Sunday, June 29, 2008

นางฟ้าเดินดินถิ่น Harajuku และ ทุกสิ่งทุอย่างที่ Yoyoki

     หลังจากที่นั่งพัก เฝ้าสังเกตุการณ์ และเดินเล่นรอบๆสวนสาธารณะ อุเอโนะเป็นที่พอใจแล้ว เป้าหมายหรือภาระกิจที่สำคัญที่สุดของการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ก็เพื่อดูคอนเสริ์ตของ สาวๆมอนิ่งมูซูเมะ ซึ่งตามข้อมูลที่ได้หาเก็บมาจาก internet จะมีร้านขายตั๋วมือสองอยู่แถวๆย่าน Harajuku แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปคือ Harajuku จากสวนสาธารณะ อุเอโนะ ถ้าเราเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นสถานนีรถไฟสายของ JR และ Tokyo Metro ส่วนการซื้อตั๋วของทั้งคู่ก็ไม่ยากเย็นนักเหมือนกับการซื้อตั๋วของ เคย์เซย์ นั่นแหละ
   190 เยน คือราคาตั๋วของรถไฟ JR Yamatone Line สำหรับนั่งไป Harajuku ซึ่งใครที่คิดจะเที่ยวโตเกียวคุณก็จะผูกพันกับรถไฟสายนี้เป็นพิเศษเพราะนี่เป็นสายรถที่ผ่านใจกลางเมืองใหญ่สำคัญๆของโตเกียวแทบทั้งสิ้น 
   ราวๆ สีสิบกว่านาที สำหรับการเดินทางก็มาถึง สถานที่เค้าเรียกขานกันว่า Harajuku ที่ใครๆที่เคยมาเยือนแล้วกลับไปจะต้องเอาไปพูดกันต่างๆนาๆถึงความแปลกประหลาด ของบุคคลที่เยี่ยมเยือนที่นี่ แต่ที่นี่สำหรับผม สิ่งที่ว่าแปลกๆมันก็มีอยู่จริงอย่างที่เค้าร่ำลือกัน อย่างเช่น จะมีสาวๆหรือ เด็กวัยรุ่น แต่งกายแบบชุด ที่ตัดแบบผ้าลายลูกไม้ถือร่มลายลูกไม้ แต่งหน้าจัดๆ หรือเด็กสาววัยรุ่นแต่งตัวนุ่งมินิสเกิตร์ตน่าตาน่ารักเดินลากกระเป๋าลากใบเล็กๆสีชมพู ลายน่ารักๆ เห็นอยู่หลายคนเหมือนกัน อย่างกับว่าที่นี่กำลังฮิต นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจแต่ก็ไม่มากมายนัก แต่ที่แปลกใจและทำให้ประทับใจสุดๆ เดินอมยิ้มตลอดการเดินทางผ่านเข้ามายังถนน Takeshita  คือเด็กๆผู้หญิงน่าตานักรักมากมายเดินอยุ่บนถนนสวนทางกันไปมา เกิดมาผมไม่เคยเห็นเด็กๆน่าตาน่ารักจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน เดินไปอมยิ้มไปเหมือนคนบ้าเลย 555 (ก็คนมันมีความสุขนี่หว่า) แต่ที่สังเกตุดูส่วนใหญ่วัยรุ่นที่มาเดินที่นักมักจะเป็นกลุ่มเพื่อนกันมากกว่ากลุ่มคู่รักกัน
    
หลังจากที่ปฏิบัติภาระกิจการซื้อตั๋วคอนเสร็จแล้วผมก็เดินทางไปยังสวนสาธารณะโยโยกิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ซึ่งสถานที่น่าสนใจของละแวกนี้ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งถ้าใครมีขาที่แข็งแรงและมีกระเป๋าตังค์ที่แบนแฟบคุณจะชอบที่นี่มากเพราะละแวกนี้มี ที่เที่ยวที่องค์การการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแนะนำมาก็มี Shibuya ไล่มาเป็น Yoyogi Sport Center , Yoyogi Park ,Meiji Shirin และก็เป็น Harajuku ถ้าใครคิดจะมาเที่ยวที่นี่หล่ะก็ ขอแนะนำควรมีเวลาให้ซักอย่างน้อยคือหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ไม่งั้นคุณอาจจะพลาดอะไรดีๆจากแถวนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
     ที่สวนสาธารณะ โยโยกิ ที่นี่ดูจะกว้างกว่า อุเอโนะ และดูเหมือนว่าคนที่นี่ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง คู่รัก หมาแมว นักดนตรี นักกีฬา ต่างมาทำกิจกรรมที่นี่เป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะว่าที่นี่มีพื้นที่มากมายจริงๆ ต้นไม้ในสวนแห่งนี้เท่าที่ดูด้วยสายตาคิดว่าอายุไม่ต่ำกว่า 60-70 ปีเลยทีเดียว
    ที่นี่มีสวนดอกไม้ ที่นี่มีลานสุนัขวิ่งเล่น ที่นี่มีลู่จักรยานและจักรยานให้เช่าเพื่อออกกำลังกาย ผ่อนคลาย ที่นี่มีนักดนตรีทั้งมือใหม่และมือเก่าเล่นทั้งเดี่ยวเล่นเป็นวง ไม่ว่าจะเป็น ไวโอลีน ทรัมเป็ด แซกโซโฟน กีตาร์ ฟลุต หรือเครื่องดนตีอีกหลายอย่างที่ผมไม่รู้จัก นี่มีนักเต้นที่เค้ามาจับกลุ่มร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมการเต้นแบบแปลกๆที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหน ที่นี่มีเด็กบอร์ดมือใหม่และเก่า ที่นี่มีเด็กวัยรุ่นมาจูบกันให้นักท่องเที่ยวอย่างผมแอบมองอย่างอิจฉา และที่แห่งนี้ทำให้ผมเข้าใจคำว่าการใช้เวลาร่วมกัน ... 
    ผมอิจฉาคนญี่ปุ่นที่มีสถานที่ๆดีๆอย่างนี้ในการใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ที่บ้านเราอาจจะเคยเห็นเด็กๆไปนั่งติวหนังสือกันในร้าน Fast Food แต่ที่นี่เด็กๆเค้ามักจะพากันมาที่สวนสาธาณะ มีอาหารกล่องปิ๊กนิกกัน ครอบครัวก็ใช้เวลาร่วมกัน เด็กวัยรุ่นที่นี่ผมยังเห็นมากันกับครอบครัว แต่ที่บ้านเราผมมักเห็นเด็กๆซึ่งอยู่ในวัยเดียวกันนี้ ชอบไปกับเพื่อนฝูงหรือเพื่อนต่างเพศเสียมากกว่า อาจเป็นเพราะว่า บ้านเราไม่มีสถานที่ดีๆ สำหรับใช้เวลาร่วมกันเหมือนที่นี่  ผมอิจฉาคนที่นี่จริงๆ ... 
    ผมใช้เวลาไปกับสวนสาธาณะ Yoyoki ทั้งวัน และคืนนี้ผมตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตแบบ Homeless อีกครั้ง เพราะพรุ่งนี้เช้าผมต้องเดินทางออกต่างจังหวัด และสถานีรถบัสก็อยู่ที่ ชินจูกุ ซึ่งก็ห่างออกไปแค่ 2 ป้ายรถไฟเท่านั้น ครั้นจะไปที่พักที่ตั้งใจไว้แถวๆ Asakusa มันก็ไกลเกินไป ดังนั้นผมก็ต้องเตรียมหาที่นอนตั้งแต่เนิ่นๆเอาไว้ พอพระอาทิตย์เริ่มตก ผมก็จัดการเดินหาที่นอนอีกครั้ง แต่ว่าก็หาไม่ได้อีกเหมือนเคย อะไรๆก็ดูไม่ลงตัวเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ พูดง่ายๆก็คือหาที่ถูกใจไม่เจอนั่นเอง แต่ก็แอบเหล่เอาไว้แก้ขัดหลายที่เหมือนกัน  จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้ซะที เพราะเดินหาจนถึง สามทุ่มกว่า เอามันใต้ต้นไม้นี้แหละ(วะ) เพราะตรงนี้ไม่มีคนเดินผ่าน ถึงแม้ว่าจะติดถนน และเมื่อแอบมุมต้นไม้แล้ว ไม่มีใครมองเห็นเราแน่ๆ  ....
      สำหรับผมตอนนี้พื้นดินเป็นเหมือนเตียง ถุงนอนก็เหมือนผ้าห่มอันcแสนอุ่น กระเป๋าเดินทางก็กลายสภาพมาเป็นหมอนใบโต อากาศกำลังเย็นสบาย เหมาะกับถุงนอนใบใหญ่ที่เตรียมมาสำหรับฤดูนี้โดยเฉพาะ ชีวิตผมตอนนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว กินอิ่ม นอนหลับ เที่ยวไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก  สบายใจสุดๆ ที่ไม่ต้องคิดถึงใครหรือเรื่องอะไร การที่เดินมาทั้งวันทำให้ผมหลับไปโดยที่ยังไม่ได้นับแกะที่เตรียมมาเลย 
      กา กา... เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นอีกแล้ว แสงแดดสาดลงมาที่พื้นดินขนาดที่ว่ามองเห็นมดกำลังออกกำลังกายหลังตื่นนอน เอ้ยเช้าขนาดนี้เลยหรอ(วะ) ซวยแล้วเด๋ยวมีคนมาเห็นแล้วนึกว่าใครเอาศพมาทิ้งไว้ตรงนี้ แต่ว่ามองดูนาฬิกาดีๆเฮ้ยเพิ่ง ตี 4 ครึ่งเอง หลังจากนั้นก็เดินไปที่ห้องน้ำสาธารณะใกล้ๆเพื่อที่จะล้างหน้า แปรงฟัน แต่ขอโทษเถอะน้ำในห้องก๊อกเย็นมากๆ เย็นกว่าน้ำในตู้เย็นที่บ้านอีก จะชักตายเพราะความเย็นล้างหน้าแปรงฟันแต่ละทีเฮ้อ สุดๆ      .....


  
  อันนี้เป็นภาพถ่ายจากห้องสูทที่เข้าพักเมื่อคืนนี้ จะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่บนยอดตึกด้วย เวลาตอนที่ถ่ายก็ประมาณ ตี5 ส่วนห้องนี้ก็ตั้งอยู่แถวๆเนินบริเวณ สีแยกระหว่างถนนที่ข้ามระหว่าง สวนสาธารณะ Yoyogi กับ Yoyogi Sport Center

 

 

 

ปล.ใครที่อยากรู้วิธีการซื้อตั๋วบัตรคอนเสริตให้ไปดูตามลิ้งนี้นะครับ
pingbook.com/board

Thursday, June 19, 2008

บ้านหลังใหญ่ใน Ueno

        ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบติดดินแบบสุดๆและในนั้นก็มีเรื่องของคนที่ไม่มีบ้าน(Homeless) จากหนังสือเรื่อง โตเกียวไม่มีขา ของคุณนิ้วกลม และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมายืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้... ตอนนี้ผมกำลังมองหาความเป็นญี่ปุ่นในมุมมองที่เป็นของตัวผมเอง และผมก็ใช้วิธีการเดียวกับในหนังสือคือ ผมต้องทำชีวิตให้แนบชิดให้มากที่สุดและตอนนี้เองผมกำลังจะกลายเป็นHomeless (น่าจะเป็น Hotelless เสียมากกว่า) เวลาตอนนี้คือห้าทุ่มกว่าๆแล้วผมยังเดินหาที่นอนอยู่ในสวนสาธารณะ Ueno(อุเอโนะ) ตอนนี้รอบๆตัวมีแต่ความมืด ถนน และก็คนที่ไม่มีบ้านทั้งหลาย ผมใช้เวลาในการสำรวจไปเรื่อยๆเพื่อหาที่สำหรับนอนที่ดีที่สุด ผมใช้เวลาเดินสำรวจเกือบชั่วโมง การเดินสำรวจหาที่นอนเป็นอันล้มเหลวเพราะผมไม่สามารถหาที่ๆสำหรับนอนได้ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้กลับแทนคือการได้เห็น สวนอุเอโนะแห่งนี้ในยามค่ำคืน บอกได้เลยว่ามันดูแตกต่างจากตอนกลางวันค่อนข้างมาก และเมื่อหาที่นอนไม่ได้ผมเลยเดินกลับมายังบริเวณด้านหน้าสวนสาธารณะ ซึ่งตามบริเวณเก้าอี้ต่างๆใต้ต้นไม้ภายในสวน ถูกจับจองกันหมดแล้วจากผู้ที่มาถึงก่อน ที่บริเวณหน้าสวนสาธาณะแห่งนี้มีเก้าอี้ยาวอยู่หลายตัว แต่ว่าอยู่ในที่โล่งไม่มีอะไรบังลมหนาวหรือน้ำค้าง ซึ่งบางตัวก็ถูกจับจองเอาไว้ก่อนแล้ว บางคนเป็นดูเป็น Homeless มืออาชีพ ส่วนบางคนก็เป็นมือสมัครเล่น (เช่นพวกคนที่ตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายและก็ผม) คืนแรกสำหรับ Homeless มือสมัครเล่นอย่างผมค่อนข้าง ทุลักทุเรพอสมควร(อีกแล้ว) เก้าอี้ยาวไม่พอสำหรับเหยีดขา แล้วก็ที่สำคัญคืนแรกผมยังไม่กล้าที่จะไว้วางใจคนรอบตัวมากนัก ผมนอนบนเก้าอี้โดยที่ยังสะพายกระเป๋าอยู่ข้างหลัง (ลองนึกภาพเต่านอนหงายดูนะครับ) หลับๆตื่นๆ นั่งๆลุกๆนอนๆอยู่อย่างนั้น ไม่หลับซักที ซักพักก็มีรถตำรวจมาหยุดจอดดูความเรียบร้อยผมก็รีบลุกขึ้นมานั่งแทน และก็รีบเดินออกจากบริเวณนั้น กลัวเค้าขอดูบัตรประชาชน (กลัวโดนส่งกลับประเทศ)ผมใช้เวลาเดินหาที่นอนใหม่อีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า และก็ต้องกลับมาที่เดิมจนได้(ที่อื่นมันนอนไม่ได้นี่นา แถมใต้ต้นไม้ยังหนาวมากๆอีก) และแล้วผมก็ต้องกลับมานอนในสภาพแบบเดิมอีก ตอนนั้นน่าจะราวๆประมาณ ตีหนึ่งกว่าๆ ผมนึกในใจว่าทนหน่อยโว้ยเดี๋ยวก็เช้าแล้ว แต่ก็เหมือนเดิมคือหลับๆตื่นๆ เป็นเพราะอากาศที่แสนจะหนาวโดยเฉพาะช่วงล่างที่สวมแค่กางเกงยีนซึ่งมันไม่สามารถป้องกันความหนาวให้ได้อีกแล้ว ตอนนั้นบอกได้เลยว่าทรมานมาก ง่วงก็ง่วง หนาวก็หนาว ในที่สุดผมก็ตัดสินใจหยิบอุปกรณ์เสริมไม้ตายชิ้นสุดท้ายที่เตรียมมาก็คือถุงนอน ตอนนี้ผมไม่กลัว(อาย)อีกแล้ว ผมหาที่นอนใหม่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน รู้สึกว่าจะเป็นที่นั่งกลมๆ ที่เค้าเลิกใช้แล้ว ผมจัดการกางถุงนอนด้านใต้ แล้วเอาตัวซุกเข้าไปเพื่อหนีความหนาว ปิดหมดทุกที่เพราะผมนอนในที่โล่ง ผมหลับไปตอนใหนก็ไม่รู้.....
     กา กา กา..... เสียงนาฬิกาปลุกบินไปบินมาพร้อมส่งเสียงร้องดัง แทนที่จะเป็นเสียงไก่ขันเหมือนที่เราคุ้นเคยกัน แต่ที่นี่กลับเป็นฝูงอีกาตัวขนาดมหึมา ท้องฟ้าเริ่มสว่าง นี่หกโมงแล้วหรือเนี่ยผมคิดในใจ แต่เมื่อผมดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เฮ้ยเพิ่งตีสี่เองเรอะ พอซักประมาณตีสี่ครึ่งที่นี่สว่างเหมือนกับซัก 7 โมงเช้าที่เมืองไทย (สว่างขนาดว่าถ้าทำเข็มหล่นกับพื้นก็สามารถมองเห็นได้) ทำให้ผมสามารถสรุปตามความคิดตื้นๆของตัวเองได้ว่า คำว่า นาฬิกาปลุก น่าจะเกิดมาจากที่นี่ และญี่ปุ่นทำไมเขาถึงเรียกกันว่า ดินแดนอุทิศอุทัย 
    หลังจากที่จัดการเก็บและเรียบเรียงสัมภาระเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมต่อไปที่ผมทำหลังตื่นนอนคือ การเดินสำรวจสวนสาธารณะแห่งนี้ตามคำบอกเล่าตามหนังสือ ที่นี่มีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ สวนสาธารณะ วัด สระน้ำขนาดใหญ่ เรือพาย สวนสัตว์ พิพิธพันธ์ หอศิลป์ Hallสำหรับจัดแสดงงานต่างๆ ลานกีฬา ฯลฯ ผมเดินดูอย่างไม่ใส่ใจนักทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ไม่มากเท่าไร วันนี้เป็นวันอังคาร เป็นช่วงเริ่มต้นของวันหยุด Golden Week ทำให้คนทะยอยมาที่นี่ค่อนข้างมากเป็นพิเศษประมาณว่า 6-7 โมงเช้าคนญี่ปุ่นแทบเต็มสวนเลยทีเดียว ส่วนมากมักจะมาออกกำลังกายกันตอนเช้าๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังไม่ตี 5 ดีคนญี่ปุ่นมักจะมาออกกำลังกายกันแล้ว พอหลัง 7 โมงไปแล้วผมจะเห็นมากันเป็นแบบครอบครัวมากกว่า และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นต่างออกไปจากเมืองไทยคือ เด็กวัยรุ่นที่นี่วันหยุดมักจะมาเที่ยวกับครอบครัว หรือ หนุ่มสาวมักจะพากันมาเดทตามสวนสาธารณะ หรือมากับกลุ่มเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นถ้ามาญี่ปุ่นแล้วก็สังเกตุว่าวันหยุดตามสวนสาธารณะจะมีบรรดาฝูงชนหลั่งไหล  
     แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมอดคิดถึงไม่ได้ของสวนสาธารณะ Ueno แห่งนี้ก็คือเหล่าบรรดา คนไร้บ้านทั้งหลาย ซึ่งก็เหมือนตามคำบอกเล่าในหนังสือที่ผมอ่านมา สำหรับที่นี่มีจำนวนคนไร้บ้านมาก ซึ่งผมก็พอจะสามารถจะค้นหาคำตอบได้ด้วยตัวเองว่าทำไมที่นี่ถึงได้มีคนไร้บ้านเป็นจำนวนมาก เพราะบรรดาคนไร้บ้านเหล่านี้เค้าจะเก็บพวกกระป๋องต่างๆขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าถนนข้างๆสวนสาธารณะแห่งนี้จะมีรถมารับซื้อกันเลยทีเดียวและนั่นคือสิ่งที่ผมสังเกตุเห็น แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องเอามาเล่าให้ฟังคือ กิจกรรมหลังตื่นนอนของพวกเขา ก็คือ เค้าจะช่วยกันเก็บขยะรอบๆที่เขานอน ไม่ว่าจะเป็นก้นบุหรี่ เศษพลาสติกเล็กๆของฝาขวดน้ำ หรืออะไรก็ทั้งหลายก็ตามที่พวกคนที่มาเที่ยวหรือก็คือคนที่มีบ้านทั้งหลายมักง่ายทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า (ใครบอกว่าคนญี่ปุ่นไม่มีคนมักง่ายผมขอเถียงเลย เพียงแต่ว่ามีน้อยมากจริงๆ) รวมถึงการเอาไม้กวาดมาใช้กวาดพื้นที่ของสวนสาธารณะ ซึ่งในตอนแรกผมนึกว่าเป็นคนของสวนสาธารณะ ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนผมก็เห็นเป็นอย่างนี้ทุกที่จริงๆ พวกเขาจะช่วยกันทำความสะอาดสถานที่ๆถูกเรียกว่าสวนสาธารณะ แต่สำหรับพวกเค้าแล้วเค้าอาจจะเรียกที่นี่ว่าบ้าน.... 

 

 

 

 





 

 

 

 

 

 














สองรูปแรก คือรูปที่ถ่ายจากสวนอุเอโนะ ส่วนรูปที่สามคือที่นอนของผมในคืนแรก นอนใต้เก้าอี้นั่นแหละ  
    หลังจากที่เก็บข้อมูลของสวนสาธารณะแห่งนี้เรียบร้อย เป้าหมายต่อไปที่สำคัญของผมก็คือการเดินทางไปซื้อตั๋วคอนเสริ์ตที่ Harajuku ....   
    ตอนต่อไปผมจะพาไปยังที่ๆผมเรียกว่า บ้านของผมในญี่ปุ่น

Friday, June 6, 2008

มิตรภาพครั้งแรกบนรถไฟกับคุณลุงผู้ใจดี

      อย่างที่ผมบอกจากตอนที่แล้วว่าสามารถที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาได้(อย่างทุลักทุเล) ผมคิดว่าความตื่นเต้นมันคงจะหมดไปอย่างไม่ต้องสงสัย ผมจึงเริ่มเดินสำรวจสนามบินเพื่อความสะดวกในวันกลับ  ที่นี่มี internet ให้เล่นแต่ว่าต้องหยอดตังค์ อัตราค่าบริการก็ 100 เยน/10 นาที ผมอยากจะหยอดเงินเพื่อส่งข่าวบอกให้คนในบอร์ดรู้ว่าผมมาถึงแล้วนะ (ไม่ได้ไปติดสจ๊วตหนุ่มอย่างที่ใครหลายๆคนเคยโพสใส่ฟืนสุมไฟเอาไว้ ผมไม่โกรธหรอกครับ แต่ว่าอย่าให้เจอตัวละกัน) แต่ก็ไม่มีเศษสำหรับหยอด ที่เมืองไทยเค้าไม่มีเหรียญให้แลกครับมีแต่ธนบัตร 
      เมื่อสำรวจสนามบินจนเป็นที่พอใจแล้ว ตอนนี้เวลาเกือบๆที่จะสี่ทุ่ม รถไฟเหลืออีก 3 ขบวน
ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามแผนการและข้อมูลที่เตรียมเอาไว้
       ที่นี่มีสถานนีรถไฟอยู่ที่ชั้นใต้ดิน มีให้บริการอยู่ 2 เจ้าคือ JR ขาใหญ่ และ Keisei ขาลีบ (อ่านว่า เคย์เซน์ นะครับ) ผมเลือกไปของ Keisei ขาลีบ เพราะราคามันถูกกว่าของ JR อยู่ 280 เยน และก็ถึงเร็วกว่าสายของ JR สนนราคาของเจ้า Keisei ก็ตกอยู่ 1000 เยน (ที่เรียกว่า JR ขาใหญ่ก็เพราะว่าเป็นรถไฟที่เป็นของรัฐวิสาหกิจ มีให้บริการอยู่ทุกๆที่ทั่วประเทศ ส่วนของ เคย์เซย์ มีให้บริการเพียงแค่ไม่กี่เส้นทางเท่านั้น) 
ผมเดินลงไปยังชั้นใต้ดินไปยังส่วนของ Keisei แต่ต้องมาชะงักตัวชาขาเป็นเหน็บอยู่ตรงหน้าตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เอาอีกแล้วเพราะว่าภาษาที่ตู้ขายตั๋วรถไฟกับตารางบอกสถานนีทุกๆสถานีเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยที่ไม่มีภาษาสากล ซึ่งผิดกับที่หลายๆคนเป่าหูว่าให้ตั้งใจเรียนอังกฤษเอาไว้ให้มากๆ เผื่อไปต่างประเทศจะได้ไม่ลำบาก (เพื่อนผมมันก็เคยบอกเอาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนไปว่า เฮ้ยพี่ตรูเคยไปญี่ปุ่นมา ที่นู้นเค้าไม่ใช้ภาษาอังกฤษกัน เค้าใช้กันแต่ญี่ปุ่น ที่พี่ตรูรอดกลับมาได้เพราะเค้าเขียนภาษาจีนได้ แล้วฟึงพูดญี่ปุ่นหรือเขียนภาษาจีนได้ป่าวฟระ ผมก็เลยบอกให้มันมั่นใจว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ปกติตรูก็พูดอังกฤษไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนภาษาญี่ปุ่นกับจีนไม่ต้องเป็นห่วงไม่ได้เลย )ตอนนั้นผมยืนอึ้งในภูมิปัญญาของคนญี่ปุ่นสามารถคิดค้นตัวหนังสือที่แสน คาวาอี้ ได้ขนาดนี้  และในขณะนั้นเองฉากหนึ่งๆของหนังเกาหลีเรื่อง Please Teach me English ที่มีภาษาอังกฤษลอยไปมาเต็มไปหมด ตอนนี้กลับกันคือภาษาญี่นปุ่นลอยไปมาเต็มหัวผมไปหมด ผมนึกในใจพระเจ้าทำไมท่านต้องอยากทดสอบความสามารถทางด้านภาษาของผมขนาดนี้ ผมได้แต่ยืนอึ้งไปพักใหญ่ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกเลย  คนญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนก็มาหยอดแล้วก็จากไป ผมก็พยายามสังเกตุวิธีการซื้อของเค้าแต่ก็มองไม่เห็น ผมอยากจะเดินเข้าไปถามพวกเค้าจริงๆว่าตั๋วเนี๊ยมันซื้อยังไงกัน แต่เพราะด้วยความอ่อนด๋อยของภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญที่สุดก็กลัวว่าบุคลที่จะเป็นแสงสว่างของผมจะเป็นแบบพี่ชาย ตม.คนนั้นอีก (กลัวเมาภาษาญี่ปุ่น) ในเวลานั้นผมได้แต่ยืนโทษตัวเองอยู่ว่าทำไมตูไม่ยืนอ่านหนังสือ(ฟรี)ในร้านหนังสือให้ดีๆก่อนฟระ (มีหนังสือเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่น มีอยู่เล่มหนึ่งที่มีสอนวิธีการซื้อตั๋วจากเครื่องขายอัตโนมัติ) ผมยืนไว้อาลัยให้กับความผิดพลาดตรงนั้นตรงนั้นเกือบ 15 นาที หลังจากที่ตั้งสติได้ เอาวะต้องลองดูกันซักตั้ง ไม่ลองตรูอาจจะต้องตายอยู่ตรงนี้(คิดไปนั่น) หลังจากที่ลองดูจากข้อมูลที่พอมีอยู่คือตั๋วสถานีปลายทางราคา 1000 เยน แล้วลองกดไปมั่วๆดูและแล้วในที่สุด.... ในที่สุดผมก็ได้ตั๋วราคา 1000 เยนมาครอบครอง 
       ผมเลือกนั่งรถไฟที่มันเป็น Local เพราะจะจอดทุกๆสถานีทั้งเล็กและใหญ่ (แต่จริงๆแล้วรถเที่ยวนั้นมาถึงพอดี และก็ไม่รีบเพราะไม่มีที่ไป) จริงๆแล้วผมอยากดูความเป็นญี่ปุ่น ให้คุ้มค่ากับที่ตั้งตาคอยมานาน ตอนที่อยู่บนรถไฟ ผมเห็นคนญี่ปุ่นมากมาย ผมยังนึกในใจเลยว่าที่นี่หรอคือญี่ปุ่น นี่ตรูมาถึงแล้วจริงๆหรอเนี่ยผมถามตัวเองหลายๆครั้งมาก ผมสังเกตุผู้ชายวัยทำงานที่นี่แทบทุกคนใส่สูตร ในเวลาขณะนี้เหมือนทุกๆคนที่ขึ้นมาบนนี้จะตึงๆกันมาแทบทุกคน (สงสัยคนญี่ปุ่นชอบดื่มจะเป็นเรื่องจริง) หรืออาจเป็นกิจกรรมสังสรรค์หลังเลิกงานของคนที่นี่ก็ได้ (แต่ว่าไม่มีขนาดที่ว่าคลานขึ้นรถไฟ หรือว่าลงไปกองกับพื้น) นอกจากนี้บนรถไฟคนญี่ปุ่นเค้ามีกิจกรรมทำกันเรื่อยๆ (ไว้เล่าให้ฟังทีหลัง (อย่าเพิ่งว่าเค้าไอ้ขี้กั๊กนะ)) บนรถไฟเฉพาะที่ผมขึ้น มีสาวๆให้แอบมองมากมาย ทั้งสวยและไม่สวยน่ารักและไม่น่ารักปะปนกันไป (เฉพาะตู้ที่ผมขึ้นเจอแบบน่ารักจี๊ดๆอยู่สามคน) รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆจอดตามสถานนีต่างๆคนเริ่มน้อยลงๆเรื่อยๆแต่ละครั้งที่ประตูเปิดผมแทบลงไปชักดิ้นโชว์สเต๊ปเบรคเด๊นซ์กับพื้นรถไฟ เพราะอะไรนะหรอ เพราะที่นี่หนาวโครต ตอนนั้นอุณหภูมินอกรถไฟน่าจะไม่เกิน 14 องศา(ปกติอยู่ในห้องแอร์ 22-26 องศา ผมก็แทบบ้าแล้ว)  
       เหลืออีกไม่กี่สถานนีผมก็จะถึงที่หมายแล้ว ผมสังเกตุในตู้โดยสารขบวนนี้เหลือผมกับคุณลุงอีกคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็นั่งอยู่ตรงข้ามผม พอรถไปแล่นไปได้ซักพัก เค้าก็มานั่งใกล้ๆผม และแล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คุณลุงคนนั้นเริ่มเปิดฉากการสนทนาด้วยภาษาที่เค้าคุ้นเคย(อีกแล้ว) แต่ว่าผมจำไม่ได้หรอกว่าคุยอะไรไปบ้างแต่ที่แน่ๆก็คือคุยไม่ค่อยรู้เรื่องอ่ะครับ ที่ๆจำได้ก็คือ ไอ แอม ไทย กะ อู เอ โน๊ะ (ชื่อสถานีที่จะลง ส่วน ไอ ไลค์ อะเดาว์ วีดีโอ) อันนี้ผมไม่ได้พูดออกไป ส่วนมากให้ความเงียบคุยกันมากกว่า หลังจากที่ถึงที่หมายแล้ว คุณลุงเค้าก็ยังเดินตามมาส่งผมอีก ผมรู้ได้ไงน่ะหรอเพราะขนาดผมเข้าห้องน้ำลุงเค้ายังเป็นห่วงเดินตามเข้ามาเป็นเพื่อนอีกน่ะสิ ตอนนั้นผมนึกในใจว่าลุงต้องเป็นพวกมิจฉาชีพ หรือ พวกเกย์เฒ่าหรือป่าวฟระ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นจะร้องขอความช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษ คนที่นี่เค้าจะฟังออกมั้ยเนี่ย ผมเลยรีบออกจากสถานนีแล้วเดินไปตามทาง ที่นี่มีบันไดเพื่อขึ้นไปยังสวนสาธารณะ Ueno ซึ่งอยู่บนสถานนีรถไฟผมรีบไปหยุดพักดูสถานการที่นั่น คุณลุงคนนั้นก็ยังเดินตามผมมาและเดินตรงมาที่ผม....
      แต่ว่าไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกครับ คุณลุงเค้าดูจะเป็นห่วงผมมากกว่า (ผมดูจากแววตา และก็ใบหน้าท่าทางของเค้า)อาจเพราะเค้ารู้ว่าผมเป็นคนแปลกหน้า(หน้าแปลกอีกต่างหาก) แถมยังบ้าใส่เสื้อยืดตัวเดียวอีก สงสัยกลัวผมหนาวคุณลุงเลยจับเสื้อกันหนาวของตัวเอง แล้วก็ทำท่าสั่นๆแบบหนาวๆ ผมก็หยิบเสื้อกันหนาวของผมมาใส่ให้ดูเพื่อบอกว่าผมก็มีนะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง  หลังจากนั้นคุณลุงก็เหมือนจะพยายามบอกทางโดยการชี้ไปที่ทิศทางหนึ่งแล้วก็พูดว่า Hotel ผมส่ายหน้าแล้วก็ขอบคุณเค้าไป และในท้ายที่สุดหลังจากนั้นผมก็ไม่ลืมที่จะล่ำลาคุณลุงเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า อาริงาโตะ  แอน ซาโยนาระ  ขอบคุณครับ... 

ปล.1 อันนี้เป็นวิธีการซื้อตั๋วจากตู้นะครับ



 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 


1.ให้เราเลือกจำนวนผู้โดยสารก่อน ซึ่งตั๋วจะมีอยู่ 2 แบบคือ ตั๋วเด็กและตั๋วผู้ใหญ่และยังสามารถเลือกจำนวนผู้โดยสารได้อีกด้วย
2.ถ้าคิดว่าไม่ค่อยปลื้มภาษาญี่ปุ่นเท่าไรก็สามารถเปลี่ยนภาษาได้ตรงนี้
3.กดตรงนี้ก็จะสามารถเข้าไปเลือกราคาตั๋วแบบเที่ยวเดียวได้ 
4.เลือกราคาตั๋วให้ตรงกับสถานีปลายทาง ซึ่งจะมีราคาบอกอยู่บนแผนที่ ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นและเป็น Line ของ JR ให้โหลดแผนที่ไปด้วยแล้วใช้นับจำนวนสถานีเอาก็สามารถทำได้ครับ
5.บริเวณด้านล่างของตู้จะมีที่ใส่ ธนบัตรและเหรียญ และที่รับตั๋ว  (ลืมถ่ายมาก่ะ)

ปล.2 ตู้ขายตั๋วรถไฟจะมีอยู่ 2 แบบนะครับคือแบบที่เห็นจะเป็นแบบใหม่จะใช้งานง่ายกว่าอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นเก่า และตู้แบบนี้เป็นแบบ touch screen และที่สำคัญเลือกภาษาอังกฤษได้ด้วย
ปล.3 ตู้รถไฟของทุกๆทีจะใช้งานในลักษณะนี้เหมือนกันทั้งหมดเพียงแต่ว่าจะต่างกันเล็กน้อยอย่างของ Keisei ตรงภาษาอังกฤษที่ให้เลือกจะอยู่มุมล่างของจอแทน
ปล.4 เราสามารถใช้เหรียญที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 เยนจนถึง 500 เยน และธนบัตรตั้งแต่ 1000 - 10000 เยนในการซื้อตั๋วได้โดยที่ตู้จะทอนเงินเรามาเอง