จากนนี้มันแทบไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลยตาม ไตเติ้ลของ blog
เนื่องจากเมื่อคืน ผมกลับมานอนใต้ต้นไม้ในบริเวณ Yoyoki ดังนั้นวันนี้จึงเป็นอีกวันที่ผมยังอยู่ใน
ละแวก Harajuku และ ศาลเจ้าเมจิ กะว่าสายๆค่อยออกตะลอนแถวๆนี้เพราะยังไม่เคยได้เที่ยวแถว
นี้อย่างจริงจังเลยซักครั้ง (ใช้เป็นแต่ที่ซุกหัวนอนอย่างเดียวเลย) พอฟ้าสางผมจึงได้ข้ามไปยังฝั่งของ
สวน Yoyogi park เพื่อที่ว่าจะไปปฏิบัติกิจกรรมยามเช้าเป็นปกติ ไว้รอให้แดดออก และก็หนาวน้อยกว่า
นี้อีกซักหน่อยเถอะ ค่อยคิดว่าวันนี้จะทำอะไร ที่ไหนกันดี
หลังจากที่ทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จแล้ว ผมก็ต้องเริ่มคิดที่จะหากิจกรรมทำต่อดี เลยเดินไปรอบๆสวนดู
และก็มาหยุดที่สนามหญ้าเล็กๆแห่งหนึ่งในสวนแห่งนี้ นึกออกแล้วว่าจะทำอะไรกันดี นอนอาบแดดดีกว่า
แก้หนาวใต้ต้นไม้ดีกว่า วันนี้น่าจะเป็นวันหยุดอีกหนึ่งวัน เพราะผมสังเกตุเห็นคนมาที่นี่ค่อนข้างมากกว่าปกติ
เสื้อกันหนาวปูรองพื้นกระเป๋าแทนหมอน นอนเล่นๆ นอนเล่นๆ แดดเปลี่ยนทิศ คนนอนก็เปลี่ยนมุมม
นอน นอน นอน นอน จากนอนเล่นกลายเป็นนอนจริง ๆ จาก แปดโมงเช้าถึงเกือบ 4 โมงเย็น อาจจะเป็น
เพราะความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดอาทิตย์ เลยจัดไปซะ คุ้มต้นคุ้มดอกเลย...
นี่ตูเสียค่าเครื่องบินเกือบสองหมื่นเพื่อมานอนกลางวันที่นี่หรอ(วะ) เริ่มมีเสียงหนึ่งเริ่มดังขึ้นในสมอง
นี่ตูรวยขนาดนี้เลยหรอ นี่กะจะนอนใต้ต้นไม้จนเป็นปุ๋ยเลยใช่ป่ะ ถ้าจะนอน(มึง)กลับไปนอนบ้านดีกว่ามั้ง
หลังจากที่เสียงต่างๆ ดังอยู่ในหัวจนหลับต่อไม่ได้แล้ว เออๆๆ ไปก็ได้ฟระ หลังจากที่หาเหตุผลในการนอน
ให้ตัวเองต่อไม่ได้ เอาวะไป ศาลเจ้าเมจิก็ได้ แล้วค่อยเดินรอบๆ แถวนี้อีกครั้ง
ตอนนี้ สี่โมงกว่า ที่เมืองไทยก็ สองโมงกว่า ก็เลยโทรกลับไปเช็คข่าวสารที่เมืองไทยซักหน่อย
ใครจะรู้ว่าการโทรกลับไปครั้งนี้ จะได้รับข่าวสารที่ไม่ดีเลย คือ รุ่นพี่ที่ร่วมงานด้วยกันประสบอุบัติเหตุ
ทางรถยนต์ เสียชีวิตไป 2 คนเนื่องจาก เมาแล้วขับเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมสังเกตุน้ำเสียงของเพื่อนผม
และก็พวกพี่ๆที่ทำงาน น้ำเสียงแต่ละคนดูเป็นห่วงผมมากๆ และก่อนสางสายก็กำชับผมเอาไว้ว่า
ยังไงก็เอาชีวิตกลับมาให้ได้นะ ...
ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริงๆ แต่ที่แน่นอนเราควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ผมค่อยๆเริ่มต้นการวางแผน
เดินทางของผมในวันนี้ที่เหลือไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมืดลง ตอนนี้เราต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด พรุ่งนี้
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปขอเห็นภูเขาไฟ ฟูจิ ให้เห็นกับตาตัวเอง...
ประตูทางเข้าศาลเจ้า เมจิ ใหญ่มากๆๆ
ซึ่งมีทางเข้าอย่างนี้ 3 ทาง
ทางเข้าทอดยาวอันแสนร่มรื่น
และ เย็นๆ(หนาว) สมเป็นฤดูใบไม้ผลิ
ต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้งสองข้างทาง
ให้ความรู้สึกเก่าแก่ แต่ สดชื่น
ส่วน อ่างน้ำแบบนี้ เห็นมีอยู่ทุกที่เลย
เค้าไว้ใช้ทำไรกันนะ บ่อน้ำมนต์รึเปล่า
อันนี้หลุดเข้ามาในศาลเจ้าแล้ว
ภายในศาลเจ้า มีกล่องแบบนี้อยู่ ภายใน
มีซองและกระดาษ เอาไว้เขียนความปราถนา
ลงไป อย่าลืมใส่ตังทำบุญด้วยนะครับ
คนญี่ปุ่นจะขอพรอะไร ต้องทำบุญก่อน
ส่วนคนไทยชอบ บนเอาไว้ก่อน ได้แล้ว
ค่อยเอามาให้....
เขียนเสร็จก็เอามาใสกล่อง ข้างหน้าด้วย
ไม่งั้นเด๋ยวเจ้าไม่รู้นะ
อันนี้เป็นป้ายอยากได้อะไร
ก็เขียนแล้วก็ แขวนเอาไว้
บรรยากาศยามเย็น คนเลยน้อย
เพราะจะปิดแล้วครับ
อีกรูปครับ
ส่วนข้างในคือ ตัว ศาลเจ้าเมจิ
พอโดนเค้าไล่เพราะที่นี่จะปิดแล้ว น่าซักราวๆ 6 โมงเย็น นะ ผมก็เลยเดินกลับไป Yoyogi park อีกครั้ง
ที่นี่มีวงดนตรีหลายวงที่ตั้งอยู่ริมสวน เปิดเล่นให้คนผ่านไปผ่านมาฟัง วงไหนน่าสนใจก็จะมีคนยืนชมมาก
ถึงขนาดมีบอกว่าจะเล่นครั้งต่อไปกันกี่โมงเลยทีเดียว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดมาตลอดเกี่ยวกับ Shibuya ตอนแรกผมนึกว่ามันติดกับ Harajuku
เหมือน Center point กับ ศูนย์หนังสือจุฬา แต่มันไม่ใช่แต่ว่าไกลกันพอๆกับ สามย่านไป พารากอนเลย
ตอนนี้ผมกำลังไป Shibuya ที่แท้จริงโดยตัดผ่านไปทาง Yoyoki Sport Center นิดเดียว ที่นี่ไม่มืด
ต่างกับบรรยากาศรอบตัว ผู้คนเป็นฝูง ขนาดตอนกลางคืน ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นอกจากทึ่ง
ที่นี่ ดูจะคึกคักกว่าทุกที่ๆผ่านมา ที่นี่มีร้านปาจิงโกะเยอะมาก และทำให้ผมได้รู้ว่า ละครเกาหลีเรื่อง
Winter sonata ดังมากๆขนาดที่เอามาทำเป็นตู้ปาจิงโกะกันทีเดียว นอกจากนี้ที่นี่ยังมีถนนที่มีแต่
สินค้าเกาหลี ละครเกาหลี เพลงเกาหลี และอาหารเกาหลีขาย แทบทั้งเส้นของถนน ทำเอาผมประหลาด
ใจนี่เราเดินเรื่อยเปื่อยหลงมาโผล่เกาหลีได้ไงวะเนี่ย...
ค่ำมืดขึ้น อากาศเริ่มเย็นลง ใครก็รู้ว่าความเหงามันชอบมากับอากาศที่หนาว ยิ่งเราเดินอยู่คนเดียว
หรือยิ่งเหงามันจะทำให้ความหนาวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ค่ำคืนนี้ผมตัดสินใจกลับไปนอนที่เดิม แต่ว่ามันอันตรายเกินไปเพราะต้นไม้มันกิ่งไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนจะ
หักลงมาได้ทุกเมื่อ ผมไม่เสี่ยง ผมต้องรักษาสัญญาว่จะต้องมีชีวิตกลับไปให้ได้ ดังนั้นคืนนี้ผมจึงเข้าไป
หาที่นอนในสวน Yoyoki และทุกๆคืนที่อยู่ในโตเกียวผมจะกลับมานอนที่นี่ตลอด เพราะว่าที่นี่ ผมไม่ได้
นอนคนเดียวอีกแล้ว ผมมีเพื่อนนอนด้วยเต็มไปหมดเลย เป็นเพื่อนที่ผมไม่รู้จัก ....