Saturday, May 22, 2010

ลูกผู้ชายชื่อ...ทองมั่น

    ใครก็ไม่รู้ ผมไม่รู้จัก แต่ผมก็ได้กระโดดขึ้นหลังรถมาแล้ว ใจง่ายจริงกรู - -

   ผู้ชายคนนึงรับผู้ชายคนนึงที่ไม่รู้จักจากข้างทางป่าเขานั่งรถไปด้วยกัน คุณว่าผู้ชาย
คนนี้คิดอะไรกันอยู่ ...
    
    น้องจะไปไหนอ่ะ นี่คือประโยคแรกที่เขาถามผมหลังจากที่รถจอดที่วัดแม่กลาง 
อ๋อ ผมจะเดินขึ้นดอยอ่ะครับ แล้วพี่ล่ะครับ ผมถามตอบกลับไป
  " อ๋อพี่ขายของอยู่ตรงนี้แหล่ะ คืนนี้ที่อำเภอมีงาน หมายถึงงานผ้าพ้นเมืองที่ผมพูดถึงเมื่อกี้
พี่ก็เลยมานอนที่นี่ ขี้เกียจกลับบ้าน แล้วน้องอ่ะจะนอนที่ไหน" 
" ยังไม่รู้เลยครับ แถวนี้มีรีสอร์ทรึเปล่าครับ เห็นแถวๆนี้มีอยู่สองสามแห่ง "
" อ๋อตรงนั้น ตรงน้ำตกมีรีสอร์ทอยู่คืนละสี่ร้อยมั้ง " 
" อ้าวแล้วปกติพี่จะนอนตรงไหนล่ะครับ "
" ตรงนั้นอ่ะ แล้วก็ชี้ไปที่ ศาลาที่ไม่มีกำแพงใกล้ๆกุฏิเจ้าอาวาส นอนกับพี่ก็ได้นะ "
" ไม่เป็นไรครับพี่ ผมมีเต้นท์มาด้วยถุงนอนผมก็มีมา "
" งั้นไปอาบน้ำกัน ดึกๆจะหนาว" เฮ้ยๆไรวะเนี่ย เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ จะชวนไปอาบน้ำกัน
ถึงพี่จะดู...แต่ ผมไม่ไว้ใจพี่อ่ะ "ประโยคอันนี้ผมนึกในใจ " 

    .....  หลังจากที่อาบน้ำเสร็จโดยสวัสดิภาพ และกางเต้นท์เสร็จโดยเรียบร้อย
ก็ได้เวลาหาข้อมูล ต่างๆ ( เดี๋ยวจะเอาไว้บอกตอนท้ายนะครับ) และหลังจากที่หาข้อมูล
ที่ต้องการเสร็จแล้วก็ถึงฉากนั้นแล้ว...
        
          อ๊ะๆๆ คิดไรอยู่ปล่าวเนี่ย สรุปเลยดีกว่านะ ปล่อยนานเดี๋ยวจะเลอะเทอะกันใหญ่ - -
  
      พี่คนที่เค้ารับผมมาเค้าชื่อว่าพี่ ทองมั่น พี่เค้าเป็นคนสุรินทร์ แต่ว่าเพิ่งมาตั้งรกราก
ที่นี่ได้ราวๆ 5 ปี พี่เค้าเล่าว่าตอนแรกพี่ไม่ใช่พ่อค้าหรอกนะ พี่เค้าทำงานอยู่โรงงานยางรถยนต์แห่ง
หนึ่งที่แหลมฉบัง ได้เงินเดือน+สวัสดิการ ที่คิดว่าสบายในระดับหนึ่งทีเดียว พี่เค้าเล่าว่าเค้าเคย
มาเที่ยวที่นี่ เห็นพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ดูมีความสุข สนุกในการขายของ และช่วงนั้นเค้าเบื่องานที่ทำงาน
เนื่องจากมันเป็นงานประจำซ้ำซาก พี่เค้าเลยตัดสินใจลาออกจากงาน ขายบ้านที่ซื้อไว้ที่แหลมฉบัง
 หนีความเบื่อหน่ายของชีวิต ขึ้นมาวิ่งรถค้าขายของส่งในตลาดที่เชียงใหม่
ขับข้ามจังหวัดรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ภายหลังๆจากที่มีปัญหาครอบครัว(ขออนุญาตไม่บอก)
พี่เค้าเลยตัดสินใจกลับมาที่ๆอยากอยู่อยากทำจริงๆ  แม้ว่ามันรายได้จะไม่มากมาย
เท่าตอนวิ่งขายของส่งให้ตลาด หรือ งานจะสบายกาย +เงินมากพอ เท่าที่โรงงานยางรถยนต์แห่งนั้น
 แต่พี่เค้าบอกว่าเค้าทำที่นี่มีความสุขมากกว่า ขายของได้แม้มันไม่มากมาย
 รายได้ไม่แน่นอน แต่ทำแล้วสบายใจมีความสุข ไม่ต้องรวย ไม่ต้องมีมากขอแค่พอมีพอกินไปวันๆ
ก็พอแล้ว ผมเคยถามพี่เค้าว่าเสียดายมั้ยที่ลาออกจากงาน พี่เค้าก็ยอมรับนะว่าเสียดาย
แต่ผมสังเกตุดูว่าจริงๆแล้วพี่เค้าเสียดายแต่พี่เค้าไม่เสียใจหรอกที่ทำตามใจตัวเอง
คืนนั้นผมได้คุยอะไรมากมายกับพี่ทองมั่น ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากผู้ชายคนนั้น
ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเจอที่นี่ ผมได้รับน้ำใจจากผู้ชายแปลกหน้าคนนี้โดยไม่ต้องร้องขอ
จะมีซักกี่คนบนโลกกันนะที่เป็นแบบนี้ ... แบบพี่ทองมั่น 

    ปล. ผมได้เรียนรู้ว่าบางทีบางเรื่องที่เราไม่อาจบอกใครได้ แต่บางทีการพูดคุยกับคน
ที่ไม่รู้จักดี อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้
    ปล.2 ผมได้คุยกับคนที่ขายของแถวๆนั้นเค้าเล่าให้ฟังว่าพี่ทองมั่นเป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ อัธยาสัยดี
ทั้งที่พี่เค้าเพิ่งมาเริ่มขายของตรงนี้ได้แค่ไม่กี่เดือนแต่ก็เป็นที่รักของคนแถวนั้นจริงๆ
   ปล.3 อันนี้เป็นข้อมูลทางด้านการท่องเที่ยวที่ผมได้มาจากพี่เค้า ซึ่งผมว่ามันเป็นข้อมูลที่มีค่า
และผมจะเอามาแบ่งปันดังนี้ 
 - วัดแม่กลางเป็นวัดที่อยู่ตรงตีนทางขึ้นดอยอินทนนท์ ตรงนี้จะมีที่จอดรถขนาดใหญ่ มีร้านอาหาร
ห้องน้ำ ตลาดขายผักผลไม้ที่ละรึก และบางทีฤดูกาลเทศกาล ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาขอนอนเป็น
ประจำ และที่นี่มี คิวรถสองแถวและรถตู้สำหรับเช่าเหมาขึ้นดอย โดยจะเสียค่าบริการดังนี้
    ค่าเหมารถสองแถว จะอยู่ราวๆ 1300 บาทจะพาเที่ยว สถานที่สำคัญๆ
บนดอยราวๆ 3-4 ชม.ตาตกลงกัน ส่วนรถตู้ จะเสียค่าเช่าราวๆ 1700 บาท
  - ในการขึ้นดอยถ้ามาคนเดียว ต้องการที่จะขึ้นไปบนยอดดอย พี่เค้าแนะนำว่าให้ไปที่ด่านเก็บเงิน
แล้วก็ให้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าอยากขึ้นไปดอย แล้วเจ้าหน้าที่เค้าจะคอยฝากเราไปกับรถนักท่องเที่ยว
โดยที่เราไม่ต้องออกแรงโบกรถเองเลยล่ะ  
- บริเวณวัดแม่กลางมีน้ำตกด้วยนะ ชื่อน้ำตกแม่กลางซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าประมาณ 20 บาทให้กับอุทยาน
- ในการที่จะมา วัดแม่กลาง หรือด่านเก็บเงินด่านแรก นอกจากเราจะโบกรถเข้ามาได้แล้ว
เรายังสามารถเดินเข้ามาได้ด้วย - - อันนี้ล้อเล่นครับ
  จริงๆแล้วเราสามารถขึ้นรถ สองแถวตรง วัดพระธาตุจอมทองซึ่งเป็นสีเหลือง
เหมือนกับรถสาย เชียงใหม่ - จอมทอง  แต่ป้ายหน้ารถจะเขียน ว่า จอมทอง - แม่แจ่ม
ซึ่งการเดินทางไปแม่แจ่มจะต้องใช้เส้นทางนี้แล้ว สามารถเลือกลง
ตรงด่านเก็บเงินที่หนึ่ง ตรงวัดแม่กลาง หรือด่านเก็บเงินที่ สองตรงทางแยกไปอำเภอแม่แจ่มได้เหมือนกัน

   คนที่ๆผมไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้ คนที่มีความกล้าๆที่จะทำอะไรตามที่ตัวเอง
อยากทำตรงหน้า ทำให้ผมนึกถึงตัวละคร ซูซูกิ ไคโตะ จากเรื่องบีชบอย 
คนที่กล้าทิ้งงานอันที่เรียกว่าสุดๆของความสะบายและมั่นคง คนที่ทำตามจิตวิญญานความต้องการ
  ผมศรัทธาพี่มากเลยครับ เพราะผมไม่มีความกล้าหาญอย่างพี่  และที่สำคัญพี่เป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ
คนนึงเลยทีเดียว 

   ปล.สุดท้าย ลานที่ว่างตรงวัดแม่กลางดูดาวสวยดีนะครับ แม้ว่ากลางคืนอากาศอาจจะเย็นไปนิด
สำหรับคนที่ขี้เหงาและขี้หนาว  ตอนนี้เราก็ใกล้กันขึ้นมาอีกนิดแล้วนะ น้องดาวจ๋า ^ ^
   

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่ 2

     ตีนดอยอินทนนท์ คือเป้าหมายของวันนี้ ผมตั้งใจจะไปนอนค้างคืนที่นั่น
วันรุ่งขึ้นจะได้ เริ่มออกเดินเท้าขึ้นดอยอินทนนท์ 
      ผมมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเมืองเชียงใหม่เต็มเอี๊ยดๆๆ แต่กลับไม่ค่อยมีข้อมูลการเดินทางเชิงลึก
เพื่อที่จะไปดอยอินทนนท์เลย เอาวะยังไงก็อย่ากลัวที่นี่เมืองไทย 555+ ประโยคนี้อีกแล้ว
      ออกจากตัวเมืองเพื่อที่จะเดินทางออกไปอำเภอจอมทาง อาจใช้เวลาเดินทางร่วมๆหนึ่งชั่วโมง
ซึ่งจัดว่าเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล จากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก จากเมืองเล็กสู่ทุ่งนา จากทุ่งนา
สู่เมืองเล็ก จากเมืองเล็กสู่หมู่บ้าน วิวตลอดสองข้างทางเป็นเช่นนี้สลับกันไป อ๊ะ ๆๆ ช้างเผือก
เอ้ยๆๆ ช้างเผือกแฝด เฮ้ยๆๆลูกช้าง ไม่ต้องแปลกใจที่ urumi เพ้อตลอดทาง ทนหน่อยนะครับ
คนเพิ่งเคยมาครั้งแรก  เอ้ยๆๆ ช้างกรูอยู่หนาย ๆๆๆ
      ค่ารถ 32 บาทจากเชียงใหม่สู่ตัวอำเภอจอมทอง ซึ่งท่ารถจะจอดอยู่ที่พระธาตุจอมทอง
ซึ่งมองเห็นตัวองค์พระธาตุขนาดใหญ่ ผมไม่ได้มาไหว้พระ ผมจะไปดูดาว
ดังนั้นผมจึงไม่ได้ไปสักการะทั้งๆที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายกระทำกัน
  แต่ว่านะท่ารถที่อยู่ในเน็ตที่จะขึ้นดอยอยู่ตรงไหนหว่า หลังจากที่ใช้ปากถาม คนขับรถแถวนั้นแล้ว
ได้ผลว่า ไม่มีหรอกครับ เจ้ารถสองแถวที่ว่าน่ะ จากจอมทองสู่อินทนนท์
      เหวง นี่ คืออาการของนักเดินทางที่โดนข้อมูลเป็น เท็จหลอกลวง (ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะคะ)
 เอาไงดีวะรู้งี้กรูลงตั้งแต่สามแยกจอมทองก็ดีหรอก
      ผมจึงต้องนั่งรถกลับไปที่สามแยกจอมทองอีกครั้ง ซึ่งนั่งย้อนกลับไปราวๆ 3-4 กม.ซึ่งก่อน
ซึ่งขนะนั้นที่ตรงนั้นแยกจอมทองกำลังมีงานผ้าพื้นบ้านพอดี เค้ามีขบวนแห่ชาวบ้าน มีเด็กนักเรียน
น่ารักเป็นดรัมอยู่ข้างหน้า แต่ว่าเวลาของผมมันเหลือน้อยแล้วอ่ะ ไม่มีเวลามาไขว้เขว หลังจากตุนเสบียง
พร้อมเครื่องดื่มเกลือแร่ และน้ำดื่ม
   และตอนนี้ ผมมีข้อมูลเพียงแค่ จากสามแยกจอมทองถึงยอดดอยระยะทาง 41 กม. 
     เกือบห้าโมงเย็นที่ผมเริ่มเดินจากทางเข้า ไม่มีข้อมูล ไม่มีสองแถวผ่าน มีแต่รถชาวบ้าน รถชาวเขา
รถของเขา รถของใครๆ แต่ไม่มีรถของผม ต้องเดินเท้าเท่านั้น ที่พักยังหาไม่ได้ มันจะอะไรกันนักหนา
ชีวิตกรู ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตจะต้องมาตก ระกำลำบากตั้งแต่วันแรกเลย T T
    ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ รถที่ผ่านมาก็เริ่มน้อยลง พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะเลิกงาน
" วันนี้นายจะไม่ทำโอหน่อยหรอ " ผมแอบถามดวงอาทิตย์ในใจ
" ไม่หรอกว่ะ ช่วงนี้หน้าหนาวกรูต้อง รีบกลับบ้าน " ( เพ้อขนาดหนัก - -" ) 
โอ๊ะตรงนั้นมีวัด เข้าไปถามดีกว่า
 "น้องครับว่าอีกนานมั้ย กว่าจะถึงด่านอุทยานด่านแรก" 
 "ประมาณ 30 กม.ครับ" เด็กนักเรียนคนนั้นตอบผม พร้อมด้วยคำตอบ ที่ถูกยืนยันอีกครั้งจากพระรูปหนึ่ง
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าเป็นคนพื้นที่ อ้าวไหนแผนที่แม่มบอก 8 กม.ไงฟระ สงสัยจะโดนหลอกอีกแล้วกรู
    อยากจะร้องไห้ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ทำไมมันไม่เหมือนข้อมูลที่หาได้ในเน็ตเลยฟระ ข้อมูลแม่ม
หลอกลวงทั้งนั้น แล้วนี่จะทำยังไงดีฟระเนี่ย 
     ในบางเวลาที่เราอยู่บนหนทางที่ยากลำบาก มองไม่เห็นทางไปต่อข้างหน้า มองไม่เห็นที่พักพิง
มองไม่เห็นใคร ในเวลาที่เรากำลังสู้อยู่ด้วยตัวคนเดียว อาจจะมีทางอยู่แค่ 3 ทางให้เลือก
คือ กลับหลัง  หยุดเดิน  หรือเดินต่อ ในสถานะการอย่างนี้ ผมเลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
คำว่าไปตายเอาดาบหน้า คือคำที่ผมท่องไว้ในใจ ตลอดเวลาที่เดิน
เอ " แต่ว่ากรูไม่มีดาบนี่หว่า ข้างทางแม่มก็เป็นป่า "
สงสัยจะได้ตายเอาข้างหน้าจริงๆ - -
     นับว่าโชคยังดี ผมเริ่มมองเห็นป้าย รีสอร์ท ประปรายแล้ว อีก 3 กม. อีก 4 กม.
มีสองที่ จดๆเบอร์โทร เอาไว้ตอนแรกกะว่าจะไปขอกางเตนท์นอนตรงด่านเก็บตังค์
สงสัยจะเสียเงินหนัก ตั้งแต่วันแรกเลยหรอฟระ เอาวะเสียตังค์ดีกว่าเสียตัว เอ้ยเสียชีวิต 
  แม่มเอ้ย!! คนแถวนี้ ไม่มีใครจอดรถถามกรูซักคำหรอว่าไปไหนขับผ่านไปมา หันมามองอยู่ได้
น้ำใจอ่ะมีมั้ย ( ไม่ยอมโทษตัวเองนะคนเรา ปากอ่ะมีมั้ย ) เอาวะใกล้ถึงรีสอร์ตข้างหน้าแล้ว
คืน 500-600 ก็เอา และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีรถปิ๊กอัพ isuzu สีฟ้าคันหนึ่งค่อยๆ
ชะลอความเร็ว แล้วจอดอยู่ข้างหน้าห่างออกไป ราว 20 เมตร และแล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งลงมา
หน้าตาออกแนว ...หน่อย ในจังหวะแรกผมถึงกับผงะ น้องจะไปไหน ผมก็ทำใจดีตอบออกไปว่า
" ผมจะไปด่านอุทยานด่านแรกอ่ะครับ อีกใกลมั้ย" 
"อีกประมาณ กิโลกว่าๆ ไปด้วยกันกับพี่ไหมพี่จะ ไปทางนั้นพอดี "
ชั่วโมงนี้ผมต้องการข้อมูลเพื่อที่จะทำภารกิจให้เสร็จสิ้น จะต้องตัดความกลัวทิ้งไป
ใจดีสู้เสือ เพื่อภารกิจ เพื่อภารกิจ ....
    " ไปครับพี่ ขอติดรถไปด้วย " 
ใครจะรู้ว่า ผู้ชายคนนี้จะทำให้ผม ได้เรียนรู้อะไร ที่จะจดจำตลอดไป.... 

ปล.เชื่อมั้ยครับ ตอนไปญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าข้อมูลที่หาได้ มันแน่นอนและดีกว่า
เที่ยวเมืองไทยเยอะมาก . 

 

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่ 1

ตั้งชื่อให้น่าติดตามเหมือน ละครของอาฉลองไว้ก่อน แต่จริงๆไม่มีอะไร -*-
     
    หลังจากลงรถไฟมา ....  
ที่นี่ที่ไหนอ่ะ  อ๋อสถานีรถไฟเชียงใหม่
(อุตส่าห์ลุ้นกะจะเจอ น้องนานา ซักหน่อยจะได้จีบก่อนไอ้แดน นอกเรื่อง + เพ้อ)  
ในตอนแรกผมตั้งใจที่หาที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ก่อนแต่ทว่า
ภารกิจลับที่ผมได้รับมอบหมายมา ได้ถูกเตรียมการใหม่ตอนอยู่บนรถไฟ จะชักช้าไม่ได้เด็ดขาด

    หากใครที่เคยไปตัวเมืองเชียงใหม่ คงจะพอทราบได้ว่าเมืองเชียงใหม่แม้เป็นเมืองที่เจริญแต่
ว่ากลับไม่มีขนส่งมวลที่เป็นรูปร่างเท่าไรนัก ที่นี่มีรถเมล์ แต่ไม่มาก ดังนั้นใครมาเมืองเชียงใหม่
ให้นึกในใจไว้เลยว่าที่นี่ ไม่มีรถเมลล์ มีแต่ taxi ตุ๊กๆ และสองแถวที่เค้าเรียกกันว่า รถแดง
    รถแดง นี่คือ พาหนะหลักของคนที่นี่  ในตอนที่ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ มักได้ยิน
คำล่ำลือเกี่ยวกับรถแดง ทั้งจากในเน็ตและคนพื้นที่  
' มึงพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ระวังโดนโขกนะเว้ย '
" ระวังนั่งๆอยู่แม่งจะจอดทิ้งเมื่อไรก็ได้ "
" นึกว่านั่งรถแข่ง ตำรวจยังไม่กล้าจับพวกมันเลย "
" ตอนวิ่งเหมือนรถเมล์ ตอนจ่ายตังค์เหมือน taxi "
อะไรแย่ๆ ถูกซึมซับเข้าสู่หัวสมองผมทั้งหมด ดังนั้นผมตั้งใจจะไม่ใช่บริการเจ้ารถแดงนี้
ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญ ระยะทางจาก สถานีรถไฟ ถึงที่หมายตามจุดต่างๆ แผนที่ในตัวเมือง
หาได้ตาม google map ไม่มีพลาดทุกข้อมูล ตอนที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟจะมีคิวรถแดง
กับตุ๊กๆอยู่มาก วิธีการเลี่ยงที่ดีที่สุดคือ ทำตัวให้เหมือนเป็นคนท้องถิ่น ทำตัวเหมือนรู้จักเส้นทาง
เนียนๆไปนั่นเอง 
      ที่นี่เชียงใหม่ แม้ว่าจะอยู่ภาคเหนือ แต่ว่าความร้อนแรงของแสงแดดยามบ่ายมันก็ร้ายกาจ
ไปไม่น้อยกว่าเมืองชายทะเลอย่างสัตหีบ ร้อนโครตๆ ยังนึกในใจ กรูเดินตากแดดแถวๆบ้านก็ได้ฟระ
ไม่เห็นต้องนั่งรถไฟให้ริดสีดวงสึกขนาดนี้เลย เฮ้อ
       ใช้เท้าเดิน ราวครึ่งชั่วโมง จากสถานนีรถไฟถึงประตูเชียงใหม่ ที่นี่จะมีท่ารถ เชียงใหม่ - จอมทอง
ซึ่งเป็นรถสองแถว และรถบัสขนาดเล็ก เชียงใหม่ - ดอยเต่า - ฮอด ผมจะขึ้นรถที่นี่แหล่ะ
      ลืมบอกไปนะครับ เดี๋ยวขอสาธยายถึงตัวเมืองเชียงใหม่ตามที่ผมรู้จักซักหน่อยก่อน
ที่ตัวเมืองเชียงใหม่จะมีแหล่งที่เป็นใจกลางเมืองคล้ายๆกำแพงเมืองเก่า ผมก็ไม่รู้ว่าเรียกอะไรเหมือนกัน
ซึ้งจะมีประตูอยู่สี่ทิศสำคัญมีชื่อเรียกตามนี้

         ประตูช้างเผือกจะอยู่ทางทิศเหนือ ถ้าไปทางนี้จะไป ขนส่งช้างเผือก ซึ่งเป็น Bus Terminal
ระหว่างอำเภอไว้เดินทางไปยังอำเภอต่างๆของเชียงใหม่ ส่วนขนส่งอาเขตเป็น Bus Terminal
 แบบ ระหว่างจังหวัด ถ้าใครนั่งรถมาจากกรุงเทพฯ หรือว่าจะเดินทางไปจังหวัดอื่นๆต้องมาขึ้นรถที่นี่
         ประตูช้างเผือกจะอยู่ทางทิศตะวันออก ไนท์บาซ่าจะอยู่ทางทิศประตูนี้(มั้ง) แถบนี้นักท่อง
เที่ยวต่างชาติจะเยอะมากๆๆๆ ดังนั้นความรู้สึกเหมือนน้องๆข้าวสาร
         ประตูท่าแพ ประตูนี้จะอยู่ทางทิศใต้ จะมีท่ารถสองแถวสีเหลือง  เชียงใหม่ - จอมทอง
กับรถบัส ชียงใหม่ - ดอยเต่า - ฮอด
         ประตูสวนดอกจะอยู่ทางทิศตะวันตก ฝั่งประตูนี้ดูเจริญตา และดูเหมือนว่าความเจริญแบบเมืองๆ
จะอยู่ทางฝั่งนี้ เพราะเป็นฝั่งที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ^0^





     
 









  ยิ่งเดินผ่านผู้คนมากเท่าไร ผมอยากเป็นจาพนมขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพราะอยากเล่นจริงเจ็บจริง แต่จะพูดว่า ช้างกรูอยู่ไหน ??
ถ้าเปรียบสาวงาม เหมือนช้างเผือก ที่มีมีเดินกันแทบขวักไขว่
อย่างกับ ปางช้าง อ๊่ากๆๆๆ ช้างกรูอยู่หนายยยย !!!! 
     
     เลิกๆกลับมาที่ท่ารถดีกว่า เร็วๆเดี๋ยวมืดพอดี ผมบอกรึยังว่าเราจะไป ดูดาวที่ดอยอินทนน์กัน
เพราะผมเชื่อว่าในจุดที่สูงที่สุดเราจะมองเห็นดาวได้ใกล้ที่สุด ผมแค่อยากเข้าไปใกล้เธอ...เท่านั้น

Saturday, May 15, 2010

ชีวิตเปื้อนฝุ่น บนรถไฟชั้น 3

    ผมไม่ใช่ไอ้ป๋องตัวละครเรื่องชีวิตเปื้อนฝุ่น แต่น้องโอปอลคนนี้กลับมีชีวิต เสื้อผ้า หน้าผม ที่เปื้อนฝุ่น
 รถไฟชั้นสาม ราคา 211 บาทจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่ ราคานี้อาจจะถูกกว่าค่าแท๊กซี่ใครบางคนจากบ้าน
ไปสยาม หรือแม้แต่อาจจะยังไม่ได้ค่า ที่นั่งดีๆในโรงหนังชั้นหนึ่งตามศูนย์การค้าใหญ่ยัก
    เงินจำนวนนี้ไม่มากสำหรับคนที่มี  แต่บางทีมันก็เป็นเงินที่หามาได้ไม่ง่ายสำหรับใครหลายคน
        รถไฟใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ประมาณ 14 - 16 ชั่วโมง
        รถบัสใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง
        เครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดหน่อย 
คนมีตังค์มักไม่มีเวลาเหลือเฟือ  แต่คนที่มีเวลาเหลือเฟือมักไม่มีตังค์ 
แต่ว่า บางที ความสุข อาจจะไม่ได้ขึ้นกับตังค์  
    บนรถไฟชั้น สาม ผมกำลังมีความสุข บรรยากาศ ในตู้ชั้นสาม แม้ว่าที่นั่งมันจะลากบาก แถมนอนยาก
เพราะว่าที่พิงมันตั้งฉากกับที่นั่ง ปรับนอนไม่ได้ ฝุ่นลอยละล่องเข้ามาทางหน้าต่าง เข้าหน้า+ปาก ตลอดคืน
ไม่มีหมอน มีแต่เป้ใหม่ที่ใบใหญ่ขึ้น นอนหนุนแทนหมอน 
    ตอนนี้เดือน กพ. แน่นอนว่ามันยังอยู่ช่วงปลายฤดูหนาว บรรยากาศข้างทาง ไร่นา ขุนเขา หุบเขา
หุบเหว หมอกหนา โรงเรียน หมู่บ้าน วัด ผู้คน ตลอดสองข้างทาง มันทำให้บรรยากาศมีสีสรรมากขึ้น
ผมเพิ่งได้เข้าใจคำว่า จุดหมายนั้นไม่สำคัญ ตลอดเวลาที่เราเดินทางต่างหากที่น่าจดจำ หนาวแฮะๆๆ 
    ของขายบนรถไฟมีแทบทั้งวันทั้งคืน  เช้านี้  กาแฟร้อนๆ ของพี่สาว(ป้า)ที่เอามาขาย ผ้าเย็น
เช็ดหน้าจากน้องหนูที่เพิ่งปิดเทอม(รึเปล่า) นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆวันซ้ำซากบนรางรถไฟสายนี้
    พอลืมตาดูโลก บทสนทนาก็เปิดฉากอีกครั้ง เราสามคน คุยกันโขมง ไม่รู้จะอะไรกันนักหนา
" อุโมงขุนตาล ยาวกี่เท่าไร "
" พี่ทำงานรถไฟมากี่ปีแล้ว " 
" จากจังหวัดนี้ต่อไปจังหวัดอะไร " อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย จำไม่ได้แล้ว
    
      เหมือนกับที่หลายคนเคยบอกเอาไว้ รถไฟไทยถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ทำไมมันยังไม่ถึงฟระ
นี่นั่งจนริดสีดวงสึก มันก็ยังไม่ถึงเชียงใหม่ ความไม่ตรงเวลาของคนไทยมันลามไปถึงรถไฟ
อย่างไม่น่าแปลกใจ และนี่คือคุณภาพชีวิตของคนไทยอีกแง่มุมหนึ่งครับ 555+
      ตามตารางบอกว่าจะถึง 12.45 แต่ว่ามันถึงจริงๆตอนเกือบ 14.00 เหอๆๆ
ลืมบอกไปคุณลุงคนนั้นเค้าลงตั้งแต่ลำพูนแล้วล่ะ แล้วก็ถัดจากลำพูนมาครึ่งชม.ก็ถึงเชียงใหม่ซักที
ตอนนี้เหลือแค่ คนเดียวแล้วนะ  เอาน่ะยังไงคนที่นี่ก็ยังพูดภาษาไทยกันอยู่...

     ไม่ได้กลัวนะ  แต่แค่หวั่นใจ  แต่ถึงยังไงก็กลับไปไม่ได้แล้วใช่มั้ยล่ะ ....

ปล.บนรถไฟแม้ตอนที่รถยังวิ่งเค้าก็ยังทำความสะอาดกัน ทำให้ผมได้รู้ว่าทำไมชีวิตผมถึงได้เปื้อนฝุ่น
ปล.2 รถไฟเค้าจะมีการตัดต่อขบวนกันตลอด เช่น รถไฟมี 7 โบกี้ ๆ 1-3 จะไปเชียงใหม่ ส่วนที่เหลือ
จะถูกตัดออกให้สั้นลง ส่วนที่ 4-7 อาจไปแค่ลำปาง ดังนั้นอย่ามั่วตู้โบกี้ อาจทำให้ไม่ถึงที่หมาย
ปล.3 บางครั้งถ้าขบวนยาวๆเวลาขึ้นเขาอาจต้องรอหัวรถจักรจากสถานีใกล้ๆมาช่วยเสริมแรงลากจูง
ปล.4 คนขับรถไฟเค้าแบ่งขับตามความชำนาญ เช่น ในเมือง บนเขา ที่ราบ
เรียกกันว่า เจ้าที่ เจ้าป่า และเจ้าเขา ( อันนี้พนักงงานรถไฟเล่าให้ฟัง )
ปล.5 ไอ้น้องคนนั้นเล่าให้ฟังว่าบางครั้งตอนฝนตก หัวรถจักรมีดับด้วย ตอนนั้นปลี่ยนหัวไป 3 หัวจะถึงที่
หมาย  มีเรื่องให้ตื่นเต้นตลอดการเดินทาง นี่แหละค่ะ รถไฟไทย 
ปล.6 บนรถไฟจะมีตำรวจรถไฟอยู่ด้วยอย่างน้อยขบวนละ 1 คน 
ปล. สุดท้าย หมู่บ้านตามรางรถไฟตามแนวเขา หลายหมู่บ้านน่าอยู่มากๆ ถูกซุกซ่อนอยู่ในหุบเขา
ท่ามกลางสายหมอก ไม่มีไฟฟ้า และแม้แต่สัญญานโทรศัพท์ 555+
ปล.ท้ายสุดๆ มีคำแนะนำจากผู้สันทัดรถไฟชั้นสาม บอกไว้ว่าอย่านอนหันหัวไปตามแนวทางเดิน
เพราะจะทำให้เส้นผมและหนังศรีษะจะได้กินของฟรีที่เค้าเอาของมาขายได้