Monday, May 11, 2009

สุดสายปลายทาง ...จากจุดเริ่มต้น ถึง จุดเริ่มต้น การเดินทางที่เป็นวงกลม

    ความทรมานจากการที่ต้อง ทนนอนในถุงนอนเปียกๆ มันทำให้ผมหลับไม่เต็มอิ่มนัก
วันนี้คงเป็นวันสุดท้าย ที่ผมจะได้เดินทางในโตเกียว ถ้านับเวลา ผมคงเหลือเวลาอยู่ที่นี่
เพียงแค่ 30 ชม.เท่านั้น
   เช้านี้เป็นเช้าที่ค่อนข้างดูหม่นๆนิดหน่อย นั่นเป็นเพราะเม็ดฝนเล็กๆ ยังคงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
ทำไมมันถึงตกไม่เลิกนะ รึว่าฝนไม่อยากให้ผมกลับรึเปล่านะ หรือว่าอยากจะไล่ให้ผมกลับบ้านเร็วๆ
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ห้องน้ำหมายเลข 5 ของสวนสาธารณะ โยโยกิ ล้างหน้า แปรงฟัน
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะรองน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะใส่ขวด เพื่อนำไปดื่ม
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ดูผู้คนผ่านไปมา กิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ ที่มีพื้นที่ สำหรับพวกเขา
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ยิน ภาษาที่ผมฟังฟังไม่ออกลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
......  นี่เธอ ดูต้นไม้นั้นสิ เหมือนต้น แคเลย   -*-
เสียงนี้ทำให้ผมประหลาดใจ !!  เฮ้ย มีคนไทยมาเที่ยวสวนสาธารณะด้วยหรือวะเนี่ย
( เปล่าหรอกครับ ผมเพิ่งมารู้ที่หลัง ว่าที่สวนสาธารณะแห่งนี้ ทุกๆปีเค้าจะจัดงาน ไทยเฟตติวัล)
ซึ่งผมเคยเห็น โฆษณา นี้ที่สถานีรถไฟ Harajuku แล้วล่ะ แต่ว่าผมอ่านไม่ออกว่าจัดที่ไหน
.... ลาก่อน เพื่อนไร้บ้าน ที่ผมไม่รู้จัก
.... ลาก่อน คุณลุงเจ้าหน้าที่ ที่ขี่จักรยานมาทักทายผมเมื่อตอนเช้า
.... ลาก่อนต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศและอากาศ ที่แสนจะสดชื่น
.... ลาก่อน ที่ๆ ให้ผมมานอนอยู่แทบทุกคืนในโตเกียว
.....ลาก่อน โยโยกิ พาร์ค









ใบเหมือนต้น เมเปิล ถ้าตอนช่วง
ใบไม้แดง คงจะสวยไปอีกแบบ














ต้นไม้ใหญ่ใน โยโยกิ









   ฮาราจุกุ คือสถานที่ๆต่อมาที่ผมไปบอกลา ที่นี่เป็นที่ๆผมมากี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ถึงวันนี้ฝนยังคงตก
อยู่ แต่เพราะด้วยความที่เป็นวันหยุด ทำให้จำนวนคนไม่ได้แปรผันกับสภาพอากาศ
.... ลาก่อนร้าน LOVX ที่ขายตั๋วคอนเสริตท์ มอนิ่งมูซูเมะ ให้กับผม
.... ลาก่อนร้าน ร้อยเยน (จริงแล้ว ร้อยห้าเยน)ที่ขายขนม กับของฝากชิ้นเล็กให้ผม
.... ลาก่อน ดาราเกาหลี ที่ผมเดินหลงเข้าไปตอนเค้ากำลังถ่ายอยู่ (รู้เพราะมีคนเกาหลีตะโกนเรียกชื่อ
ดาราชายคนนั้นอยู่ แต่ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเค้าชื่ออะไร )
.... ลาก่อน เด็กเล็กและเด็กโตที่ทำให้หัวใจ ผมพองโตมากขึ้นเวลาเดินอยู่ในถนนแห่งนี้
..... ลาก่อน เด็กหลุย เด็กป๊อป เด็กร็อค เด็กพั้ง เด็กแนว เด็กแฟว เด็กแว้น เด็กเม้ง เด็กฯลฯ
.... ลาก่อน ฮาราจุกุ




ร้าน LOVX ที่ขายตั๋วคอน
















ถนนสาย Takeshita ที่ทำให้หัวใจพองโต












   ชินจูกุ คือ สถานที่ๆสุดท้ายที่สามารถใช้เท้าเดินถึงได้ ที่นี่มีเสนห์ ทั้งกลางวัน และกลางคืน
แตกต่างกันไป เป็นมหานครที่ไม่เคยหลับ (ผมคิดว่าอย่างั้นนะ แต่จะแอบงีบบ้างตอนไหนผมก็ไม่รู็แฮะ)
.... ลาก่อน Hub ขนาดใหญ่ของ โตเกียว
.... ลาก่อนร้านอาหาร มื้อแรก และมื้อสุดท้าย ของผมที่ญี่ปุ่น (เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าต่อไปจะไม่มีลูกค้าแบกเป้
ใบโตมา กินช้า ยืนกินเกะกะร้านอีกแล้ว)
.... ลาก่อน คาบูกิโซ ลาก่อน โฮสเทส สาวสวย หนุ่มหล่อ ที่แปะป้ายอยู่หน้าร้านที่ผมเดินผ่าน
.... ลาก่อนร้าน อินเตอร์เนต ร้านปาจิงโกะ ร้านเช่า DVD xxx ที่ผมไม่เคยไปใช้บริการ
.... ลาก่อน ซาเอบะ เรียว ที่ผมพยายามเดินตามหากระดาน XYZ ทั่วสถานีรถไฟแต่ก็หาไม่เจอ
.... ลาก่อน ชินจูกุ








ร้านขาย อาหารหยอดเหรียญ ราคาถูกย่าน ชินจูกุ




















ราคาไม่แพง แต่อื่ม ตื้อ @_@



















หนุ่มหล่อ















สาวสวยใน คลับ โฮสเทล











   และที่สุดท้ายจริงๆ ที่ผมจะบอกลา ก็คือ Ueno ที่นี่เป็นที่แรกที่ผมเดินทางมาถึง ที่นี่เป็นที่แรกที่ให้
ผมได้พักพิงในคืนแรกที่มาถึงที่นี่ และเป็นจุดเริ่มต้น ของเรื่องราวทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น
ที่นี่กว้างกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก เพราะผมมารู้ได้จริงๆ ก็ตอนที่มาเก็บตกเอาวันสุดท้ายก่อนลาจาก
.... ลาก่อนคุณลุง ซามูไรคนสุดท้าย ที่ยืนเป็นสัญลักษณ์ของ อุเอโนะ
.....ลาก่อนคนไร้บ้านแห่ง อุเอโนะ ที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่าการอยู่ร่วมกัน
.... ลาก่อน สวนสาธารณะที่มีทุกอย่างสมบูรณ์รวมอยู่ในที่เดียว (มีอะไรบ้างไปหาอ่านในตอนเก่าๆนะครับ)
.... ลาก่อน โต๊ะเก้าอี้ ที่ให้ผมนั่งพักพิงตอน ที่ผมเหนี่อยล้า ให้ผมพักพิงตอนที่หลงทางและสับสน
.... ลาก่อนสระน้ำ เป็ดน้อย นกกา ผู้คนที่เดินผ่าน มาตลอด 14 วัน
.... ลาก่อน น้องสาวที่น่ารักคนนั้น ที่เดินมาซื้อของกับคุณแม่ ที่ทำให้ผมรู้ว่า
     ผมยังมีหัวใจที่ยังสามารถ เต้นเร็วผิดจังหวะได้
.... ลาก่อนรถไฟ สาย Yamatone ที่พาผมวนรอบกรุงโตเกียว ต่อไปผมคงไม่ได้มานั่งอีกแล้ว
.... ลาก่อนอากาศหนาวๆ ยามเช้า ยามค่ำคืน
.... ลาก่อน Ueno







คุณลุง ซามูไร คนสุดท้าย
ที่ไม่ใช่
Tom Cruise














สระน้ำขนาดใหญ่ ใน อุเอโนะ พาร์ค















สนามซ้อม เบสบอล ในสวน














หนุ่มสาว Rock and Roll หลงยุค
ที่มีจังหวะการเต้นไม่อยาก แต่ดึงดูด













แถม ๆ เท่ห์ดีจริง

















พื้นที่กว้างๆ สำหรับทุกๆคน


















อุเอโนะ ยามค่ำคืน













ลาก่อน เจ้ารถไฟสาย ยามาโตเนะ (สีเขียว)













   ผมนั่งรถไฟ สายเคเซย์กลับไปยัง นาริตะ สถานที่ๆผมมา ทุกอย่างที่เคยเดินไปข้างหน้าเร็วบ้าง ช้าบ้าง
ตอนนี้เหมือนทุกอย่างกำลังไหลย้อนกลับ เมื่อ 14 วันก่อนผมเอาร่างกาย และหัวใจที่ไม่มั่นใจ
ไหลผ่านมาตามรางรถไฟ ด้วยความหวังเล็กๆ ที่จะเติมเต็มความรู้สึกบางอย่าง
  และตอนนี้ สิ่งที่ผมตั้งใจมาหา บางอย่างอาจจะขาดไปบ้าง บางอย่างอาจจะเกินจนล้นไปบ้าง
แต่นี่แหละ ที่เค้าเรียกว่า ชีวิตหล่ะ น่าแปลกตอนที่ผมนั่ง (ยืนมาจาก) นาริตะครั้งแรก
ทุกสิ่งทุกอย่างคือความตื่นเต้น ทุกอย่างดูแปลกใหม่ ทุกอย่างรอบตัวดูน่าสนไปหมด
แต่ตอนนี้ทุกอย่างจะทำให้ผมคิดถึง ..
  กระเป๋า ที่เคยหนักไปด้วย ครีมโอ และ ขนมปัง ตอนนี้ถูกแทนที่ไปด้วย ความทุกข์ ความสุข
ประสบการณ์ต่างๆ อยู่เต็มกระเป๋า ที่ใครก็ไม่สามารถมาแย่งชิง แต่สามารถแบ่งปันไปได้







รถไฟสาย เคเซย์ ที่ยังไม่ออก
วิ่งจาก อุเอโนะ ไป สนามบินนาริตะ











คืนนี้ผมตัดสินใจที่จะนอนที่ สนามบิน ที่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนมาว่าจะขอนอนซักคืน
(จริงๆแล้วถุงนอนมันเปียก T_T ) ซึ่งการที่จะนอนสนามบินมันก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายนัก เพราะ
ที่นี่เค้ารักษาความปลอดภัยค่อนข้างเข้มงวดมาก ขนาดตอนที่เดินขึ้นมาจาก สถานีรถไฟ
เพื่อที่จะเข้าไปยัง terminal ยังขอดู Passport เลย ตอนแรกผมเห็นด่าตรวจ ตกใจมาก
ทำท่าจะเดินกลับ มีกวักมือเรียกด้วยนะ  หลังจากนั้นผมก็เนียนๆไปนั่ง อยู่ในเทอมินอลขาเข้า
จนคนหมดก็แกล้งนั่งหลับอยู่ที่นั่น ทุกอย่างเริ่มเงียบ ซักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามด้วยถ้อย
คำง่ายๆ ว่า Stay ผมก็ตอบกลับไปว่า Stay หลังจากนั้นเค้าก็พาไปยังส่วนท้ายๆของเทอมินอล
เป็นที่ๆ รวมกันอยู่ของ คนที่ Stay เพื่อที่จะขึ้นเครื่องตอนเช้าๆ (แต่ผมขึ้นตอนสายๆ อ่ะ แอบเนียน)
ซึ่งเจ้าหน้าที่เค้ามา ขอจดหมายเลข Passport และขอดูตั๋วเครื่องบิน เค้าดูก็แปลกใจนิดๆ
อาจเป็นเพราะผมขึ้นเครื่องตอน 9 โมงกว่ามั้ง ( ที่เมืองไทยนั่งรถเมลไม่ทันนี่นา )
เที่ยงคืนทุกอย่างเงียบสงบ ไฟดวงหลักๆถูกปิดลง ความเงียบและสลัวเข้ามาเยือน
คืนนี้สบายแฮะ ไม่หนาวด้วย แถมยังมีคนมานอนเฝ้าดูแลความปลอดภัยอีก....







ที่นอนอันแสนสบาย ในคืนสุดท้าย
ณ สนามบิน นาริตะ










ทุกอย่างมีเริ่มต้น ก็ต้องมีที่สิ้นสุด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที และมันเป็นสัจจะธรรมของโลกไปแล้ว
ผมไม่ได้ไม่อยากกลับบ้าน แต่ผมคงคิดถึง ญี่ปุ่นมากๆ และเมื่อคิดถึงก็คงมาหาไม่ได้ง่ายๆเหมือน
ไปเชียงใหม่( เชียงใหม่ผมก็ไม่เคยไป แต่ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร)
แปดโมงกว่าแล้วครับ ผมขอตัว ไปเช็คอินก่อน เด๋ยวจะขึ้นเครื่องไม่ทัน ไม่อยากตกเครื่อง
อย่างวันนี้ก็โดดงานมาวันนึงแล้ว...





นี่คือ รูปสุดท้าย พาหนะที่กำลัง
พาผมกลับบ้าน พร้อมความทรงจำ
เต็มหัว ประสบการณ์ดีๆเต็มกระเป๋า











ลาก่อน ญี่ปุ่น จนกว่าจะได้พบกันใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้เราจะได้เจอกันอีกหรือไม่
ฉันไม่อยากสัญญากับเธอ แต่เธอจงรู้ไว้ ฉันจะไม่มีทางลืมเธอเด็ดขาด ....

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังยืนยันได้ เหมือนกับหนังสือที่เป็นแรงบัลดาลใจ ให้ผมก้าวผ่าน
ข้ามมาจนถึงทุกวันนี้ว่า โตเกียวไม่มีขา และผมขอต่ออีกนิดว่า ฟูจิซังไม่มีขา
ยาบูตาเกะไม่มีขา โตเกียวทาวเวอร์ไม่มีขา และ ญี่ปุ่นก็ไม่มีขา และที่สำคัญ
สาวมอนิ่งมูซูเมะมีขา แต่ไม่รู้ว่าขาของพวกเธอจะมาเดินผ่านเส้นทางของผมเมื่อไร
และทุกๆ สิ่งทุกอย่าง อาจจะมีขา หรือไม่มีขาก็ได้ แต่ตอนนี้เราต่างหากที่ยังมีขาอยู่
ขาที่สามารถ พาเราไปได้ทุกที่ๆอยากไป ขาที่พาจะนำความทุกข์ ความสุขให้ไหล่ผ่านเข้ามา
ในชีวิต ขาที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ความแข็งแรงให้กับจิตใจ ...

ผมเชื่อในขาของผม พอๆกับที่เชื่อว่า ฮอกไกโด และ ฮิโรชิมา ไม่มีขา และซักวัน
ขาของผมคงจะพาผมไปที่นั่นในซักวันหนึ่ง ในขณะที่ขาของผมยังมีแรงอยู่....


ปล. ใครมีอะไีร สงสัยเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่น แลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ เกี่ยวกับการเที่ยว ญี่ปุ่น ยินดีครับ

 
 






Sunday, May 3, 2009

จาก Asakusa จนถึง Akihabara

 
 ฝนโปรยปรายมาแต่เช้าตรู่ ขนาดของมันไม่ใหญ่ให้ชวนกลัวเปียกเท่าที่เมืองไทย
เหมือนกับว่าใครบางคนกำลังรีดผ้า เวลาของผมเหลืออีก สองวันหากไม่นับวันกลับ
วัด Asakusa ชื่อนี้ อาจจะคุ้นหูคนหลายๆคน เพราะเป็นที่ยอดนิยมสำหรับกรุ๊ปทัวร์
ที่อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ฉะนั้นที่ยอดนิยมอย่างนี้ไม่มาก็คงไม่ได้

 ผมเลือกใช้การเดินเท้าจากสถานี Ueno ซึ่งถ้าหากนั่งรถไฟใต้ดินไปก็ถึงไม่ยาก
แต่ผมเลือกที่จะเดินไปเพื่อที่ขอมองและสำรวจทำความรู้จักกับสองข้างทาง
ซึ่งจะมีชื่อถนนและแผนที่บอกเป็นระยะ เดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอเองครับ
ฝนตกตลอดทาง ถึงไม่หนักแต่ก็ทำใ้ห้เสื้อชื้นและหัวเปียกได้ แน่นอนครับ
แมนๆอย่างผมไม่ถือร่มหรอก ตัวเปียกนิดหน่อยเท่ห์จะตาย พระเอกมิวสิคเมืองไทยชอบ

   ผมมาถึงที่วัด Asakusa ราวแปดโมง ที่นี่ดูเงียบเชียบ ร้านค้าที่อยู่สองข้างทางตลอดทางเข้า
ปิดตลอดฝั่ง เอ๋ ๆ รึว่าที่นี่เค้าหยุดที่วันเสาร์หว่า แล้วนี่ตรูจะซื้อของฝากที่ไหนล่ะเนี่ย แต่ช่าง
มันเถอะเดินเที่ยวก่อนดีกว่า ถนนทางเข้าทั้งเส้นแทบไม่มีคน ดังนี้ถ้าใครคิดจะถ่ายรูปเจ้าโคมไฟ
สีแดงล่ะก็ขอแนะนำให้มาเช้าๆนะครับ รับรองได้แต่ภาพโคมไฟ โดยที่ไม่มีคนอื่นแถมแน่นอนครับ
   แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว Asakusa ไม่ใช่ชื่อวัดแห่งนี้หรอกนะครับ แต่ Asakusa คือชื่อศาลเจ้า
เล็กๆที่ตั้งอยู่ภายในวัดแห่งนี้ ซึ่งวัดแห่งนี้ชื่อจริงๆก็คือ วัด Senjori และวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่
กวนอิมตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นเอาไว้ ถ้าใครศัทราเจ้าแม่กวนอิมเป็นพิเศษไม่น่าพลาดที่นี่
   พอสายๆหน่อย เหมือนคนละโลก คนไม่รู้แห่มากไหนเยอะแยะมากมาย คนญี่ปุ่น นักท่องเที่ยว
ทั้งฝรั่ง และ คนไทย ถ้าที่นี่มีคนร้อยคน ผมคิดว่าน่าจะมีคนไทย อยู่ไม่ต่ำกว่า 10 คน ถ้าที่เมืองไทย
ผมแค่ว่าถ้าอากาศอย่างนี้ ฝนตกอย่างนี้เราคงจะไปเดินห้าง หรือไม่ก็นอนอยู่บ้านมากกว่าจริงมั้ย...
   และในขณะที่ผมกำลังเลือกซื้อของที่ระลึกอยู่นั้น ก็มีภาษาที่คุ้นหูลอยกระทบ เป็นหญิงชายคนไทย
กำลังเลือกซื้อของอยู่เหมือนผม แต่เค้าคงดูไม่ออกหรอกว่าผมเป็นคนไทย เพราะตอนนั้นผมกำลัง
แกล้งทำหน้าให้คล้ายคนเกาหลีอยู่  " นี่เธอดูสิ ไม่เห็นจะสวยเลย แพงก็แพง บ้านเรายังสวยกว่า "
" อย่าซื้อไปเยอะนะ อันสองอันก็พอ " เหอๆๆ พวงกุญแจ อันละ 300 - 500 เยน ถึงมันอาจจะดูแพง
ถึงมันอาจจะไม่สวย ก็ซื้อไปฝากเถอะครับ จริงๆแล้วคนรับเค้าอาจจะไม่ดีใจที่ได้ของถูกหรือแพง
แต่ที่เค้าดีใจแน่ๆคือ คุณยังอุตส่าห์นึกถึงเค้าอยู่ แม้คุณจะมีความสุขอยู่ ดังนั้นอย่าตีค่าว่ามันแพงหรือถูก
เพราะน้ำใจไม่ควรถูกตีเป็นตัวเงิน อันนี้ผมนึกในใจไม่กล้าบอกเค้าไป เพราะตอนนี้ผมเป็นคนเกาหลีอยู่
  การเลือกซื้อของฝากมันยากนะ โดยเฉพาะต้องคิดว่าเราต้องซื้อให้ใครบ้าง คนๆนี้เราอยากให้อะไรเค้า
และตอนนี้เงินเราเหลืออยู่เท่าไรหว่า T_T







โคมไฟสีแดงใหญ่ สัญลักษณ์ของวัด
Senjori













มีโคมไฟสีทองข้างๆด้วยนะ

















บรรยากาศยามเช้าฝนตก เงียบมาก !!














วัดนนี้เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม
















อันนี้ต่างหาก ศาลเจ้า Asakusa อยู่
จริงๆแล้วภายในวัดนั่นแหละ















สองข้างทางเป็นร้านขายของ นี่ยังเช้าอยู่
สายๆนี่แทบไหล่ชนไหล่เลยครับ













มีนักเรียนมาทัศนศึกษาด้วย

นักเรียน ^_^














  นี่ก็นักเรียน
^_^

เค้าแพ้คนในเครื่องแบบอ่า -*-














ไหว้พระให้กวักควันะธูปเข้าหาตัว











ขากลับผมก็เดินกลับจาก Asakusa มายัง Ueno ตอนนี้มันยังเย็นไม่มากนัก หลังจากที่หาข้าวกินแถวๆ
Ueno ที่เป็นร้านหยอดเหรียญเพราะไม่ต้องสั่งอาหาร 555 ความแตกจนได้ อุตส่าห์เนียนเป็นคนญี่ปุ่น
มาตลอด 10 กว่าวัน ความมาแตกตอนสั่ง ราเมน ยื่นบัตรรายการอาหารไป แล้วมานั่งรอที่โต๊ะ
เจ้าของร้านเค้าตะโกนถามมาว่า @#%!!*+  โซบะ  มันคืออะไรหว่า เค้าถามใครหว่า 555 โดนตะโกน
ถามอยู่ สองสามครั้ง จนรู้แล้วว่า เอาเส้นโซบะ อ๊ะป่าว ผมก็ตอบง่ายๆสั้นๆ ว่าโซบะ พอเสร็จแล้วเค้า
จะมาวางที่ตรงเคาเตอร์ เราก็ไปหยิบถาดมาตั้งที่โต๊ะ แต่คราวนี้เจ้าของร้านเค้าแถมช้อนให้ 555 เค้า
คงดูออกว่ายูคงเป็นคนไทย เพราะคนญี่ปุ่นเวลาเค้ากินพวก ราเมน ข้าว เค้าจะไม่ใช้ช้อนกันแต่จะใช้
ช้อนก็ต่อเมื่อ กินข้าวแกงกระหรี่ ( เมื่อเช้าสั่งข้าวหมูทอดก็ไม่แถมช้อน ) แล้วก็บอกว่า water รู้แล้ว
ค่ะเมื่อเช้าเค้าก็มา -_-!
  ผมชอบอัธยาศัยของ ร้านค้า พนักงาน หรือทุกสิ่งเกี่ยวกับการบริการของที่นี่ มันช่างแตกต่างจาก
ที่เมืองไทย ที่ๆเราพยายามขายคำว่าการบริการเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆของประเทศ แต่ในความ
เป็นจริงแล้ว คุณภาพของการบริการในประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับ เชื้อชาติ การแต่งตัว และความสามารถ
ในการจ่าย ( Tip ) ของผู้รับบริการ รณรงค์กันเข้าไป ถ้าเรายังแก้นิสัยนี้ไม่ได้ ที่ปลูกฝั่งกันมาจนเป็น
วัฒนธรรมไปแล้วที่ให้ ดูคนจากภายนอก เศร้าใจจริงๆครับ ...

   จาก Ueno ไปยัง Akihabara ห่างออกไป สองป้ายรถไฟ ท้องอิ่ม แรงมี ก็เดินไปซิครับ เดินตามราง
รถไฟฟ้าไปเรื่อยๆ ที่นี่คนญี่ปุ่นใช้พื้นที่กันคุ้มมาก ใต้รางรถไฟคุณอาจจะเห็นร้านขายดอกไม้
ร้านอาหารหรู ที่จอดรถเสียตังค์ หรืออะไรต่างๆ ที่สามารถจะยัดลงไปได้ในพื้นที่ว่างๆ
  ผมเดินมาถึงเมื่อไรไม่รู้ แต่ที่รู้ๆผมน่าจะเดินมาถึงย่าน Akahabara แล้วล่ะ เพราะดูจาก สภาพแวดล้อม
รอบตัวๆมันบอกอย่างนั้น ตึกแถวเรียงกันเป็นตับ ถูกแบ่งเป็นชั้นๆเพื่อขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ถ้านึกไม่นอกมันน่าจะเหมือน ตึกแถว บริเวณบ้านหม้อ บวกกับของขาย แถวๆ คลองถม สะพานเหล็ก
บ้านหม้อ และพันทิพย์ เอามารวมๆๆๆ กันไว้ที่เดียว คือ Akihabara ของที่นี่ไม่ได้ถูกกว่าที่อื่นนัก
ไม่ว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ราคาถูกกว่าที่พันทิพย์ไม่มากนัก ทั้งมือหนึ่งหรือสอง  และถ้าคิดจะมาคอม
พิวเตอร์ notebook มือหนึ่ง มือสองที่นี่ล่ะก็ ขอให้คุณเดินกลับไปที่พันทิพย์จะดีกว่า
  แต่ถ้าคุณจะมาหาเครื่องเล่นเกมส์ อุปกรณ์เสริม แผ่นเกมส์ ทั้งปกติและแนว H Game ( เยอะมากกก)
ผมขอเดิมพันด้วย DVD Tokyo Hot ที่มีอยู่เลยว่าที่นี่มีแต่ของแท้ ทั้งนั้น
   ซึ่งของที่ผมคิดว่าน่าที่จะมาซื้อที่นี่ น่าจะเป็นพวกกล้องถ่ายรูป mp3 เกมส์ พวกนี้ราคาจะถูกกว่าที่
เมืองไทยเยอะมาก และถ้าเป็นสินค้ามือสองประเภทนี้ยิ่งถูกหนักเข้าไปใหญ่เลย...
    ระหว่างที่ผมเดินเล่นๆไปเรื่อยๆอยู่นั้น สายตาผมก็หันไปเห็น ท่อนขาตุ๊กตาเป่าลม
ใส่กระโปรงนักเรียนห้อยอยู่บนที่สูง ข้างหน้าร้านมีชุดนักเรียน ชุดเมด ชุดพยาบาล ที่นี่เป็นร้านขายของ
คอสเพลหรอ ..... ไม่ใช่ที่นี่คือร้าน Sex Shop ขนาด 5 ชั้น หนึ่งคูหา ไม่ๆๆๆๆๆ ผิดกฏหมายไม่เอานา
ผมเดินรีบออกมา ได้สามก้าว เฮ้ยที่นี่ ญี่ปุ่นนี่หว่า ไม่ผิดกฏหมาย ใหนๆก็มาถึงขอเข้าไปดูหน่อยเถอะฟะ
  เหอๆๆ ใครอ่านถึงตอนนี้อาจจะหาว่าผมทะลึ่งรึเปล่า ครับ ผมทะลึ่งถ้าคิดเป็นแบบคนไทย
แต่ที่นี่ญี่ปุ่น ที่ร้าน Sex Shop เปิดกันอย่างเสรี หนังโป๊บางเรื่องยอดขายมากกว่าศิลปินเพลง
หนังสือโป๊หาได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ บุหรี่หาง่ายเหมือนน้ำดื่มหยอดเหรียญ เช่นเดียวกับ Beer
เมืองที่เต็มไปด้วยอบายมุขขนาดนี้ กลับมีคดีทำร้ายร่างกายผู้หญิง ละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงน้อยมาก
  ต่อๆ ที่ร้าน Sex Shop ร้านนี้ชื่อว่าร้าน Love Mercy มีห้าชั้น ชั้นหนึ่งขาย เสื้อผ้าแบบนี้ Cosplay
ชั้นที่สอง สำหรับคุณผู้หญิง ชั้นสามสำหรับคุณผู้ชาย ชั้นที่สี่ขายหนังสือ ชั้นที่ห้า ขาย CD-DVD ครับ
ที่นี่ก้เหมือนร้านขายของปกติ มีคนเข้าออกแทบตลอดเวลา พนักงานหนุ่มหน้าตาดีเลิกงานก็มาซื้อกลับบ้าน
ซื้อของกันเป้นปกติ เหมือนซื้อมาม่าจาก 7-11 ผมว่านี่แหละอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่
ทำให้การละเมิดทางเพศรุนแรงมีน้อย (ใครอยากถามอะไรหลังไมค์ครับ)
ถ้าใครซื้อของจากร้านนี้กลับเมืองไทยระวังหน่อยนะครับ ถ้าถูก ตม.เมืองไทยจับได้ล่ะก็ เน่าแน่ครับ
เพราะมันเป็นผิดสิ่งกฏหมายห้ามนำเข้าราชอณาจักรนะ (ถ้าไม่โดนตรวจก็ไม่เป็นไรครับ 
เพราะเค้าสุ่มตรวจ) -_-!!

  ได้เวลากลับผมก็ต้องกลับ และก็ต้องกลับไปที่ๆเก่า กลับไปหาเพื่อน เพื่อนที่ไม่มีบ้านและผมจะไม่
มีบ้านอีกแค่ 2 คืนเท่านั้น ผมก็จะกลับไปหาบ้านและครอบครัวของผมแล้ว....
   แต่ว่าคืนนี้มันยังไม่จบง่ายเหมือนทุกคืนสิครับ เพราะเดินตากฝนมาทั้งวัน ถุงนอนมันเปียก
รองเท้าเปียก ถึงเท้าเปียก กระเป๋าชื้น เฮ้อๆๆ จะกลับอยู่แล้วอ่ะ ยังโดนเรื่องอย่างนี้อีก ไม่น่าทำแท่ห์
เป็นพระเอก MV เลยตรู ที่นี่ญี่ปุ่น ไม่ใช่เมืองไทย ไฟไหนมาไหน ถือร่มจะเทห์กว่านะ
คืนนี้หนาวๆๆๆๆ มาก อาจเพราะกลางคืนฝนก็ตกหนักด้วย อากาศยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่
เฮ้อๆๆ เมื่อไรจะเช้าซักทีฟระเนี่ย หนาว!!!!!!!

ปล.วิธีการไหว้ระนั้น ผมได้(แอบ)เรียนรู้มาจากกรุ๊ปทัวร์ไทยวันนั้น
ก็ขอขอบคุณไว้ที่นี่ด้วยนะครับ ว่า ก่อนไหว้พระให้ล้างมือก่อนด้วย
น้ำที่อยู่ในอ่างใกล้ๆกัน( อ่างมีทุกที่ๆมีวัดหรือ ศาลเจ้า )ให้ใช้กระบวยน้ำ
เพื่อล้างมือ ล้างหน้า เพื่อล้างความสกปรก ก่อนที่จะไหว้พระ
และก็ตอนไหว้พระ ถ้ามีการใช้ธูปจะมีกระถางธูป
เวลาเอาธูปไปปักที่กระถางแล้ว ก็ให้เอามือกวักควันธูปเข้าหาตัว
เป็นอันเสร็จพิธีครับ ...