Monday, July 19, 2010

ปาย..หงอย ปาย..เหงา Pai un-love

    กลับมาที่ปายกันต่อครับ ตอนนี้ผมมีปัญหาเรื่องที่พักอีกแล้ว ลำพังไอ้ข้อมูลที่มีอยู่ใน A4 รายชื่อเกสเฮ้า
ที่เตรียมเอาไว้ เป็นสิบๆที่ มันเยอะขนาดที่ว่า สามารถอยู่ที่ปายได้เป็นเดือนโดยไม่ซ้ำที่ทีเดียว มันใช้ไม่ได้
โทรไปไม่มีคนรับ มันเยอะจัดจนหาไม่เจอ ตะวันจะตกดิน เจอแต่ราคาที่แสนแพงเกินงบทั้งนั้นเลย - -"
    ไม่เคยมาปายแถมยังโผล่มา ตอนเกือบมืดอีก นี่คือจุดผิดพลาดอย่างหนึ่งที่ผมไม่ทันคิดถึง
ใกล้ดึกยิ่งกดดัน ผมใช้เวลาเดินหาที่พักหลายชั่วโมง แถมหลงทางอีก จนท้องฟ้ามืดมิด ชายหนุ่ม
ท่าทางบอบบาง ร่างเล็ก คล้ายนักร้อง J-pop แต่ใบหน้าคล้าย นักร้องบอยแบน เกาหลี .... แนะนำถ้าใคร
อ่านมาถึงประโยคนี้ได้ ไม่ระคายเคืองตาและลำคอ และคันส่วนที่ใช้เดิน แสดงว่าคุณมีภูมิต้านทานที่ไม่
ธรรมดาเลยทีเดียวนะ 555+
    ในระหว่างที่ผมกำลังสับสนปนเหนื่อย จากการเดินขึ้นดอยเมื่อวันก่อน มันทำให้รู้สึกไม่ดีกับปายเหมือน
ดังที่คิดไว้ตอนแรก ไม่เห็นจะน่าเที่ยวเลยว่ะ โครตลำบากเลย (คนพาล ดูไว้เป็นงี้ ) ทันใดนั้นเองในซอย
เปลี่ยวที่มีแสงไฟเพียงเล็กน้อย ข้างหน้าถัดไปอีกแค่ราว สามสิบเมตรจะถึงทางออก มีรถมอเตอร์ไซด์สีดำ
คันหนึ่งขับเข้ามาใกล้ๆ และค่อยๆชะลอ คนขับเป็นชายผิวขาว มีพุง ดูภูมิฐาน แถมด้วยสาวซ้อนท้าย 
    คำเปิดสนทนาก็เริ่มขึ้น Hello Hi สวัสดี อะไรๆต่อมิอะไรลอยกันมั่วไปหมด 555+ ได้ความว่า ชายคน
นั้นเป็นฝรั่งแก่คนหนึ่งส่วนสาวที่นั่งประดับท้ายเป็นเด็กสก๊อยก็เป็นสาวประเภทสอง มาชวนผมไปนอนด้วย
ไม่ผิดหรอกครับ  แต่ .... เค้าบอกว่าเค้ามีห้องพัก สนมั้ยคืนละ 350 บาท ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรเพราะ
แกเล่นพูดไทยคำอังกฤษคำ ลำพังหนุ่ม K-pop อย่างผม ถ้าพูดเกาหลีทุกคำผมคงฟังรุเรื่อง - -"
ยังไม่อายนะเนี่ยที่พิมพ์มาถึงขนาดนี้ และสิ่งที่ผมตัดสินใจไปกับเค้าคือคำว่า tea free coffee free จะเอา
ไปทำไม(วะ)ยังแอบนึกอยู่ ฝรั่ง(แก่)คนนั้นไล่สาวคนนั้นลงแต่ให้ผมซ้อนท้ายไปแทน จากตัวเมืองวิ่งออก
ออกมาข้างนอก ไฟเริ่มหาย กุจะรอดมั้ยเนี่ย รู้งี้ไม่น่ามาเลย แต่ไม่ทันแล้วดันโดดขึ้นมาซะแล้วจะโดดลง
ก็ใช่เรื่อง แล้วถ้าเอาตูไปขายให้สมาคม สาวมีลูกกระเดือกพวกนั้นล่ะ ชีวิตชั้น จบลงแล้วว
    พอมาถึงที่บ้านทรงไทยประยุกต์ หลังนั้นในซอยนั้นผมได้เจอสาวมีลูกกระเดือกอีกคน
รวมเป็น 2 แล้ววฉันๆๆๆ สงสัยคืนนี้จะไม่รอด  เพราะพี่สาวแนะนำให้มาปาย ฮือๆๆๆ T T
 แต่ว่าอะไรๆมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น 
    ตาฟริ๊ก แกเป็นคนต่างประเทศ แกมาอยู่เมืองไทยได้เกือบสิบปี ที่นี่เป็นเกสเฮ้าของเขา ส่วนไอ้ผู้หชิง
สองคนนั้นดูยังไงๆก็คงไม่ใช่ บุตรบุญธรรมแน่ๆ แต่มันก็เรื่องของเขา ตาลุงฟริ๊กเป็นฝรั่งที่อัธยาศัยดีไม่เบา
พูดไทยได้มากอาจเป็นเพราะแกอยู่เมืองไทยมาหลายปี แถมยังได้แฟนเป็นคนไทยอีกสองคน 555+
    ที่นี่เป็นเกสเฮ้ามีหลายห้อง แถมมีบ้านหลัง บังกะโล ให้เช่าไม่ไกลจากตัวเมืองมาก
เดินเท้าราว 5 - 7 นาทีก็ถึงตามความยาวของขาใครขามันนะ 
     ก่อนออกมามีคำเตือนจากสาวๆของบ้านหลังนั้นว่า พี่ เดินข้างนอกคนเดียวระวังนะ เฮ้ยๆๆไม่ใช่เค้า
บอกว่าแน่ใจแล้วหรอใส่ขาสั้นออกไปเดินอ่ะ เพราะมันจะหนาวนะ ผมเลยบอกไปว่า ผมไม่หยั่นหรอกครับ
แค่นี้ เพราะผมเพิ่งลงมาจากดอย อากาศที่นี่ยังชิวกว่ามาก วะฮ่าๆๆๆ 
     
     ในตัวเมืองปาย อาจจะสวยเหมือนในโปสการ์ด ของข้างทางขายบนถนนคนเดิน คืนนี้เป็นคืนวันศุกร์
แห่งชาติ คนไม่มากแต่ก็ไม่น้อย ของตั้งขายบนทาง ของกิน ที่ระลึก ปาย ปาย ปาย ปาย ปาย และปาย
ถ้าผมเอาของที่ระลึก เกาะพีพี มาขายคงขายไม่ออก 
     เคยมีคนบอกว่าปายตอนนี้มันจะเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองป้ายแล้วเพราะป้ายเยอะมากก
ที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก นอกจากการหาของฝากใครซักคนหรือหลายคนที่นึกถึง โปสการ์ดให้เพื่อน
ปฏิทินแขวนอันเล็กๆให้คนคุ้นเคย แต่ไม่มีของฝากสำหรับคนรู้ใจเพราะยังไม่มี การมาที่นี่คนเดียว
ถึงแม้ว่าคุณจะมีจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน ความเหงามันก็สามารถเค้ามาจู่โจมคเราได้แม้ว่าเรา
จะตั้งการ์ดอย่างดี แต่เชื่อเถอะยังไงก็แตก ที่นี่มันเหงาเกินไปที่จะเดินคนเดียวผมขอยืนยันด้วยเกรียติ
ซ้ายมีคู่ ขวามีคู่ หน้ามีคู่ กลังก็มีเป็นกลุ่มๆ แต่มีเรากลับต้องเดินคนเดียวเท่านั้น แต่บางที บางหนทาง
ขอให้เป็นเส้นทางที่เราเลือกมันอย่างมั่นใจ เราจะไขว้เขวไม่นานหรอกเชื่อผมดิ เส้นทาง โสดสนิท 555+
      
      คำบางคำต่อไปนี้ อาจให้เด็กต่ำกว่า 18 อ่านได้แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากผมก่อน(pm เบอร์โทร
พร้อมรูปถ้ายมานะครับ ^ ^ ) คำบางคำอาจไม่สุภาพนักแต่ก็คุัดออกมาจากสมุดเล่มนั้น เพื่อความสมจริง
ของอารมณ์เหงา เงียบๆคนเดียว

        ใครซักคนที่พิเศษกว่า 
  ไม่น่ากินชาของตา ฟริ๊กเลย นอนไม่หลับต้องมานั่งพ่นใส่สมุดนี้ ฟุ้งซ่านโครตเลยตอนนี้
ข้างนอกแม่งหนาว แต่ข้างในแม่งเหงา นี่กรูนั่รถให้มันบดริดสีดวงจนสึกเพื่อมาหาความเหงาหรือไงวะเนี่ย
 เตียงแม่งก็กว้าง กรูเจือกนอนคนเดียวอีก 

         ณ. ห้องพัก ณ ปาย 
     เหงา.... ปายอาจเป็นที่สำหรับคนมากกว่าหนึ่งมาเที่ยว
เรามาเพียงคนเดียว อาจทำใ้เหงาได้ ที่นี่ห้องพักกว้าง เตียงกว้าง อากาศก็แสนสบาย
แถมผ้าห่มยังอุ่นอีก แต่กลับเหงาโครต  เต๊นท์แคบๆอาจจะเหมาะกับเรามากกว่า
ห้องนี้ที่ปายอาจจะดูกว้่างเกินไปสำหรับคนๆเดียว
     ต่อไปถ้าจะมาปาย ตรูจะไม่มาคนเดียวอีกแล้ว จะไม่นอนเกสเฮ้าที่มีเตียง
กว้างๆอย่างนี้อีกแล้วว   เหงาโว้ย...!!!!
     โครตอยากให้ใครคนนั้นมาอยู่ข้างๆตอนนี้ คนที่พิเศษกว่าใคร คนที่ฉันไปบอกรักเบาๆ
บนยอดดอยอินทนนท์ ไม่รู้นะว่าเธอจะได้ยินหรือเปล่า
     กรูก็เพ้อไปงั้นแหล่ะ  เพราะใครคนนั้น บางทีเธอไม่เคยมีอยู่จริง ... 
ปล.อากาศหนาวเป็นอันตรายต่อความโดดเดี่ยวเพราะมันทำให้เราฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ





ที่พักแสนสบายและแสนเหงาเกินทน - -'











ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปปายมานะครับ เพราะว่ามันเหงา จนไม่สามารถถ่ายได้เลย (อ้าง) 555+
สิ่งสำคัญสำหรับการไปเที่ยวปายคือแผนที่นะครับ เดี๋ยวครั้งหน้าจะเอาข้อมูลมาให้นะ ^ ^
* ซวยแล้วกุ ลืมใส่กางเกงนอนหลายๆชั้น - -" *

เพลง ปายหนาว ฟังแก้หนาว เอาไว้เสียดสีความโดดเดี่ยวได้ดีนักแล ^ ^

ข้อมูลเมืองปายครับ เอาไว้หาแผนที่ เวลาเดินจะได้ไม่หลงนะ 

Sunday, July 18, 2010

ไป ปายย

   ไม่ได้ไล่คนอ่านให้ไปไหน แต่จะชวนไปเที่ยวเมืองปายต่างหาก

    จากสามแยกจอมทองเราก็ขึ้นรถสองแถวสายเดิมคือ เชียงใหม่ - จอมทอง เพื่อที่จะกลับไปยัง
ตัวเมืองเชียงใหม่ และเจ้ารถสองแถวสายนี้ก็จะพาเราไปส่งที่ขนส่ง ช้างเผือก แต่ยังไม่ใช่ครับ
เป้าหมายจริงๆสำหรับการต่อรถไปปายคือ ขนส่งอาเขต จากที่ขนส่งช้างเผือกให้หาสองแถวแดง
ที่อยู่ในขนส่งนั้นแหล่ะครับ จะมีคิวรถอยู่ ให้ถามเค้าว่าไป อาเขตรึเปล่า และเท่าไร (สำคัญ) และ
ให้มองหารถที่มีผู้โดยสารนั่งแล้ว เท่านั้นนะครับ กันโดนเหมาจ่ายกับเรา แต่พอวิ่งไปซักพักรับคนเพิ่ม
แถมเราต้องจ่ายในราคาที่ตกลงไว้อีก 

   รถออกบ่ายสอง แต่มาถึงเที่ยงนิดๆ คำแนะนำสำหรับการเดินทางไกล ให้หาอะไรใส่ท้องไว้นะครับ
อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เพราะมันจะทำให้เราเกิดอาการเมาพาหนะ และที่สำคัญให้งดแอลกอฮอล์ด้วย
นะครับเพราะนอกจากจะทำให้ เมาเหล้า อาจจะมี อาการเมารถแถมอีกด้วย - -"
    รถที่จะไปปายมีสองประเภทครับ คือ รถบัสธรรมดาขนาดใกล้เีคียงรถมินิบัสที่วิ่งในกรุงเทพฯ
และก็รถตู้ปรับอากาศ ซึ่งจองตั๋วได้จากที่เดียวกัน สนราคา ค่าโดยสาร รถธรรมดาก็ ราคา 72 บาท
ส่วนรถตู้ปรับอากาศจะอยู่ที่ 150 บาท ใช้เวลาต่างกันราว 1 ชม.นิดๆ ( สามารถใช้บัตรลดราคาที่ทำไว้
กับ กห. ลดราคาค่าโดยสาร ธรรมดาจาก 72 เหลือ 36 บาทได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไม่สามารถใช้กับรถตู้
ได้นะครับ ) 
    ส่วนสภาพรถ ให้นึกถึงมินิบัสเก่าๆที่สุด ในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีชมพู แทนนะครับ
แต่คันนี้มันเป็นสีส้ม และก่อนขึ้นรถให้ดูเวลาดีๆนะครับ เพราะมันมีสองสายที่ใช้ ชานชาลาเดียวกัน
คือ เชียงใหม่ - ปาย - แม่ฮ่องสอน  กับ เชียงใหม่ - แม่สะเรียง - แม่ฮ่องสอน ซึ่งผมได้ยินคำร่ำลือมาว่า
ไอ้สาย แม่สะเรียงนี่วิ่งกันข้ามวันข้ามคืนข้ามวันกว่าจะถึงที่หมาย เพราะมัันไกลมากกก และที่จะบอกคือ
ผมเกือบนั่งรถผิด โชคดีที่วันนั้นคนเยอะ เลขที่นั่งมันทับกันเลยทำให้รู้ว่าผมนั่งผิดไม่งั้นป่านนี้ คงมีคนได้
กินกล่ำปลีที่ อูรูมิจังเป็นคนปลูกแล้ว 555+
    บนรถตู้ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ และ ชาวไทย ส่วนรถธรรมดา จะเป็นต่างชาติและ
ชาวไทย(ภูเขา) เสียเป็นส่วนใหญ่ บางทีที่นั่งข้างๆคุณอาจไม่ใช่ ฝรั่งมังคุด ไม่ใช้แม้วหรือม้ง แต่มันคือ
ลูกชิ้นครับ ที่ปายเค้าใช้ส่งเสบียงอาหารไปกับรถโดยสารแบบนี้แหล่ะนะ - -"
    ถ้าคุณเคยเห็นรถบัสธรรมดาสีส้ม หวานเย็นล่ะก็ มาที่นี่คุณคิดผิดครับ ไม่น่าเชื่อไอ้รถเก่าๆขนาดนั้น
ผมว่ามันวิ่งได้ 130 อัพ เพราะนึกว่านั่งรถแข่ง แซงทุกคัน มั่นใจทุกโค้ง (ที่ราบ) รถใช้เวลาเดินทางราวๆ
3 - 4 ชม.นะครับ แล้วแต่จำนวนน้ำหนักบนรถ และรถมันจะมาวิ่งช้าก็ตอนที่อยู่บนเขาล่ะครับ ช้ามากๆๆ
แถมทางยังโค้งได้น่ากลัว เพราะมันโค้งแบบ S + S +S นี่ถ้าคนขับหันไปตีเทนนิส ถ้าจะเสริพ S ได้หลาย
      สภาพเส้นทางเป็น ป่าที่ถูกสวมกอดด้วยภูเขาแถมทางลาดชันยังพยายามมาขี่คออีก แผงกันถนนก็ไม่มี
ไม่อยากจินตนาการถ้ามีผมพลาดตกลงไปบางจุด ก็คงไม่ได้มานั่งพิมพ์อยู่ตรงนี้หรอกครับ 
      ระหว่างทางจะมีที่จอดรถมี ร้านอาหาร และห้องน้ำ ถ้ารถมาจอดจุดนี้ให้พึงละลึกไว้ว่า คุณได้เดินทาง
มาถึงครึ่งทางแล้วนะครับ 
       เขาว่ากันว่าการเดินทางมักมีเรื่องตื่นเต้นเสมอๆ โดยเฉพาะการเดินทางครั้งแรกๆ ดังนี้ 
 สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โปรดใช้ วิจรณญานในการอ่าน -*-
       บนรถหวานเย็นสาย เชียงใหม่ - ปาย - แม่ฮ่องสอน ถัดไปข้างหน้าผมสองเบาะ มีผู้หญิงคนหนึ่ง
อายุราวๆ สิบปลายๆ หรือ ยี่สิบต้นๆเธอ ไม่ได้นั่งอยู่ที่เบาะครับ ผมมองไม่เห็นเธอมาพักใหญ่แล้ว
เธอหายไปไหนวะ อ๋อเธอนอนราบไปกับพื้นเบาะนั่นเอง แต่ว่ามันไม่จบแค่นี้เรื่องที่น่าตื่นเต้นคือว่า
เธอนอนไปได้ซักพักใหญ่ เด็กรถที่คอยแอบมองเธอยู่จนผมสังเกตุได้ เค้าได้เดินไปที่เก้าอี้ของหญิงสาว
คนนั้นซึ่งหลับอยู่ แล้วเด็กรถคนนั้นก็....... 
      ตื่นๆ เด็กรถคนนั้นพยายามปลุกผู้หญิงแต่ว่าเธอคนนั้นกลับไม่ตื่น เขาพยายามปลุกเธอจนเสียงดัง
ลั่นรถแต่เธอไม่มีทีท่าว่าจะตื่น เอาล่ะเว้ยยยย ซวยแล้ว ผมนึกในใจ คนในรถต่างแตกตื่นแต่ไม่รู้ว่าเค้่า
จะนึกในใจเหมือนผมรึเปล่าแต่ผมแน่ใจว่ามีอยู่สองคนที่นึกเหมือนกันผม คือ คนขับรถและเด็กรถ
จากหนึ่งคน กลายเป็นสองคน สามคนสี่คนจนกลายเป็นเกือบทั้งคันรถที่ช่วยกันปลุกเธอคนนั้นและคอย
เอาใจช่วยให้เธอตื่นขึ้นมา   ... ลืมตาแล้ว ผมโล่งอก คนในรถคงไม่ต่างจากผมเท่าไร แต่ว่าสภาพเธอ
กลับดูแย่มากๆ เธอลืมตาไม่ค่อยขึ้น ดูเบลอๆ คุยไม่รู้เรื่อง มาจากไหนก็ตอบไม่ได้ แถมคนขับยังดันพูด
ออกมาอีกว่าเคยมีคนตายบนรถสายแม่สะเรียงด้วย กุๆๆๆ นี่กุมาเที่ยวทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
ถ้าคุณเป็นคนขับคุณจะทำอย่างไร ไปต่อ หรือกลับ 
    แต่คนขับทำท่าจะยังไม่ขับต่อไป และ จะพยายามทิ้งเธอลงที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งบนเขา แต่เธอ
ก็ไม่ยอมลงไป ทำให้รถต้องจอดอยู่พักใหญ่ ...
     แต่ว่าในวิกฤตย่อมมีพระเอกมากอบกู้ พระเอกคนนี้ไม่ได้หล่อเหมือนแบรดพิต คีอานูรีฟ แต่เป็น
คนอายุราวๆ 50 ปลาย 60 ต้น ไว้หนวดยาวรุงรัง แถมแกยังใช้โรลออนกลิ่นละมุดอีก กุๆๆๆ
      พระเอกของเราคนี้ เดินเข้าไปกระชากผมผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาแล้วลากไปตามตามพื้นรถ
พร้อมกับถีบร่างเธอลงจากรถ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของ ฝรั่งมังคุด ม้งและแม้ว โอ้ววโน กรี๊ดๆๆ .....
      พิมพ์มาตั้งเยอะจะบอกว่าผมล้อเล่น จริงๆแล้ว ลุงแก้แค่กระชากผมเธอคนนั้นขึ้นมา แล้วก็นวดที่
ผมเธอพร้อมกับเอายาดมที่ผมเตรียมไว้ใช้เผื่อ อ๊อก (แต่ไม่อ๊อก) ให้ดม ลุงแกพูดออกมาเป็นภาษาที่
ฟังดูรู้ว่าไม่ได้เกิดและโตที่กรุงเทพฯ บอกว่าต้องนวดหัวให้เลือมันไหลเวียน ลุงนวด เราเอาใจช่วย
จนในที่สุดเธอก็คุยรู้เรื่องจนได้ เธอบอกว่าจะลงที่ปาย ที่เดียวกับผม ลุงแกบอกว่า อีหนูนี่เมามาก่อน
ทำให้เป็นแบบนี้ ฉะนั้น อย่าเอาแอลกอฮอล์เข้าท้องนะครับ มันอันตรายเวลาขึ้นเขา อากาศมันยิ่งน้อยๆ
แค่นี้ก็ทำให้ร่างกายลำบากพออยู่แล้วว อย่าไปเพิ่มภาระให้ร่างกายอีกเลย 

    กว่าจะถึงปายก็เกือบห้าโมงกว่า ที่นี่ที่ไหน ดูสับสนวุ่นวายไม่เบา บรรยากาศคล้ายๆกับข้าวสารในมุม
เงียบๆ ถนนเริ่มมีร้านขายของแล้วล่ะ คนเริ่มออกมาเดินเที่ยวเล่น รถวิ่งเข้าไปในถนนแคบๆของตัวอำเภอ
ปาย แหวกฝูงชน แหวกผู้คน แหวกร้านค้า รถวิ่งช้า ชีวิตรอบๆข้างก็เคลื่อนไหว ช้าบ้างเร็วบ้าง ตามจังหว่ะ
ในหัวใจของแต่ละคน เอาล่ะถึงที่หมายแล้ว ผมจะเดินทางไปทางไหนต่อดีเนี่ย ...
   หาที่พักก่อนดีกว่า ที่นี่มีที่พักมากมาย ขอตัวไปหาที่พักก่อนนะครับ ^ ^





ไปขโมยรูปชาวบ้านมาครับ ไม่มีรูปที่ปายมาเลยอ่ะ 
เลียนแบบ ปาย อิน เลิฟ เลยนะเนี่ย ^ ^


















 72 บาท ลด เหลือ 36 บาท เจ้าค่ะ 
นั่งไม่สบายแต่ได้ บรรยากาศ ฝุ่น แถม
ด้วยกลิ่นไอแม่ฮ่องสอนเต็มๆนะครับ 
รูปนี้ก็แต๊บมาจาก ท่านกุเหมือนเดิม - -







ปล.ไปปายเสียดายไม่ อ๊อก 762 โค้งไม่ทำให้นำพา เสียดาย ยาดม ยาลม ยาหม่อง ถุงก๊อปแก๊ปไม่
ได้ใช้เลย 555+ แบบ ทำอาชีพที่เค้าว่ากันว่า คอและตับแข็งมากที่สุดในประเทศไทย . แต่เค้าไม่ดื่มนะ ^ ^
ปล.2 มาปายตามคำเชิญชวนของพี่สาวคนหนึ่ง นะเนี่ย .

Friday, July 2, 2010

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนจบ

     อยากรู้มั้ยทำไมผมถึงเดินขึ้นดอยอินทนนท์ เพราะผมวิ่งขึ้นไม่ไหวน่ะสิครับ - -"
ไม่ใช่หรอกครับ ผมอยากทำเหมือนพี่ชายคนหนึ่งที่เป็น ทหารอากาศ เค้าเคยเอามาโพสในเวปว่าเค้า
เคยทำสถิติจากตียดอยขึ้นสู่ยอดดอยใช้เวลา 11 ชม. แต่ว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมอยากทำตามคือ
เดินด้วยเท้าขึ้นดอย ซึ่งปกติไม่ค่อยมีคนไทยปกติที่ไหนเค้าทำกัน - -" แต่เป็นสิ่งที่ผมอยากทำ
ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เดินขึ้นดอยอินทนนท์ 
     หลังจากที่นอนเต้นท์มาคืนหนึ่ง กับหลังวันนี้อีกคืนหนึ่ง จะบอกว่าที่นี่หนาวมาก
โดยเฉพาะช่วงตี 4 - 8 โมงเช้า ตอนนี้อุณหภูมิจะอยู่ราวๆ 8 องศา แน่นอนครับมันเป็นเลขตัวเดียว
ทั้งที่ก่อนนอน อุณหภูมิจะอยู่แค่ 20 นิดๆเอง แน่นอนว่าลำพังถุงนอนใบเก่าที่ใช้ตั้งแต่คราวไปญี่ปุ่น
ที่โฆษณาว่า Risk ที่ 8 องศามันใช้ไม่ได้จริง และก็ กางเกงยีน + กางเกงวอร์ม + ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ
+เสื้อยืดทุกตัวที่มีในกระเป๋า 5 ตัว+เสื้อผ้าร่มไว้กันลมตนขี่มอไซด์ก็ไม่สามารถป้องกันผิวกายอันแสน
จะบอบบางไม่ให้อากาศหนาวเสียดแทงชั้นไขมัน ที่มีอยู่น้อยนิด หนาวววว!!! จนนอนไม่หลับ
พอเริ่มเข้าตี 4 ปุ๊ป ผมจะต้องตื่นขึ้นมาเพราะมันหนาวจนนอนไม่หลับ เพราะความเย็นมันซึมทะลุผ่าน
ชั้นเต้นท์ทางพื้นดิน มันผุดขึ้นมาทางนั้น ไม่ไหวจริงๆแฮะสงสัยกลับไปต้องถอยถุงนอนใบใหม่ - -
    แล้วก็ที่นี่มีห้องน้ำหลายแห่งแต่ตรงที่ผมไปกางเต้นท์จะเป็นห้องน้ำใหม่ ซึ่งตรงห้องน้ำคนพิการเค้าจะ
มีเครื่องทำน้ำอุ่นไว้บริการด้วย แต่เพราะความไม่รู้ ผมไม่เคยอาบน้ำอุ่นเลยซักวัน ดังนั้นกิจกรรมที่ผมท้า
ที่นี่คือการอาบน้ำ ที่อุณหภูมิห้องต่ำกว่า 9 องศา และแน่นอนว่าอุณหภูมิน้ำปะปา(มาจากน้ำตก)รับรองว่า
ใกล้เคียงจุดเยือกแข็งแน่ ซึ่งผมต้องอาศัยความแมนมาก + หน้าด้านทุกครั้งในการอาบน้ำตอนเช้า 555+
(ก็ไม่เห็นเครื่องทำน้ำอุ่นจริงๆอ่ะ T T) 
     ที่นี่มีร้านอาหารชาวเขาอยู่ร้านหนึ่งใกล้ๆ ลานสน ตั้งอยู่บนเขายกสูงมากกกก ข้างล่างคือแปลงผักแบบชาวเขา
เป็นวิวมุมสูงที่สวยไปอีกแบบ ผมไปอุดหนุนแทบทุกมื้อ ราคาปกติคือ ราวๆ 35 บาท
คือราคานักท่องเที่ยว แต่พอกินไปได้ซักสองมื้ออาหาร ราคาจะลดลงมา 5 บาทเท่าราคาคนพื้นที่ 555+
เวลาคุยกับเค้าอาจฟังยากซักนิด คล้ายในทีวีแต่ฟังยากกว่ากันเยอะ - -
     ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขา และมีโครงการหลวงปลูกดอกไม้เมืองหนาว และมีถนนรอบหมู่บ้าน ผมได้ลอง
เดินดูชีวิตชาวบ้านตอนเย็นๆ เด็กๆผู้หญิงชาวเขาก็น่ารักดีนะครับ 555+ ที่นี่ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย
มีร้านขายผัก รถขายไข่ ร้านเมล็ดพันธ์ขายปุ๋ย และก็มีร้านเกมส์ออนไลน์ เข้ ... ใครเอามาเปิดฟระ 555+
      ที่สุดปลายถนนเส้นนี้เป็น บ้านโครงการหลวงทำเลสวยอยู่บนเขา วิวงามมาก แต่ผมไม่รู้ว่าเปิดให้คน
นอกเข้าพักหรือเปล่า เลยไปอีกนิดสุดถนนจริงๆจะเป็นน้ำตก 2 สายที่ไหลลงมาจากหน้าผา สวยงามมากๆๆ
และที่ข้างล่างจะเป็นสวนที่เค้าจัดเอาไว้สวยมากๆๆๆๆๆ (ใช้เปลืองไปนิด) อาจจะต้องเสียเงินค่าเข้าถ้ามาในเวลาแต่ผมเดินเล่นมาตอนเย็นอากาศกำลังเย็นสบาย ถ้าได้มาเดินกับคนที่รู้ใจ(ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน)
คงจะสุขใจดีไม่น้อย อากาศยามเย็นที่นี่ดีจริงๆครับ แต่ตอนเช้าเหมือน ตู้เย็นแตก 555+

เอาล่ะบ่นมาพอแล้ว ต่อไปจะลอกมาจากสมุดบันทึกแล้วนะ ....
       พุธ 10 ก.พ. 53   12:35 ตอนนี้อยู่บนจุดชมวิวก่อนถึงยอดดอยอีก 6 กม.
อากาศเย็นสบายดี แต่ปวดขามากๆโดยเฉาะข้อเท้าขวา และต้นขาซ้าย ไม่รู้ว่าจะลากเอาขาตัวเองขึ้นไป
ถึงข้างบนเมื่อไร เฮ้ออีกนิดเดียวก็ถึงยอดแล้ว มีคนมาเรื่อยๆเลยแฮะ ไปต่อดีกว่า

         อีก 4 กม.สุดท้ายอย่างกับนรกแตก โชคดีที่แก้ผ้าพันจากที่ต้นขามาที่ข้อเท้าขวาเรียบร้อย ไม่งั้นเดินไม่ได้แน่ตรู
     ณ จุดสุดยอกบนดอยอินทนนท์ น้ำตาจะไหล แม่มไม่มีอะไรเลย 555+ แต่นะอุตสาห์เดินขึ้นมาแล้ว
นี่นาตรู ก็เลยต้องทำภารกิจที่ตั้งใจเอาไว้คือบอก.. กับใครบางคนเงียบๆในใจ สิ้นสุดกับภารกิจที่ตั้งใจจะมาทำ ถึงแม้ไม่สามารถทำลายสถิติของพี่ชายทหารอากาศคนนั้นได้ แต่ก็นนะสามารถเอาชีวิตขึ้นมาจนได้ แต่ถึงงั้นลงมาแทบจะเป็นหวัด ตัวร้อน สงสัยอากาศเย็นๆชื้นๆ ที่หายใจเข้าไปตอนเดินขึ้น แสบจมูกจริงๆเลย  พรุ่งนี้ชีวิตจะนี้ชีวิตจะเดินไปทางไหนต่อดีฟระกรู ไปข้างหน้า ไปต่อไปเรื่อยๆ
ปล.อุตส่าห์เดินขึ้นมาขอแฟนถึงข้างบนเชียวนะ 









จุดชมวิว












นรกเริ่มแตก(ขาแตก)ที่นี่ แต่ที่นี่มีที่
เที่ยวด้วยนะครับเป็นที่เดินชม ธรรมชาติ
กิ่วแม่ปาน


















จุดชมวิว


















เห็นหลัก กม.นี้แล้วน้ำตาพาลจะไหล
เสียให้ได้ - -.













เห็นป้ายนี้น้ำตาไหลเลย 555+ เดินมาสองวัน
มาดูป้ายแค่เนี้ย T T















จริงคือพวกนี้ต่างหากล่ะ

















ป้ายนี้













แล้วก็หมุดอันนี้ที่ผมมาบอก..ใครคนนั้น















ทางลง ที่ศึกษาธรรมชาติ อ่างกาเป็นป่าพรุ
ที่อยู่บนเขา อากาศเย็น ตลอดปี















เดินตามทาง
















สวยและหนาวเย็น ไม่เหมาแก่การเดิน
คนเดียวอย่างยิ่ง














จะใหญ่ไปไหน














ขากลับโบกรถกลับครับ เดินกลับไม่ไหว
แฮๆๆๆ ได้พี่ ผู้ชาย ผู้หญิง กรุณาเก็บลง
มา เป็นครั้งแรกนะเนี่ยที่โบกรถ ^ ^
ครงนี้เป็นด่านที่ 2 ของ อช.ครับ







ปล.เดินขึ้นมาถึงเข้าห้องน้ำ มีสาวๆฝรั่งสงสัยจะเห็นตอนมาคลานขึ้นมา ยกนิ้วโป้งให้น่าจะหมายความว่า
ยูยอดเยี่ยม แต่ผมอยากจะบอกกับ เธอฝรั่งคนนั้นว่า ไอย่ำแย่ จะตายอยู่แล้ว -*-

ขอสรุป เลยนะครับ 
เส้นทางใช้ทางหวลวงหมายเลข 1009 
จาก สามแยกจอมทองแม่แจ่ม - วัดแม่กลาง ระยะทาง 8 กม.
ด่านตรวจอุทยานแห่งชาติ กม.ที่ 8.2  
มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว กม.ที่ 9
น้ำตกวชิรธาร กม.ที่ 20.8
ที่ทำการอุทยาน กม.ที่ 31 บ้านพักและลานกางเต้นท์ โครงการหลวง กม.ที่ 30.5
ด่านตรวจที่สอง กมที่ 37.5
จุดชมวิว กม.ที่ 41 
พระมหาธาตุ กม.ที่ 41.5 (ของกองทัพอากาศ ค่าเข้าชม 40 บาทมั้งครับจำไม่ได้ 555+ ไม่ได้เข้า )
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน กม.ที่ 42 
ยอดดอยอินทนนท์ กม.ที่ 48

เคยอยากบอกรักใคร บนจุดที่สูงสุดของประเทศไทยมั้ยครับ ^ ^

ป้ายหน้าเจอกันที่ปายนะครับ.... ปายหงอย

Sunday, June 27, 2010

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่สาม







เต้นท์ส่วนตัว นอนซะ สามคืนคุ้มสุดๆ 









อู้งานไปหลายสัปดาห์เลยฮะ - -'
    
     หลังจากที่เราเริ่มต้นภารกิจการเดินขึ้นยอดดอย ตั้งแต่เมื่อวานนี้ จนมาหยุดพักตรงวัดแม่กลางระยะทาง
จากจุดแรกมาถึงตรงนี้คือ 8 กม.วันนี้เราจะเริ่มเดินกันต่อไป
     ถัดจากวัดแม่กลางไม่ไกลนัก จะได้เจอกับด่านเก็บเงินของทางอุทยาน
ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าเข้า 40 บาท แต่สำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนนั้นขึ้นฟรีครับ 
ดังนั้นผมจึงพยายามอย่าทำตัว แอ๊บแม้ว เพื่อที่จะไม่เสีย เงิน 40 บาท
แต่ว่าทำยังไงก็ไม่เหมือน เลยต้องยอมต้องจ่ายไป 
     หลังจากที่ผ่านด่านเก็บเงินมาได้ เป้าหมายต่อไปคือจุดเริ่มต้นของวันนี้ คือหลัก กม.ที่ 9 ซึ่งเป็นที่ตั้ง
ของ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และกว่าจะผ่านจาก หลัก กม.ที่ 8 ไปที่ 9 ผมก็เกือบจะถอดใจตั้งแต่
เนินลูกแรก อะไรมันจะชันได้ขนาดนั้น ถ้าระดับความชันของมันวัดด้วยตาเปล่า
ของคนที่ไม่มีแรงน่าจะราวๆ 50 องศา แล้วเนินต่อๆไปจะทำไงฟระ
        ในเดือน ก.พ. อากาศยังจดว่าไม่ร้อนถ้าเทียบกับสภาพอากาศในตัวเมืองหรือข้างล่าง
อุทยานดังนั้น เสื้อยืด กางเกงขาสั้น การเดินทางไกลน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดูดีที่สุด อากาศเย็นๆจะสามารถ
ผ่านเข้าเสื้อยืดได้ง่ายทำให้เราไม่เหนื่อย ....นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะข้างบนดอย อากาศจะเย็นกว่า
ปกติ  ยิ่งสูงอากาศยิ่งเย็น อากาศเย็นมันจะซึมผ่านผิวปอดได้ง่ายทางจมูก และแสงแดดบนที่สูง
มันโหดร้ายกว่าบนที่ราบต่ำกว่ามาก ผิวหนังอาจจะโดนเผาใหม้ได้ง่ายกว่า อย่าคิดว่ามันไม่ร้อนแล้ว
ไม่อันตราย เพราะที่ผมเดินบนเขามาตลอด 3 วันคอเกรียมเหมือนเหมือนคอหมูย่างเลยทีเดียว
       แทบ ตลอดเส้นทางมีแหล่งท่องเที่ยวให้แวะชมมากมาย ทั้งหมู่บ้านชาวเขา น้ำตกใหญ่เล็ก
ที่แทบได้ยินเสียงตลอดข้างทาง ต้นไม้ ต้นสน ใบหญ้า หน้าฝรั่ง อันนี้นอกเรื่อง - - 
       อยากจะบอกว่าเดินไปได้แค่ประมาณซักชั่วโมง กับระยะทางราว 3 กม.กว่าๆก็เริ่มจะแย่แล้ว
เพราะอากาศที่รู้สึกว่าเริ่มที่จะเบาบางลงซึ่งแปรผันกับอุณหภูมิที่เย็นมากขึ้น มันหลอกขายกระเป๋า
ตูป่าวฟระ ราคาใบละตั้งหลายๆๆพัน ทำไมมันหนักขึ้น ตอนแรกๆมันไม่หนักขนาดนี้นี่หว่า หรือว่า
ที่ร้านมันหลอกขายกระเป๋าปลอมเราฟระ อยากจะบอกว่าจริงๆแล้ว มันมีเต้นท์บวกน้ำหนักของกิน
ของใช้เสื้อผ้าน้ำ ตกอยู่ราวๆ 15 กก.ได้ จากความตั้งใจแรกว่าอาจจะทำให้พิชิตยอดดอยได้ภายใน
หนึ่งวัน จากการคำนวนคือเดินได้ 4-5 km./hr แต่เอาเข้าจริงๆด้วยสภาพร่างกายทำให้ได้แค่ 3 km./hr
นิดๆ ดังนั้นวันนี้เราจะต้องหาที่พักระหว่างทาง และในหลัก กม.ที่ 31 ก็จะมีที่พักของทางอุทยาน
และมีที่กางเต้นท์ด้วย 
    ระหว่างทางจะมีน้ำตกน้อยใหญ่มากมาย จุดแวะพัก จุดชมวิว ทางแยกเข้าหมู่บ้านชาวเข้าตลอดเส้นทาง
ระหว่างทางจะมีน้ำตกขนาดใหญ่ น้ำตกวชิรธาร แน่นอนว่าผมไม่ได้แวะไปเยี่ยมชม เพราะทริปนี้ผมตั้งใจ
มา Tracking ไม่ใช่มา Viewing (สะกดถูกหรือเปล่าผิดหลักไวยกรหรือไม่รบกวนอย่าสนใจนะครับ) 
    จากระยะทางแค่ 22 กม. ผมใช้เวลาเดินเท้าึถึง  7 ชม. กว่าจะถึง สภาพเป็นยังไงก็ไม่รู้
 รู้แต่ว่าไม่มีรูปตัวเองมาดูเลยคาดว่าคงจะรับตัวเองไม่ได้ ที่พักกางเต้นท์เรียกกันว่าลานสน จะอยู่ตรงแยก อนามัย
แต่เราต้อง ไปที่ๆทำการอุทยานก่อนครับเพื่อไปเสียค่าธรรมเนียมกางเต้นท์ราว 30 บาท
 (เสียครั้งเดียวนะจะนอนซักเดือนก็ได้ ไม่มีใครว่า) ที่นี่มีเต้นท์ ผ้าห่ม เครื่องนอน  เตาถ่านให้เช่า
ถ้าใครไม่อยากพกมาด้วย
     หลังจากที่สอบถามเจ้าหน้าที่ก็ได้ความว่าที่ดอยอินทนนท์จะเริ่มปลอดคนราวๆต้นเดือน ก.พ. คือมีคน
น้อยมากๆ ตอนที่ผมไป มีแค่ราวไม่เกิน 7 หลังคาเต้นท์ แต่ถ้าหน้าท่องเที่ยวของที่นี่แทบไม่มีที่กางเลย
ทีเดียว ฉะนั้นใครมาช่วง โลวของที่นี่ไม้ต้องจองล่วงหน้าได้นะครับ
   วันนี้พอแค่นี้นะครับ รีบอาบน้ำก่อน เพราะมันจะหนาววว !!!!   
    
    

Saturday, June 5, 2010

ดอยอินทนนท์


เกิดมาไม่เคยซื้อกระเป๋าแพลขนาดนี้มาก่อน ไปเจอตัวแดง 40 บนห้าง

รูปไม่สวย เพราะคนถ่ายไม่ได้เรื่องครับ - -
แต่เรื่องราวต่างๆเก็บมาอยู่ในความทรงจำหมดแล้ว

Saturday, May 22, 2010

ลูกผู้ชายชื่อ...ทองมั่น

    ใครก็ไม่รู้ ผมไม่รู้จัก แต่ผมก็ได้กระโดดขึ้นหลังรถมาแล้ว ใจง่ายจริงกรู - -

   ผู้ชายคนนึงรับผู้ชายคนนึงที่ไม่รู้จักจากข้างทางป่าเขานั่งรถไปด้วยกัน คุณว่าผู้ชาย
คนนี้คิดอะไรกันอยู่ ...
    
    น้องจะไปไหนอ่ะ นี่คือประโยคแรกที่เขาถามผมหลังจากที่รถจอดที่วัดแม่กลาง 
อ๋อ ผมจะเดินขึ้นดอยอ่ะครับ แล้วพี่ล่ะครับ ผมถามตอบกลับไป
  " อ๋อพี่ขายของอยู่ตรงนี้แหล่ะ คืนนี้ที่อำเภอมีงาน หมายถึงงานผ้าพ้นเมืองที่ผมพูดถึงเมื่อกี้
พี่ก็เลยมานอนที่นี่ ขี้เกียจกลับบ้าน แล้วน้องอ่ะจะนอนที่ไหน" 
" ยังไม่รู้เลยครับ แถวนี้มีรีสอร์ทรึเปล่าครับ เห็นแถวๆนี้มีอยู่สองสามแห่ง "
" อ๋อตรงนั้น ตรงน้ำตกมีรีสอร์ทอยู่คืนละสี่ร้อยมั้ง " 
" อ้าวแล้วปกติพี่จะนอนตรงไหนล่ะครับ "
" ตรงนั้นอ่ะ แล้วก็ชี้ไปที่ ศาลาที่ไม่มีกำแพงใกล้ๆกุฏิเจ้าอาวาส นอนกับพี่ก็ได้นะ "
" ไม่เป็นไรครับพี่ ผมมีเต้นท์มาด้วยถุงนอนผมก็มีมา "
" งั้นไปอาบน้ำกัน ดึกๆจะหนาว" เฮ้ยๆไรวะเนี่ย เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ จะชวนไปอาบน้ำกัน
ถึงพี่จะดู...แต่ ผมไม่ไว้ใจพี่อ่ะ "ประโยคอันนี้ผมนึกในใจ " 

    .....  หลังจากที่อาบน้ำเสร็จโดยสวัสดิภาพ และกางเต้นท์เสร็จโดยเรียบร้อย
ก็ได้เวลาหาข้อมูล ต่างๆ ( เดี๋ยวจะเอาไว้บอกตอนท้ายนะครับ) และหลังจากที่หาข้อมูล
ที่ต้องการเสร็จแล้วก็ถึงฉากนั้นแล้ว...
        
          อ๊ะๆๆ คิดไรอยู่ปล่าวเนี่ย สรุปเลยดีกว่านะ ปล่อยนานเดี๋ยวจะเลอะเทอะกันใหญ่ - -
  
      พี่คนที่เค้ารับผมมาเค้าชื่อว่าพี่ ทองมั่น พี่เค้าเป็นคนสุรินทร์ แต่ว่าเพิ่งมาตั้งรกราก
ที่นี่ได้ราวๆ 5 ปี พี่เค้าเล่าว่าตอนแรกพี่ไม่ใช่พ่อค้าหรอกนะ พี่เค้าทำงานอยู่โรงงานยางรถยนต์แห่ง
หนึ่งที่แหลมฉบัง ได้เงินเดือน+สวัสดิการ ที่คิดว่าสบายในระดับหนึ่งทีเดียว พี่เค้าเล่าว่าเค้าเคย
มาเที่ยวที่นี่ เห็นพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ดูมีความสุข สนุกในการขายของ และช่วงนั้นเค้าเบื่องานที่ทำงาน
เนื่องจากมันเป็นงานประจำซ้ำซาก พี่เค้าเลยตัดสินใจลาออกจากงาน ขายบ้านที่ซื้อไว้ที่แหลมฉบัง
 หนีความเบื่อหน่ายของชีวิต ขึ้นมาวิ่งรถค้าขายของส่งในตลาดที่เชียงใหม่
ขับข้ามจังหวัดรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ภายหลังๆจากที่มีปัญหาครอบครัว(ขออนุญาตไม่บอก)
พี่เค้าเลยตัดสินใจกลับมาที่ๆอยากอยู่อยากทำจริงๆ  แม้ว่ามันรายได้จะไม่มากมาย
เท่าตอนวิ่งขายของส่งให้ตลาด หรือ งานจะสบายกาย +เงินมากพอ เท่าที่โรงงานยางรถยนต์แห่งนั้น
 แต่พี่เค้าบอกว่าเค้าทำที่นี่มีความสุขมากกว่า ขายของได้แม้มันไม่มากมาย
 รายได้ไม่แน่นอน แต่ทำแล้วสบายใจมีความสุข ไม่ต้องรวย ไม่ต้องมีมากขอแค่พอมีพอกินไปวันๆ
ก็พอแล้ว ผมเคยถามพี่เค้าว่าเสียดายมั้ยที่ลาออกจากงาน พี่เค้าก็ยอมรับนะว่าเสียดาย
แต่ผมสังเกตุดูว่าจริงๆแล้วพี่เค้าเสียดายแต่พี่เค้าไม่เสียใจหรอกที่ทำตามใจตัวเอง
คืนนั้นผมได้คุยอะไรมากมายกับพี่ทองมั่น ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากผู้ชายคนนั้น
ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเจอที่นี่ ผมได้รับน้ำใจจากผู้ชายแปลกหน้าคนนี้โดยไม่ต้องร้องขอ
จะมีซักกี่คนบนโลกกันนะที่เป็นแบบนี้ ... แบบพี่ทองมั่น 

    ปล. ผมได้เรียนรู้ว่าบางทีบางเรื่องที่เราไม่อาจบอกใครได้ แต่บางทีการพูดคุยกับคน
ที่ไม่รู้จักดี อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้
    ปล.2 ผมได้คุยกับคนที่ขายของแถวๆนั้นเค้าเล่าให้ฟังว่าพี่ทองมั่นเป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ อัธยาสัยดี
ทั้งที่พี่เค้าเพิ่งมาเริ่มขายของตรงนี้ได้แค่ไม่กี่เดือนแต่ก็เป็นที่รักของคนแถวนั้นจริงๆ
   ปล.3 อันนี้เป็นข้อมูลทางด้านการท่องเที่ยวที่ผมได้มาจากพี่เค้า ซึ่งผมว่ามันเป็นข้อมูลที่มีค่า
และผมจะเอามาแบ่งปันดังนี้ 
 - วัดแม่กลางเป็นวัดที่อยู่ตรงตีนทางขึ้นดอยอินทนนท์ ตรงนี้จะมีที่จอดรถขนาดใหญ่ มีร้านอาหาร
ห้องน้ำ ตลาดขายผักผลไม้ที่ละรึก และบางทีฤดูกาลเทศกาล ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาขอนอนเป็น
ประจำ และที่นี่มี คิวรถสองแถวและรถตู้สำหรับเช่าเหมาขึ้นดอย โดยจะเสียค่าบริการดังนี้
    ค่าเหมารถสองแถว จะอยู่ราวๆ 1300 บาทจะพาเที่ยว สถานที่สำคัญๆ
บนดอยราวๆ 3-4 ชม.ตาตกลงกัน ส่วนรถตู้ จะเสียค่าเช่าราวๆ 1700 บาท
  - ในการขึ้นดอยถ้ามาคนเดียว ต้องการที่จะขึ้นไปบนยอดดอย พี่เค้าแนะนำว่าให้ไปที่ด่านเก็บเงิน
แล้วก็ให้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าอยากขึ้นไปดอย แล้วเจ้าหน้าที่เค้าจะคอยฝากเราไปกับรถนักท่องเที่ยว
โดยที่เราไม่ต้องออกแรงโบกรถเองเลยล่ะ  
- บริเวณวัดแม่กลางมีน้ำตกด้วยนะ ชื่อน้ำตกแม่กลางซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าประมาณ 20 บาทให้กับอุทยาน
- ในการที่จะมา วัดแม่กลาง หรือด่านเก็บเงินด่านแรก นอกจากเราจะโบกรถเข้ามาได้แล้ว
เรายังสามารถเดินเข้ามาได้ด้วย - - อันนี้ล้อเล่นครับ
  จริงๆแล้วเราสามารถขึ้นรถ สองแถวตรง วัดพระธาตุจอมทองซึ่งเป็นสีเหลือง
เหมือนกับรถสาย เชียงใหม่ - จอมทอง  แต่ป้ายหน้ารถจะเขียน ว่า จอมทอง - แม่แจ่ม
ซึ่งการเดินทางไปแม่แจ่มจะต้องใช้เส้นทางนี้แล้ว สามารถเลือกลง
ตรงด่านเก็บเงินที่หนึ่ง ตรงวัดแม่กลาง หรือด่านเก็บเงินที่ สองตรงทางแยกไปอำเภอแม่แจ่มได้เหมือนกัน

   คนที่ๆผมไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้ คนที่มีความกล้าๆที่จะทำอะไรตามที่ตัวเอง
อยากทำตรงหน้า ทำให้ผมนึกถึงตัวละคร ซูซูกิ ไคโตะ จากเรื่องบีชบอย 
คนที่กล้าทิ้งงานอันที่เรียกว่าสุดๆของความสะบายและมั่นคง คนที่ทำตามจิตวิญญานความต้องการ
  ผมศรัทธาพี่มากเลยครับ เพราะผมไม่มีความกล้าหาญอย่างพี่  และที่สำคัญพี่เป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ
คนนึงเลยทีเดียว 

   ปล.สุดท้าย ลานที่ว่างตรงวัดแม่กลางดูดาวสวยดีนะครับ แม้ว่ากลางคืนอากาศอาจจะเย็นไปนิด
สำหรับคนที่ขี้เหงาและขี้หนาว  ตอนนี้เราก็ใกล้กันขึ้นมาอีกนิดแล้วนะ น้องดาวจ๋า ^ ^
   

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่ 2

     ตีนดอยอินทนนท์ คือเป้าหมายของวันนี้ ผมตั้งใจจะไปนอนค้างคืนที่นั่น
วันรุ่งขึ้นจะได้ เริ่มออกเดินเท้าขึ้นดอยอินทนนท์ 
      ผมมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเมืองเชียงใหม่เต็มเอี๊ยดๆๆ แต่กลับไม่ค่อยมีข้อมูลการเดินทางเชิงลึก
เพื่อที่จะไปดอยอินทนนท์เลย เอาวะยังไงก็อย่ากลัวที่นี่เมืองไทย 555+ ประโยคนี้อีกแล้ว
      ออกจากตัวเมืองเพื่อที่จะเดินทางออกไปอำเภอจอมทาง อาจใช้เวลาเดินทางร่วมๆหนึ่งชั่วโมง
ซึ่งจัดว่าเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล จากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก จากเมืองเล็กสู่ทุ่งนา จากทุ่งนา
สู่เมืองเล็ก จากเมืองเล็กสู่หมู่บ้าน วิวตลอดสองข้างทางเป็นเช่นนี้สลับกันไป อ๊ะ ๆๆ ช้างเผือก
เอ้ยๆๆ ช้างเผือกแฝด เฮ้ยๆๆลูกช้าง ไม่ต้องแปลกใจที่ urumi เพ้อตลอดทาง ทนหน่อยนะครับ
คนเพิ่งเคยมาครั้งแรก  เอ้ยๆๆ ช้างกรูอยู่หนาย ๆๆๆ
      ค่ารถ 32 บาทจากเชียงใหม่สู่ตัวอำเภอจอมทอง ซึ่งท่ารถจะจอดอยู่ที่พระธาตุจอมทอง
ซึ่งมองเห็นตัวองค์พระธาตุขนาดใหญ่ ผมไม่ได้มาไหว้พระ ผมจะไปดูดาว
ดังนั้นผมจึงไม่ได้ไปสักการะทั้งๆที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายกระทำกัน
  แต่ว่านะท่ารถที่อยู่ในเน็ตที่จะขึ้นดอยอยู่ตรงไหนหว่า หลังจากที่ใช้ปากถาม คนขับรถแถวนั้นแล้ว
ได้ผลว่า ไม่มีหรอกครับ เจ้ารถสองแถวที่ว่าน่ะ จากจอมทองสู่อินทนนท์
      เหวง นี่ คืออาการของนักเดินทางที่โดนข้อมูลเป็น เท็จหลอกลวง (ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะคะ)
 เอาไงดีวะรู้งี้กรูลงตั้งแต่สามแยกจอมทองก็ดีหรอก
      ผมจึงต้องนั่งรถกลับไปที่สามแยกจอมทองอีกครั้ง ซึ่งนั่งย้อนกลับไปราวๆ 3-4 กม.ซึ่งก่อน
ซึ่งขนะนั้นที่ตรงนั้นแยกจอมทองกำลังมีงานผ้าพื้นบ้านพอดี เค้ามีขบวนแห่ชาวบ้าน มีเด็กนักเรียน
น่ารักเป็นดรัมอยู่ข้างหน้า แต่ว่าเวลาของผมมันเหลือน้อยแล้วอ่ะ ไม่มีเวลามาไขว้เขว หลังจากตุนเสบียง
พร้อมเครื่องดื่มเกลือแร่ และน้ำดื่ม
   และตอนนี้ ผมมีข้อมูลเพียงแค่ จากสามแยกจอมทองถึงยอดดอยระยะทาง 41 กม. 
     เกือบห้าโมงเย็นที่ผมเริ่มเดินจากทางเข้า ไม่มีข้อมูล ไม่มีสองแถวผ่าน มีแต่รถชาวบ้าน รถชาวเขา
รถของเขา รถของใครๆ แต่ไม่มีรถของผม ต้องเดินเท้าเท่านั้น ที่พักยังหาไม่ได้ มันจะอะไรกันนักหนา
ชีวิตกรู ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตจะต้องมาตก ระกำลำบากตั้งแต่วันแรกเลย T T
    ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ รถที่ผ่านมาก็เริ่มน้อยลง พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะเลิกงาน
" วันนี้นายจะไม่ทำโอหน่อยหรอ " ผมแอบถามดวงอาทิตย์ในใจ
" ไม่หรอกว่ะ ช่วงนี้หน้าหนาวกรูต้อง รีบกลับบ้าน " ( เพ้อขนาดหนัก - -" ) 
โอ๊ะตรงนั้นมีวัด เข้าไปถามดีกว่า
 "น้องครับว่าอีกนานมั้ย กว่าจะถึงด่านอุทยานด่านแรก" 
 "ประมาณ 30 กม.ครับ" เด็กนักเรียนคนนั้นตอบผม พร้อมด้วยคำตอบ ที่ถูกยืนยันอีกครั้งจากพระรูปหนึ่ง
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าเป็นคนพื้นที่ อ้าวไหนแผนที่แม่มบอก 8 กม.ไงฟระ สงสัยจะโดนหลอกอีกแล้วกรู
    อยากจะร้องไห้ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ทำไมมันไม่เหมือนข้อมูลที่หาได้ในเน็ตเลยฟระ ข้อมูลแม่ม
หลอกลวงทั้งนั้น แล้วนี่จะทำยังไงดีฟระเนี่ย 
     ในบางเวลาที่เราอยู่บนหนทางที่ยากลำบาก มองไม่เห็นทางไปต่อข้างหน้า มองไม่เห็นที่พักพิง
มองไม่เห็นใคร ในเวลาที่เรากำลังสู้อยู่ด้วยตัวคนเดียว อาจจะมีทางอยู่แค่ 3 ทางให้เลือก
คือ กลับหลัง  หยุดเดิน  หรือเดินต่อ ในสถานะการอย่างนี้ ผมเลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
คำว่าไปตายเอาดาบหน้า คือคำที่ผมท่องไว้ในใจ ตลอดเวลาที่เดิน
เอ " แต่ว่ากรูไม่มีดาบนี่หว่า ข้างทางแม่มก็เป็นป่า "
สงสัยจะได้ตายเอาข้างหน้าจริงๆ - -
     นับว่าโชคยังดี ผมเริ่มมองเห็นป้าย รีสอร์ท ประปรายแล้ว อีก 3 กม. อีก 4 กม.
มีสองที่ จดๆเบอร์โทร เอาไว้ตอนแรกกะว่าจะไปขอกางเตนท์นอนตรงด่านเก็บตังค์
สงสัยจะเสียเงินหนัก ตั้งแต่วันแรกเลยหรอฟระ เอาวะเสียตังค์ดีกว่าเสียตัว เอ้ยเสียชีวิต 
  แม่มเอ้ย!! คนแถวนี้ ไม่มีใครจอดรถถามกรูซักคำหรอว่าไปไหนขับผ่านไปมา หันมามองอยู่ได้
น้ำใจอ่ะมีมั้ย ( ไม่ยอมโทษตัวเองนะคนเรา ปากอ่ะมีมั้ย ) เอาวะใกล้ถึงรีสอร์ตข้างหน้าแล้ว
คืน 500-600 ก็เอา และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีรถปิ๊กอัพ isuzu สีฟ้าคันหนึ่งค่อยๆ
ชะลอความเร็ว แล้วจอดอยู่ข้างหน้าห่างออกไป ราว 20 เมตร และแล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งลงมา
หน้าตาออกแนว ...หน่อย ในจังหวะแรกผมถึงกับผงะ น้องจะไปไหน ผมก็ทำใจดีตอบออกไปว่า
" ผมจะไปด่านอุทยานด่านแรกอ่ะครับ อีกใกลมั้ย" 
"อีกประมาณ กิโลกว่าๆ ไปด้วยกันกับพี่ไหมพี่จะ ไปทางนั้นพอดี "
ชั่วโมงนี้ผมต้องการข้อมูลเพื่อที่จะทำภารกิจให้เสร็จสิ้น จะต้องตัดความกลัวทิ้งไป
ใจดีสู้เสือ เพื่อภารกิจ เพื่อภารกิจ ....
    " ไปครับพี่ ขอติดรถไปด้วย " 
ใครจะรู้ว่า ผู้ชายคนนี้จะทำให้ผม ได้เรียนรู้อะไร ที่จะจดจำตลอดไป.... 

ปล.เชื่อมั้ยครับ ตอนไปญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าข้อมูลที่หาได้ มันแน่นอนและดีกว่า
เที่ยวเมืองไทยเยอะมาก . 

 

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่ 1

ตั้งชื่อให้น่าติดตามเหมือน ละครของอาฉลองไว้ก่อน แต่จริงๆไม่มีอะไร -*-
     
    หลังจากลงรถไฟมา ....  
ที่นี่ที่ไหนอ่ะ  อ๋อสถานีรถไฟเชียงใหม่
(อุตส่าห์ลุ้นกะจะเจอ น้องนานา ซักหน่อยจะได้จีบก่อนไอ้แดน นอกเรื่อง + เพ้อ)  
ในตอนแรกผมตั้งใจที่หาที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ก่อนแต่ทว่า
ภารกิจลับที่ผมได้รับมอบหมายมา ได้ถูกเตรียมการใหม่ตอนอยู่บนรถไฟ จะชักช้าไม่ได้เด็ดขาด

    หากใครที่เคยไปตัวเมืองเชียงใหม่ คงจะพอทราบได้ว่าเมืองเชียงใหม่แม้เป็นเมืองที่เจริญแต่
ว่ากลับไม่มีขนส่งมวลที่เป็นรูปร่างเท่าไรนัก ที่นี่มีรถเมล์ แต่ไม่มาก ดังนั้นใครมาเมืองเชียงใหม่
ให้นึกในใจไว้เลยว่าที่นี่ ไม่มีรถเมลล์ มีแต่ taxi ตุ๊กๆ และสองแถวที่เค้าเรียกกันว่า รถแดง
    รถแดง นี่คือ พาหนะหลักของคนที่นี่  ในตอนที่ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ มักได้ยิน
คำล่ำลือเกี่ยวกับรถแดง ทั้งจากในเน็ตและคนพื้นที่  
' มึงพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ระวังโดนโขกนะเว้ย '
" ระวังนั่งๆอยู่แม่งจะจอดทิ้งเมื่อไรก็ได้ "
" นึกว่านั่งรถแข่ง ตำรวจยังไม่กล้าจับพวกมันเลย "
" ตอนวิ่งเหมือนรถเมล์ ตอนจ่ายตังค์เหมือน taxi "
อะไรแย่ๆ ถูกซึมซับเข้าสู่หัวสมองผมทั้งหมด ดังนั้นผมตั้งใจจะไม่ใช่บริการเจ้ารถแดงนี้
ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญ ระยะทางจาก สถานีรถไฟ ถึงที่หมายตามจุดต่างๆ แผนที่ในตัวเมือง
หาได้ตาม google map ไม่มีพลาดทุกข้อมูล ตอนที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟจะมีคิวรถแดง
กับตุ๊กๆอยู่มาก วิธีการเลี่ยงที่ดีที่สุดคือ ทำตัวให้เหมือนเป็นคนท้องถิ่น ทำตัวเหมือนรู้จักเส้นทาง
เนียนๆไปนั่นเอง 
      ที่นี่เชียงใหม่ แม้ว่าจะอยู่ภาคเหนือ แต่ว่าความร้อนแรงของแสงแดดยามบ่ายมันก็ร้ายกาจ
ไปไม่น้อยกว่าเมืองชายทะเลอย่างสัตหีบ ร้อนโครตๆ ยังนึกในใจ กรูเดินตากแดดแถวๆบ้านก็ได้ฟระ
ไม่เห็นต้องนั่งรถไฟให้ริดสีดวงสึกขนาดนี้เลย เฮ้อ
       ใช้เท้าเดิน ราวครึ่งชั่วโมง จากสถานนีรถไฟถึงประตูเชียงใหม่ ที่นี่จะมีท่ารถ เชียงใหม่ - จอมทอง
ซึ่งเป็นรถสองแถว และรถบัสขนาดเล็ก เชียงใหม่ - ดอยเต่า - ฮอด ผมจะขึ้นรถที่นี่แหล่ะ
      ลืมบอกไปนะครับ เดี๋ยวขอสาธยายถึงตัวเมืองเชียงใหม่ตามที่ผมรู้จักซักหน่อยก่อน
ที่ตัวเมืองเชียงใหม่จะมีแหล่งที่เป็นใจกลางเมืองคล้ายๆกำแพงเมืองเก่า ผมก็ไม่รู้ว่าเรียกอะไรเหมือนกัน
ซึ้งจะมีประตูอยู่สี่ทิศสำคัญมีชื่อเรียกตามนี้

         ประตูช้างเผือกจะอยู่ทางทิศเหนือ ถ้าไปทางนี้จะไป ขนส่งช้างเผือก ซึ่งเป็น Bus Terminal
ระหว่างอำเภอไว้เดินทางไปยังอำเภอต่างๆของเชียงใหม่ ส่วนขนส่งอาเขตเป็น Bus Terminal
 แบบ ระหว่างจังหวัด ถ้าใครนั่งรถมาจากกรุงเทพฯ หรือว่าจะเดินทางไปจังหวัดอื่นๆต้องมาขึ้นรถที่นี่
         ประตูช้างเผือกจะอยู่ทางทิศตะวันออก ไนท์บาซ่าจะอยู่ทางทิศประตูนี้(มั้ง) แถบนี้นักท่อง
เที่ยวต่างชาติจะเยอะมากๆๆๆ ดังนั้นความรู้สึกเหมือนน้องๆข้าวสาร
         ประตูท่าแพ ประตูนี้จะอยู่ทางทิศใต้ จะมีท่ารถสองแถวสีเหลือง  เชียงใหม่ - จอมทอง
กับรถบัส ชียงใหม่ - ดอยเต่า - ฮอด
         ประตูสวนดอกจะอยู่ทางทิศตะวันตก ฝั่งประตูนี้ดูเจริญตา และดูเหมือนว่าความเจริญแบบเมืองๆ
จะอยู่ทางฝั่งนี้ เพราะเป็นฝั่งที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ^0^





     
 









  ยิ่งเดินผ่านผู้คนมากเท่าไร ผมอยากเป็นจาพนมขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพราะอยากเล่นจริงเจ็บจริง แต่จะพูดว่า ช้างกรูอยู่ไหน ??
ถ้าเปรียบสาวงาม เหมือนช้างเผือก ที่มีมีเดินกันแทบขวักไขว่
อย่างกับ ปางช้าง อ๊่ากๆๆๆ ช้างกรูอยู่หนายยยย !!!! 
     
     เลิกๆกลับมาที่ท่ารถดีกว่า เร็วๆเดี๋ยวมืดพอดี ผมบอกรึยังว่าเราจะไป ดูดาวที่ดอยอินทนน์กัน
เพราะผมเชื่อว่าในจุดที่สูงที่สุดเราจะมองเห็นดาวได้ใกล้ที่สุด ผมแค่อยากเข้าไปใกล้เธอ...เท่านั้น

Saturday, May 15, 2010

ชีวิตเปื้อนฝุ่น บนรถไฟชั้น 3

    ผมไม่ใช่ไอ้ป๋องตัวละครเรื่องชีวิตเปื้อนฝุ่น แต่น้องโอปอลคนนี้กลับมีชีวิต เสื้อผ้า หน้าผม ที่เปื้อนฝุ่น
 รถไฟชั้นสาม ราคา 211 บาทจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่ ราคานี้อาจจะถูกกว่าค่าแท๊กซี่ใครบางคนจากบ้าน
ไปสยาม หรือแม้แต่อาจจะยังไม่ได้ค่า ที่นั่งดีๆในโรงหนังชั้นหนึ่งตามศูนย์การค้าใหญ่ยัก
    เงินจำนวนนี้ไม่มากสำหรับคนที่มี  แต่บางทีมันก็เป็นเงินที่หามาได้ไม่ง่ายสำหรับใครหลายคน
        รถไฟใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ประมาณ 14 - 16 ชั่วโมง
        รถบัสใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง
        เครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดหน่อย 
คนมีตังค์มักไม่มีเวลาเหลือเฟือ  แต่คนที่มีเวลาเหลือเฟือมักไม่มีตังค์ 
แต่ว่า บางที ความสุข อาจจะไม่ได้ขึ้นกับตังค์  
    บนรถไฟชั้น สาม ผมกำลังมีความสุข บรรยากาศ ในตู้ชั้นสาม แม้ว่าที่นั่งมันจะลากบาก แถมนอนยาก
เพราะว่าที่พิงมันตั้งฉากกับที่นั่ง ปรับนอนไม่ได้ ฝุ่นลอยละล่องเข้ามาทางหน้าต่าง เข้าหน้า+ปาก ตลอดคืน
ไม่มีหมอน มีแต่เป้ใหม่ที่ใบใหญ่ขึ้น นอนหนุนแทนหมอน 
    ตอนนี้เดือน กพ. แน่นอนว่ามันยังอยู่ช่วงปลายฤดูหนาว บรรยากาศข้างทาง ไร่นา ขุนเขา หุบเขา
หุบเหว หมอกหนา โรงเรียน หมู่บ้าน วัด ผู้คน ตลอดสองข้างทาง มันทำให้บรรยากาศมีสีสรรมากขึ้น
ผมเพิ่งได้เข้าใจคำว่า จุดหมายนั้นไม่สำคัญ ตลอดเวลาที่เราเดินทางต่างหากที่น่าจดจำ หนาวแฮะๆๆ 
    ของขายบนรถไฟมีแทบทั้งวันทั้งคืน  เช้านี้  กาแฟร้อนๆ ของพี่สาว(ป้า)ที่เอามาขาย ผ้าเย็น
เช็ดหน้าจากน้องหนูที่เพิ่งปิดเทอม(รึเปล่า) นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆวันซ้ำซากบนรางรถไฟสายนี้
    พอลืมตาดูโลก บทสนทนาก็เปิดฉากอีกครั้ง เราสามคน คุยกันโขมง ไม่รู้จะอะไรกันนักหนา
" อุโมงขุนตาล ยาวกี่เท่าไร "
" พี่ทำงานรถไฟมากี่ปีแล้ว " 
" จากจังหวัดนี้ต่อไปจังหวัดอะไร " อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย จำไม่ได้แล้ว
    
      เหมือนกับที่หลายคนเคยบอกเอาไว้ รถไฟไทยถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ทำไมมันยังไม่ถึงฟระ
นี่นั่งจนริดสีดวงสึก มันก็ยังไม่ถึงเชียงใหม่ ความไม่ตรงเวลาของคนไทยมันลามไปถึงรถไฟ
อย่างไม่น่าแปลกใจ และนี่คือคุณภาพชีวิตของคนไทยอีกแง่มุมหนึ่งครับ 555+
      ตามตารางบอกว่าจะถึง 12.45 แต่ว่ามันถึงจริงๆตอนเกือบ 14.00 เหอๆๆ
ลืมบอกไปคุณลุงคนนั้นเค้าลงตั้งแต่ลำพูนแล้วล่ะ แล้วก็ถัดจากลำพูนมาครึ่งชม.ก็ถึงเชียงใหม่ซักที
ตอนนี้เหลือแค่ คนเดียวแล้วนะ  เอาน่ะยังไงคนที่นี่ก็ยังพูดภาษาไทยกันอยู่...

     ไม่ได้กลัวนะ  แต่แค่หวั่นใจ  แต่ถึงยังไงก็กลับไปไม่ได้แล้วใช่มั้ยล่ะ ....

ปล.บนรถไฟแม้ตอนที่รถยังวิ่งเค้าก็ยังทำความสะอาดกัน ทำให้ผมได้รู้ว่าทำไมชีวิตผมถึงได้เปื้อนฝุ่น
ปล.2 รถไฟเค้าจะมีการตัดต่อขบวนกันตลอด เช่น รถไฟมี 7 โบกี้ ๆ 1-3 จะไปเชียงใหม่ ส่วนที่เหลือ
จะถูกตัดออกให้สั้นลง ส่วนที่ 4-7 อาจไปแค่ลำปาง ดังนั้นอย่ามั่วตู้โบกี้ อาจทำให้ไม่ถึงที่หมาย
ปล.3 บางครั้งถ้าขบวนยาวๆเวลาขึ้นเขาอาจต้องรอหัวรถจักรจากสถานีใกล้ๆมาช่วยเสริมแรงลากจูง
ปล.4 คนขับรถไฟเค้าแบ่งขับตามความชำนาญ เช่น ในเมือง บนเขา ที่ราบ
เรียกกันว่า เจ้าที่ เจ้าป่า และเจ้าเขา ( อันนี้พนักงงานรถไฟเล่าให้ฟัง )
ปล.5 ไอ้น้องคนนั้นเล่าให้ฟังว่าบางครั้งตอนฝนตก หัวรถจักรมีดับด้วย ตอนนั้นปลี่ยนหัวไป 3 หัวจะถึงที่
หมาย  มีเรื่องให้ตื่นเต้นตลอดการเดินทาง นี่แหละค่ะ รถไฟไทย 
ปล.6 บนรถไฟจะมีตำรวจรถไฟอยู่ด้วยอย่างน้อยขบวนละ 1 คน 
ปล. สุดท้าย หมู่บ้านตามรางรถไฟตามแนวเขา หลายหมู่บ้านน่าอยู่มากๆ ถูกซุกซ่อนอยู่ในหุบเขา
ท่ามกลางสายหมอก ไม่มีไฟฟ้า และแม้แต่สัญญานโทรศัพท์ 555+
ปล.ท้ายสุดๆ มีคำแนะนำจากผู้สันทัดรถไฟชั้นสาม บอกไว้ว่าอย่านอนหันหัวไปตามแนวทางเดิน
เพราะจะทำให้เส้นผมและหนังศรีษะจะได้กินของฟรีที่เค้าเอาของมาขายได้