับ สำหรับเอกสารทุกใบกรุณาอ่านให้ดีๆก่อนเขียนลงไปนะครับ เพราะเจ้าใบเข้าเมืองนี้แหละทำให้ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากตรวจคนเข้าเมืองที่นู้น (เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง)
ส่วนเจ้าใบสุขภาพนี่ เค้าจะถามว่าเราเป็นโรคนี้รึป่าวๆ อ่านไม่ออกกา No ไปเลยครับ(ผมก็อ่านไม่ออก) ส่วนใบสุดท้ายก็ใบศุลกากร ก็กาเหมือนกับใบสุขภาพแหละครับ แล้วก็ใบทั้งหลายนี้ของชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่นเค้าจะแจกให้ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะเค้าอาจจะถามเราก่อนแจกถ้าเค้าไม่แน่ใจ ว่าคุณเป็นคนชาติไหน อย่างผมก็โดน...คือ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นเค้าถามผมเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนที่จะให้ใบสุขภาพมา ผมก็ไม่รอช้าก็ตอบเธอไปด้วยภาษาทางสายตาและใบหน้าคือ กระพริบตาช้าๆ ทำหน้าแอ๊บแบ๊ว อ้าปากเผยอหน่อยๆ แล้วก็ความเงียบซึ่งขาดไม่ได้ เหมือนเธอจะเริ่มรู้อะไรบางอย่างจากผม เธอหันมาใช้ภาษาสากลที่เราบางคนเริ่มเรียนมาตั้งก่อนชั้น ป.4 ว่า Are you Japanese ? คราวนี้ผมกลับใช้หน้าตาที่แอ๊บกว่าเดิม พร้อมตอบกลับไปว่า No เธอเองก็ยังมีความพยายามที่จะเล่นทายสัญชาติกับผมอีก ซึ่งคราวนี้เธอทำให้ผมถึงกับอึ้งบวกทึ่งในสายตาของเธอ Are you Taiwan ? ผมก็ทำหน้าแอ๊บหนักกว่าเดิม แล้วก็ตอบว่า No และก็รีบบอกเธอไปว่า ผมเป็นคนไทยนะ (เพราะขี้เกียจเล่นทายสัญชาติจนถึงปลายทาง ที่สำคัญผมกลัวเธอจะทายผมเป็นพวก คานาเดี้ยน หรือ อินเดียแดง หรือ ปาปัวนิวกินี ) ผมแอบสงสัยในตัวเธออยุ่ในใจว่า เธอคงจะทำงานหนักไปจริงๆ เฮ้อๆๆๆ สำหรับเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่ผมคิดว่านั่งแล้วสบายที่สุดในบรรดาการนั่งเครื่องทั้งในการเดินทางครั้งนี้ เพราะคนน้อยทำให้ผ่อนคลายจริงๆ มีเพลงฟังด้วยซึ่งส่วนใหญ่ผมเลือกนั่งฟังแต่เพลงไทยเพราะผมรู้ว่าต่อไปนี้อีก 15 วันผมอาจจะไม่ได้ยินภาษาที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิดอีกก็ได้ (ปล. DJ ที่อัดเสียงและเพลงไว้เป็น DJ คนที่ผมฟังวิทยุบ่อยๆตอนผมยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย หลังจากที่มาเรียนต่อที่ ต่างจังหวัดก็ไม่ได้ฟังอีก จนหลังๆก็ไม่รู้ว่าไปจัดคลื่นไหนแล้ว )
21.12 น.ของวันที่ 28 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ผมคือคนไทยคนล่าสุดที่มาถึง ญี่ปุ่น เครื่องบินลงจอดที่สนามบิน นาริตะ เทอร์มินอล 2 ซึ่งเป็นที่จอดของบรรดาเหล่าสายการบินที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของ สตาร์อาลิแอนท์ทั้งหลาย (ก่อนที่ลงจากเครื่องบินผมท่องเอาไว้ในใจไว้ว่าให้เอาเท้าซ้ายเหยียบแผ่นดินก่อนไปซึ่งชาวเรือเค้าจะถือว่าจะทำให้โชคดี เครื่องบินก็คงจะเหมือนกันจาก แต่ว่าด้วยความตื่นเต้นทำให้ผมจำไม่ได้ว่าก้าวเท้าใหนเหยียบแผ่นดินก่อน แต่คาดว่าน่าจะเป็นเท้าขวานะ )ที่นี่ผมต้องต้องนั่งรถไฟฟ้าสายเล็กๆ จาก Gate ไปยังเทอร์มินอลใหญ่ ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ที่นี่คงเป็นญี่ปุ่นจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดีแต่ว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ ผมกำลังเผชิญกับ ด่านสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการเข้าเมืองคือ ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งบางเค้าก็ว่าที่นี่ผ่านยาก แต่บางคนก็ว่าที่นี่ผ่านง่าย แต่สำหรับผมนี่นี่คือที่ๆผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากจุดนนี้เพราะว่าความสะเพราะตอนกรอกใบเข้าเมืองน่ะสิ เพราะไอ้ตรงช่องวัตถุประสงค์การเข้า และ ก็ไอ้เจ้าช่องข้างหลังที่ใส่เบอร์โทรมันติดกัน ทำให้ตรงช่องที่ใส่วัตถุประสงค์ผมกรอกที่อยู่ของ Hostel ไปอย่างไม่ต้องอ่าน พอตอนยื่นไปเจ้าหน้าที่ ตม.เค้าก็ตรวจไปเรื่อยๆจนมาติดที่ช่องนี้ เจ้าหน้าที่เค้าก็ทำหน้างง บวกสงสัยว่า มาขายแรงงานป่าววะ กรอกวัตถุประสงค์ดันกรอกชื่อ hostel ก่อนที่เค้าจะชี้และอธิบายเป็นภาษา ญี่ปุ่น ทำให้เราใจเสียหนักเข้าไปอีก เค้าก็พยายามชี้ตรงช่องที่เราเขียนผิดแล้วก็พูดภาษาญี่ปุ่นเพื่อพยายามอธิบายๆ อาการตอนนั้นทั้งงและก็ทึ่งคิดในใจว่าสงสัย(กรู)โดนส่งกลับแน่เลย กลับไม่ได้อีก ตั๋วกลับต้องรออีก 15 วันหรือต้องนอนสนามบินแบบ เรื่อง The Terminal ตอนนี้ผมคิดไปต่างๆนาๆ ยิ่งเวลาตอนนี้มือแล้วด้วยถ้าจะหาความช่วยเหลือจากใครคงจะไม่ได้ และก็กลัวเค้าขอดูหลักฐานตอนขอยื่นวีซ่าเพราะเคยอ่านเจอมาว่าให้นำหลักฐานพวกนี้ติดตัวไปด้วย ผมเองก็ไม่ได้เอามายิ่งเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปใหญ่ หลังจากที่ตั้งสติแล้วได้แล้วก็พยายามหาจุดที่ผิดเพื่อที่จะได้แก้ไข เจ้าหน้าที่เองเค้าก็พยายามหาตัวอย่างคู่มือการกรอกที่เป็นภาษาไทยให้ ซึ่งในนั้น มันมีหลายๆภาษามาก ผมเห็นภาษาไทยแวบๆ แต่ก็ไม่ได้บอกเค้าเลยลองพยยามตรวจดูว่ามันผิดยังไง และแล้วสถานะการทุกอย่างก็ค่อยๆคลี่คลายลงเมื่อผมเห็นจุดที่เขียนผิด poposal คือวัตถุประสงค์การเดินทาง ดันไปกรอกที่อยู่เพราะไม่ยอมอ่านให้ดี ดันไปกรอกเรื่อยเปือยตามความเคยชินว่า เห็น Tel.. ข้างหน้าให้ใส่ที่อยู่ ผมก็เลยขอโทดเค้าพร้อมขอปากกา แล้วก็แก้เป็นว่า Travel เท่านั้นเจ้าหน้าที่เค้าก็ยิ้มออก ผมเองก็ยิ้มได้หลังจากที่เค้าติดสติกเกอร์เล็กๆบนหนังสือเดินทางใกล้ๆกับ หน้า visa ว่า load permit 90 days (ผมว่าเค้าก็อยากให้เราเข้าเต็มที่นั่นแหละครับ ไม่ต้องกังวลมาก)หลังจากที่ผ่าน ตรวจคนเข้าเมืองมาได้อย่างทุลุกทุเล จากเดิมที่เคยคิดว่าคืนแรกผมจะนอนที่สนามบินก่อน เพื่อที่จะสำรวจสนามบินเตรียมไว้ก่อนวันเดินทางกลับ พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางเข้าเมืองซึ่งเป็นแผนการอย่างแรกที่ผมวางไว้ แต่ว่าหลังจากที่ผมผ่าน ตม.มาได้ผมกลับกลัวว่าอาจจะโดนส่งกลับถ้าขืนยังนอนที่สนามบิน เพราะเคยอ่านเจอมาว่าสนามบินที่นี่เข้มมากเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดตอนนั้นคือ ต้องรีบออกจากสนามบินให้เร็วที่สุด เพราะถ้าออกไปแล้วจะมาตามตัวผมส่งกลับประเทศยากแน่นอน ตอนนี้เวลาราวๆเกือบ สี่ทุ่มแล้ว รถไฟหมด 5 ทุ่มกว่าๆตอนนี้ผมต้องแข่งกับเวลา ซึ่งผมมีข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางโดยรถไฟอยู่แล้วซึ่งสถานนีที่ผมจะไปคือ Ueno ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าง ตอนนี้ผมไม่มีที่พัก ผมรู้อย่างเดียวว่าผมไม่เสี่ยงกับการอยู่ที่สนามบินแน่ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ผมอิ้งไม่แพ้กับ ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คือ ตู้ขายตั๋วรถไฟ.....
ปล.1 แอร์สายการบิน คาร์เธย์มีทั้งน่ารักและไม่น่ารักนะคะ ปะปนกันไป
ปล.2 สจ๊วตสายการบินนี้เหมือนเกย์ทุกคน
ปล.3 พนักงานบนเครื่องบินจาก กรุงเทพ ไป ฮ่องกง ส่วนใหญ่เป็นคนจีนและพูดภาษาไทยไม่ได้ ส่วนที่ไปญี่ปุ่น มีทั้ง คนญี่ปุ่นและคนจีน และเที่ยวบินตอนไปญี่ปุ่นเวลาที่พวกเค้าสื่อสารกันจะใช้ภาษาอังกฤษกันนะ
ปล.4 พระอาทิตย์ตกทางฝั่งกราบซ้ายของเครื่องบิน ใครอยากเห็นพระอาทิตย์ตกดินให้เลือกที่นั่งทางฝั่งซ้ายนะครับ (ผมนั่งทางขวาเลยไม่เห็นอ่ะ)
ปล.5 อาหารจากสีเที่ยวบินที่ผมนั่ง อาหารจากกรุงเทพ ไปฮ่องกงเป็นอาหารที่แย่ที่สุด ในบรรดามื้ออาหารบนเครื่องบินทั้ง 4 เที่ยว เพราะอะไรก็คิดกันเอาเองนะครับ
ปล.6 ขั้นตอนการผ่านเข้าเมืองก็อันดับแรก เค้าจะเก็บใบสุขภาพระหว่างทางก่อนที่จะเดินมาถึง ช่องตรวจคนเข้าเมือง และก็จะให้คล้ายๆกับใบรับรองมา หลังจากนั้นก็ไปถ่ายรูป+พิมพ์Scan ลายนิ้วมือที่ counter ตรวจคนเข้าเมืองพอผ่านมาได้ ก็ออกมารับกระเป๋าที่สายพาน หลังจากนั้นก็จะเป็นด่านศุลกากรเป็นลำดับสุดท้าย
อ่านต่อ Blog หน้านะก๊ะ .....