Sunday, October 26, 2008

วันเด็กแห่งชาติญี่ปุ่นคือวันอาทิตย์ และ เส้นขนานที่ลากผ่าน JGH

    เช้าวันอาทิตย์นี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ไม่สดใสนัก อาจเป็นเพราะว่าท้องฟ้าอึมครึมไม่สร่างซา
ซึ่งมันเป็นอย่างนี้ มาสามวันติดแล้ว ผมอยากกลับบ้าน หลังจากที่ผ่านความลำบากมาร่วม 7 วัน
ที่นี่ไม่มีอะไรให้ผมค้นหาอีกต่อไปแล้ว ผมนั่งคิดอยู่บนม้านั่งแถวๆ Yoyoki Sport center ยังเช้าอยู่
ไว้สายๆค่อยๆโทรไปบอกเพื่อนให้เปลี่ยนตั๋วให้ ผมนั่งดูนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สายตาผมมองไป
เห็นสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ก็เหมือนกับทุกๆวัน แต่วันนี้ผมสังเกตุเห็นมีคุณยายคนหนึ่ง เค้าเข็นรถเข็นคันเล็กๆ
เดินไปตามโต๊ะม้านั่งต่างๆ แล้วก็เก็บขยะที่มัยอยู่บนพื้นใส่รถ แล้วก็รวบรวมมันเพื่อเอาไปทิ้งถังขยะ
ผมนั่งมองอย่างสงสัย ตอนนั้นเองมันมีบางสิ่งบางอย่างกลับมาตอบคำถามที่ผมสงสัยอยู่ว่า
" แบบนี้เมืองไทยไม่มีให้เห็นหรอก จะรีบกลับไปไหนล่ะ " และในตอนนั้นเองทำให้ผมได้ตัดสินใจ
ที่จะค้นหาอะไรบางอย่างที่นี่ต่อไป

     วันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปเดินชมย่าน Roppongi ซึ่งใกล้ๆกันนั้นก็จะมี Tokyo Tower ตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก
และก็ตั้งใจไว้ว่า คืนนี้ทั้งคืนจะชมความงามของที่นี่ให้หายอยากเห็นซักที แต่ว่าวันนี้ผมคงลืมอะไรไปซัก
อย่างว่าวันนี้มันเป็นวันอาทิตย์ มันเป็นวันหยุดของครอบครัวนี่นา ก็ว่าเห็นคนมากมายในรถไฟใต้ดิน
ผมเดินออกมาจากสถานนีรถไฟใต้ดิน ซึ่งเป็นสายของ Tokyo Metro ส่วนของ JR นั้นเป็นรถไฟบนดินครับ
ผมเดินออกมาค่อยๆเดินผ่านย่านหรูๆอย่าง Roppongi แถวๆนี้สังเกตุเห็นดูเหมือนจะเป็นที่รวมของชาวต่าง
ชาติกับคนญี่ปุ่นแนว ไฮๆแทบทั้งนั้น ทำให้ที่นี่ดูไม่เหมาะกับ Backpacker จนๆที่เอ็นข้อเท้าซ้ายกับหัวเข่า
ขวาบาดเจ็บเพราะใช้งานมันหนักเกินไป สภาพผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนไม่สมประกอบมากนัก
ผมพยายามที่จะใช้ขาทั้งสองข้างเดินเพื่อไปหา เจ้าโครงเหล็กสีแดงที่ผมเคยอ่านเจอมาว่ามันสุดแสนที่
จะสวยและโรแมนติกมากๆ แต่ว่ามันไกลๆมากๆจากสถานนีที่ผมลง ตลอดข้างทางผมมองเห็นแต่ชาวต่าง
ชาติ สถานทูต ญี่ปุ่นไฮๆ รีบไปแล้วรีบกลับดีกว่าที่นี่ไม่น่าอยู่นาน แต่เมื่อมาถึงผมกลับอยากจะร้องไห้อยู่
ตรงนั้น คือโคงเหล็กสีแดงที่ดูไม่มีอะไรเลยและเด็กๆจำนวนมากมายมหาศาล รถนำเที่ยวขนเด็กมามามาย
และผู้ปกครอง ผมนึกในใจว่า วันนี้มันเป็นวันโลกาวินาศอะไรฟะ ทำไมมีแต่เด็กๆเต็มไปหมดเลย ตอนนั้น
ผมเกลียดเด็กญี่ปุ่นมาก ผมเกลียดคนญี่ปุ่น ไม่ไม่อยากได้ยินเสียงภาษาญี่ปุ่น ฝนมันก็กำลังตกลงมา
ปรอยๆเป็นฝอยเล็กๆ เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงนอนก็ง่วง ขาก็เจ็บ แล้วมาเจออย่างนี้อีก ตอนนั้นผมคิดได้อย่าง
เดียวผมกำลังจะบ้าและก็กำลังจะตาย ถ้าไม่หาที่พักตอนนี้

     แผนการทุกอย่างถูกยกเลิกผมไม่สนใจไอ้เจ้าโครงเหล็กสีแดงนั่นอีกแล้ว ผมนั่งรถไฟใต้ดินกลับมายัง
สถานี Ueno เพราะที่นี่อยู่ใกล้ที่พักราคาถูกด้วยกันหลายแห่งเช่น Oak Hotel อยู่แถวๆ Ueno , แล้วก็
พวก ข้าวสาร Tokyo ในย่าน Asakusa ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ราคาอยู่ราวๆแค่ 2000 กว่าเยน เท่านั้น แต่ว่า
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมตัด ตระกูลข้าวสารไปเพราะว่าเราไม่สามารถ walk in ได้(การเดินเข้าไปจอง)ซึ่งปกติ
ต้องใช้การจองจากทาง internet เท่านั้น ส่วน Oak Hotel นั้นผมกลัวว่ามันจะเต็มเพราะดูว่ามันใกล้กับ
ความเจริญเหลือเกิน กลัวว่ามันจะเต็ม และก็มาถึงที่สุดท้ายที่ผมไม่คิดจะไปพักเลยเพราะว่ามันดูไกล
เหมือนต้องออกไปพักตามชานเมือง แต่ราคาถูก และคิดว่ายังไงๆเราสามารถ walk in ได้แน่นอนเพราะ
ที่นี่ยังไงก็ไม่น่าจะมีทางเต็มก็คือ JGH Tokyo Inn
   JGH อยู่ห่างจาก Ueno ราวๆเกือบครึ่งชั่วโมงค่ารถก็ราวๆ 210 เยน ซึ่งจัดว่าไกลไม่เบาเลยทีเดียว
ผมลงที่สถานี Nishi-Kawakuchi ผมก็เดินตามแผนที่ๆปริ้นออกมาทุกอย่างไม่ว่าจะเลี้ยวตรงไหน
มีไฟแดงตรงแยกไหน ร้านสะดวกซื้อตรงไหนบ้าง เหมือนในแผนที่แทบทุกอย่างแต่ว่าผมหาไม่เจอแฮะ
มันเกิดอะไรกันขึ้น ผมเดินวนไปวนมา วนไปวนมา และก็วนไปวนมาเกือบๆ 2 ชั่งโมงได้ ตรงนี้มันน่าจะ
เป็น โรงแรมนี่หว่าไหงมันถึงได้กลายเป็นรางรถไฟไปได้ฟระ ตรูพลาดพลาดตรงไหนเนี่ย ผมพยายามหา
ข้อผิดพลาดทุกอย่างก็เหมือนในแผนที่นี่หว่า ในที่สุดผมก็หาข้อผิดพลาดจนได้ ผมเลี้ยวผิดตั้งแต่แรกเลยนี่
หว่า สรุปได้ว่าแผนผังเมืองนี้สร้างออกมาได้เหมือนกันแทบทุกแยกจริงๆ ระหว่างที่ผมกำลังเดินๆหาอยู่ๆนั้น
ผมก็กำลังคิดๆอยู่ว่าคราวนี้จะหาเจอมั้ยนะ แต่ก็เหมือนว่าสิ่งดีๆก็มีเข้ามาเหมือนกัน ผมกำลังเดินตามนักท่องเที่ยว
อยู่เพราะผมสังเกตุเห็นว่าพวกเธอลากกระเป๋า ใช่แน่ๆเดินตามไปยังไงก็ถึง
และมันก็ถึงจริงๆ 555 ดีใจจนน้ำตาจะไหล ปัญหาต่อไปคือจะเข้าไปจองต้องพูดยังไงบ้างฟะ  (สาวๆที่ผม
เดินตามเป็นเด็กๆวัยรุ่นญี่ปุ่นนะครับดูเหมือนว่ามาจากต่างจังหวัดมาทำอะไรซักอย่างที่โตเกียว แอบสนใจ)
  ที่นี่ไม่ใช่ Hotel แต่เป็น Hostel ดังนั้นราคาจึงถูกกว่ามาก แต่ว่าความสะดวกสะบายอาจจะหาได้ลำบาก
คนดูแลที่เป็นคนญี่ปุ่นอวบๆหน่อย(ผู้ชาย) พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น ฟังยากมาก เพราะปกติขนาดคน
พูดชัดๆผมยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ที่นี่มี internet แบบหยอดเหรียญ ห้องน้ำรวมทั้ง Hostel มีอยู่ 2 ห้อง
มีทีวีเล็กๆ 1 เครื่องอยู่ที่ชั้น 2 มีครัวสำหรับทำอาหารแต่ต้องเสียตังเพิ่ม -_- แต่มีเครื่องซักผ้าให้ใช้ฟรี
ผมได้ห้องพักรวมขนาดประมาณ 8 เตียงเห็นจะได้ ราคาก็อยู่ที่ 1380 เยน+ ค่าผ้าห่มก็ราวๆ
เกือบ 1700 เยนถ้าพักติดต่อคืนก็จะยิ่งถูกเพราะเราไม่ต้องจ่ายค่าผ้าห่มเพิ่ม แต่ผมจะพักแค่คืนเดียว
หลังจากที่ผมทำเรื่องพักเสร็จ คนดูแลก็พาผมเดินชม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้วก็พามาที่ห้องพัก
แล้วก็พามาที่เตียงแล้วบอกว่าข้างๆเตียงผม มี thaigirl มาพักด้วย หลังจากที่เขาไปแล้วผมก็แอบไปดู
บนเตียงของสาวๆ เห็นหนังสือนำเที่ยวเป็นภาษาไทยด้วย ดีใจมากๆๆเลยเพราะผมคิดว่า ถ้าผมไม่ได้
คุยกับใครผมก็กำลังจะบ้าตาย หลังจากเก็บของเสร็จแล้วผมก็รีบจรลีเพื่อที่จะชำระร่างกายซักที
พูดไปก็อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยครับ มาตั้งแต่วันจันทร์เพิ่งมาได้อาบน้ำจริงๆจังก็วันอาทิตย์ ปกติ
ก็ทำได้แค่เช็ดตัว หลังจากที่ไม่ได้อาบน้ำมา เจ็ดวัน สระผมมาเจ็ดวัน มันช่าง......สุขสุดๆๆเลยครับ
   ที่นี่ค่อนข้างสะดวกในการหาของกินเพราะอยู่ใกล้ๆกับร้านสะดวกซื้อหลายๆแห่งมาก และก็ร้านขาย
ข้าวแถวนี้ราคาแพงกว่าที่เคยกินแถวๆ Shinjuku อยู่พอสมควร และก็ไม่ใช้แบบตู้หยอดที่ผมเคยกิน
ดังนั้นอาหารเย็นของผมวันนี้ก็คือ ข้าว 2 ปั้นกับนม เมจิรสสตอร์เบอรรี่ จากร้านสะดวกซื้อ ได้มาหนึ่งอิ่ม
ราคาก็แค่ 345 เยนเท่านั้น ผมแอบหลบไปแกว่งชิงช้ากินข้าวเย็นในสวนเด็กเล่นแถวๆนั้นอากาศดีมาก
จริงๆ หนาวเย็นกำลังสบาย ....
    คืนนี้ผมรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ทุ่มกว่าๆก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว รอให้สาวๆจากแดน smile กลับมาผมจะได้
พูดคุยกับเธอๆ ผมอยากพูดภาษาไทยมากๆๆๆๆๆ หลังจากที่อึดอัดอยู่ในใจมาหลายๆวัน หลับๆตื่นๆผมก็
ได้ยินเสียงกุกๆกักๆ พร้อมกับเสียงสนทนาภาษาไทย พวกเธอกลับมากันแล้ว 5 ทุ่มกว่าไปไหนกันมาฟระ
กลับซะมืดค่ำเลย อยากจะถามจริงๆเลยแต่ก็ไม่กล้าลุกไปคุยตอนนั้นเพราะว่านอกจากพวกเราคนไทยแล้ว
ยังจะมีชาวต่างชาติอื่นๆอีก คนไทยขี้เกรงใจอยู่แล้ว สาวคนแรกปืนเตียงผ่านขึ้นไป ใจผมเต้นตึกๆ แล้วสาว
อีกคนก็นอนอยู่ข้างเตียงผมเกิดมาผมไม่เคยนอนใกล้ๆสาวๆคนไหนเลยในชีวิต ตื่นเต้นโครตๆเลย เธอกำ
ลังหาของอะไรบางอย่างอยู่บนเตีงผมก็ทักทายเธอ เธอก็ถามผมว่าเป็นคนไทยหรอหรอ ผมก็บอกว่าครับ
แล้วผมก็อมยิ้มหลับไป ในที่สุดผมก็มีคนที่คุยกันรู้เรื่องซักที.....
   เป็นที่น่าแปลกว่าผมนอนไม่ค่อยหลับ ไม่ใช่เพราะอิทธิพลจากสาวๆข้างเตียง แต่เป็นเพราะว่าผมไม่คุ้น
เคยกับหมอนที่ทำจากเปลือกโซบะ(ความรู้สึกเหมือนหนุนพวกเม็ดถั่วเขียว) ผ้าห่มที่นุ่มและหนา จนรู้สึก
ว่ามันค่อนข้างที่จะร้อนเลย ผมชอบที่หนุนกระเป๋าเป้และซุกตัวนอนในถุงนอนของผมมากกว่า บางทีอาจ
เป็นเพราะผมชอบลำบากซะจนเคยตัว ....
   ตี 5 ผมก็ตื่นอีกแล้วผมก็นอนพลิกๆตัวไปมาอยากให้มันเช้าเร็วๆสิผมอยากคุยๆๆๆจะแย่อยู่แล้ว ระหว่าง
ที่พลิกไปพลิกมา ก็มีผู้หญิงปีนลงมาจากเตียงผม ซึ่งผมนึกว่าข้างบนมันว่าง .... น่ารักจิ๊บๆๆ เฮ้ยที่
นี่แม่มมีนางฟ้ามาพักด้วยหรอฟระ ใส่ชุดนอน sexy นิดๆหน้าตาคล้ายๆเด็กญี่ปุ่น นึกในใจถ้ารู้อย่างนี้ก็จะปีน
ขึ้นไปขอนอนด้วยแล้ว อิอิ..
ผมรอจน 6 โมงเช้าจึงรีบออกไปอาบน้ำก่อนเพราะอย่างว่าที่นี้มีห้องน้ำ แค่ 2 ห้องจนเวลาประมาณ
7 โมงกว่าๆ ผมออกมาจัดกระเป๋าเพื่อเรียงสิ่งของซึ่งผมก็ทำประจำอย่างนี้ ทุกวันอยู่แล้ว แล้วก็เตรียมแผน
การที่จะเดินทางต่อว่าวันนี้จะต้องไปที่ไหน เดินทางอย่างไร ...
   ในตอนที่ผมกำลังจัดเรียงกระเป๋าอยู่นั้น สาวคนที่นอนอยู่ข้างเตียงผมเธอเดินออกมาผมก็เลยทักทายเธอ
และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นางฟ้าที่ผมเห็นเมื่อกี้เธอเป็นคนไทย ผมชวนพวกเธอคุยเธอก็คุยกับผมแต่
ว่าคนที่นอนข้างเตียงผมเธอพูดน้อยๆ สรุปได้ว่าพวกเธอมาเที่ยวกัน 3 คน เป็นนักศึกษาปี 2
จาก ABAC คณะบริหาร 2 คนแล้วก็ ม.ศิลปกร อีก 1 คน ผมก็คุยๆกับพวกเธอไปเรื่อยๆเธอก็บอกว่าพวกเธอ
กลับมาจากอเมริกา ไปทำงานพิเศษที่นั่น แต่ไปเที่ยวกันมากกว่า และก็ตอนขากลับก็เลยแวะมา
เที่ยวญี่ปุ่น ได้ 5 วันแล้วและวันนี้ตอนเย็นก็กำลังจะกลับ แต่ก็จะเช็คอิน และก็ไปซื้อของฝากกันต่อ
หลังจากที่คุยกันเธอก็ถามผมบ้างโดยใช้สรรพนามเรียกผมว่าเธอๆ แอบดีใจเพราะว่าเรายังไม่แก่หุๆๆ
เพราะเราเหมือนรุ่นเดียวกัน ...เน๊อะจริงมั้ย เธอถามผมว่าผมมากี่วันแล้ว พักยังไง
ผมก็ตอบไป เธอก็ดูแปลกใจนิดๆกับชีวิตที่ผ่านมาของผมในญี่ปุ่น   ผมก็ถามเธอเกียวกับนู้นนี่เธอ
(คนที่น่ารักที่สุด พูดเก่งที่สุด) ก็คุยกับผมอย่างเป็นกันเองมาก ส่วนอีกสองคนพูดน้อยๆ
เธอจัดกระเป๋าผมก็ชวนคุย โอ้พระเจ้า ผมต้อง ตกใจกับสัมภาระของพวกเธอ นึกว่าจะย้ายบ้านมา
อยู่ที่นี่ของเยอะจริงๆ 3 คนกระเป๋า 7 ใบ ผิดกับผม เป้ใบเล็กๆ
(เมื่อเทียบกับกระเป๋าของพวกเธอ)แถมยังเกทับผมอีกว่ามีฝากไว้ที่สนามบิน อีกหลายใบ
   ถ้าคุณเป็นผมคุณจะให้เรื่องตอนนี้มันจบอย่างไร เมื่อคุณคิดว่าคุณอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ อยากจะ
พูดคุยให้มากกว่านี้ อยากเป็นมากกว่าคนที่(อาจจะรู้จักกันโดยบังเอิญ เหมือนโชคชะตากำหนดรึเปล่า)
   ผมเคยอ่านหนังสือเจอเล่มหนึ่งว่าความสัมพันธ์ของคนเราไม่ต้องสานต่อให้มันยาวเสมอไป ผมมาเที่ยว
ผมไม่ได้มาตามหาใครซักคน ถ้าผมสานความสัมพัธ์ไปมันอาจจะยืนยาวหรือจบลงอย่างรวดเร็วก็ได้ ดัง
นั้นสู้ให้พวกเราจดจำกันไปในรูปแบบนี้ดีกว่า ให้เธอกลับไปเล่าให้คนรู้จักว่าได้เจอคนไทยแปลกๆที่ญี่ปุ่น
ตอนไปเที่ยว และผมก็จำพวกเธอในแบบที่ผมจำแล้วก็เอามาเล่าสู่กันฟังไงครับ ให้ผมและพวกเธออยู่
ในความทรงจำรูปแบบนี้ตลอดไปจะดีกว่า ... (ไม่ต้องถามนะว่าพวกเธอชื่ออะไร เพราะผมก็ไม่ได้ถาม)
  ผมรีบเช็คอินออกจากที่นี่ ผมรีบลาสาวๆสองคน ส่วนคนที่ผมแอบรู้ สึกพิเศษนิดๆ เธอขึ้นไปส่งเมล์
ถามที่บ้านเรื่องของฝาก ไม่ไม่ได้ลาเธอ (กลัวห้ามใจไม่ได้ กลัวเธอขอเบอร์โทรผม ) แต่ว่าเหมือนฟ้าดิน
ลิขิตผมเดินหลงทาง อีกพักใหญ่จนผมตั้งกลับมาเริ่มต้นที่ โรงแรมใหม่ ผมเดินดูแผนที่ในมือเดินไปเรื่อยๆ
จนมาหยุดที่แยกไฟแดง เฮ้ย นั่นมันชาลีแองเจิลนี่หว่า พวกเธอทำหน้าสงสัยนิดๆเมื่อเห็นผมเดินมา
อ้าวออก มาตั้งนานแล้วนิ ผมก็บอกด้วยความภาคภูมิใจกับความสามารถพิเศษ(นิดๆ) เราหลงทางอ่ะ 555
แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน ผมกับพวกเธอก็เดินกันมาเรื่อยๆ จนพวกเธอคุยกันเรื่องอาหารเช้า เธอคนนั้นก็
ถามผม ว่ากินข้าวเช้าที่ไหน เอาแล้วไงตรู ไปกับเธอดีมั้ย ไปแล้วอาจจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นก็ได้นะ
แต่ว่า...ผมเลือก ที่จะปฏิเสธพวกเธอว่าผมไปหากินเอาแถวๆ Kamakura ดีกว่า
อาจเป็นเพราะผมกลัว ... กลัวอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น...
หลังจากที่ล่ำลาจากสาวๆทั้งสามแล้วผมรีบขึ้นรถไฟไปจากที่นั่นโดยเร็วที่สุด
โดย มีเป้าหมายต่อไปคือ Kamakura
 
 ป.ล. ถ้ามีคนถามผมว่าเสียใจมั้ย ผมไม่เสียใจ แต่อาจจะรู้สึกแค่เสียดายนิดๆ เพราะว่าผมไม่ค่อยพบคน
ที่ถูกใจบ่อยนัก แค่ผมรู้สึกว่าผมอาจจะแตกต่างกับเธอกันเกินไป พวกเธอดู ไฮโซ นิดๆ แต่ผมเป็นพวก
ที่ชอบใช้ชีวิตตามอารมณ์ ผมไม่ชอบยึดติดกับสิ่งใด ผมอาจจะกลัว กลัวว่าผมอาจจะต้องสูญเสียวิถีการ
ดำเนินชีวิตและความเป็นตัวตนของผมไป ถ้าผมได้สานความสัมพันธ์กับเธอต่อไป...
 ที่สำคัญผมยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมอยากจะทำอีกมายมาย ผมจึงไม่สามารถที่จะทิ้งหรือเปลี่ยน
แปลงอะไรของตัวเองเพื่อคนอื่นๆได้ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังใช้วิถีชีวิต
ที่แปลกและโดดเดียวต่อไป......
ป.ล. 2 ถ้าใครเจอเธอคนนั้นบอกด้วยว่าผมยังแอบ คิดถึงอยู่ และก็ ถ้าผมเจอเธออีกล่ะก็
คราวนี้จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่ๆ

ป.ล. 3 ในห้องที่ผมพัก มีสาวแคนาดา น่ารักๆและก็สาวเกาหลี น่ารักๆอีกคนคนแต่เธอตัวใหญ่ไปนิดนึง

ป.ล.4 ความแตกต่างระหว่าง Hotel กับ Hostel
 คำทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันคือที่พักแต่ว่า ในความเป็นจริงดูแตกต่างกันค่อนข้างมาก
เช่น
1. Hotel จะมีราคาแพงกว่า Hostel ค่อนข้างมากและความสะดวกสะบายก็ต่างกันเยอะมากตามราคา
2. Hostel จะไม่มีความเป็นส่วนตัว เพราะจะเป็นแบบนอนรวมกันเป็นเตียงหลายๆชั้น ซึ่งถ้าจะให้
แปลความหมายแบบเข้าใจง่ายๆคือ Hostel ก็คือที่ซุกหัวนอน
3.ความปลอดภัยในทรัพย์สิน Hostel ไม่มี ทรัพย์สินคุณอาจจะหายได้ถ้าประมาท เพราะอะไรก็รู้ๆกันดี
4.ข้อดีของ Hostel ก็มีคือคุณได้เพื่อนใหม่แน่ๆ ถ้าคุณอยากมี










ด้านหน้าของ JGH Hostel













ห้องแคบๆนอนแล้วใจหวั่นไหว แปลกๆ
















เตียงแคบๆ แต่ก็นอนได้ สองคนนะ
แอบเสียดาย !!!




 





ส่วนราคาค่าห้องยิ่งแออัดมากก็จะยิ่งถูก ยิ่งไกลก็ยิ่งถูกนะ
หาข้อมูลของ Hostel ได้ที่ www.hostelworld.com นะครับ

blog หน้าผมจะพาไปต่อกันที่ Kamakura เมืองเก่า เสน่ห์แห่งความโรแมนติก