Thursday, June 19, 2008

บ้านหลังใหญ่ใน Ueno

        ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบติดดินแบบสุดๆและในนั้นก็มีเรื่องของคนที่ไม่มีบ้าน(Homeless) จากหนังสือเรื่อง โตเกียวไม่มีขา ของคุณนิ้วกลม และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมายืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้... ตอนนี้ผมกำลังมองหาความเป็นญี่ปุ่นในมุมมองที่เป็นของตัวผมเอง และผมก็ใช้วิธีการเดียวกับในหนังสือคือ ผมต้องทำชีวิตให้แนบชิดให้มากที่สุดและตอนนี้เองผมกำลังจะกลายเป็นHomeless (น่าจะเป็น Hotelless เสียมากกว่า) เวลาตอนนี้คือห้าทุ่มกว่าๆแล้วผมยังเดินหาที่นอนอยู่ในสวนสาธารณะ Ueno(อุเอโนะ) ตอนนี้รอบๆตัวมีแต่ความมืด ถนน และก็คนที่ไม่มีบ้านทั้งหลาย ผมใช้เวลาในการสำรวจไปเรื่อยๆเพื่อหาที่สำหรับนอนที่ดีที่สุด ผมใช้เวลาเดินสำรวจเกือบชั่วโมง การเดินสำรวจหาที่นอนเป็นอันล้มเหลวเพราะผมไม่สามารถหาที่ๆสำหรับนอนได้ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้กลับแทนคือการได้เห็น สวนอุเอโนะแห่งนี้ในยามค่ำคืน บอกได้เลยว่ามันดูแตกต่างจากตอนกลางวันค่อนข้างมาก และเมื่อหาที่นอนไม่ได้ผมเลยเดินกลับมายังบริเวณด้านหน้าสวนสาธารณะ ซึ่งตามบริเวณเก้าอี้ต่างๆใต้ต้นไม้ภายในสวน ถูกจับจองกันหมดแล้วจากผู้ที่มาถึงก่อน ที่บริเวณหน้าสวนสาธาณะแห่งนี้มีเก้าอี้ยาวอยู่หลายตัว แต่ว่าอยู่ในที่โล่งไม่มีอะไรบังลมหนาวหรือน้ำค้าง ซึ่งบางตัวก็ถูกจับจองเอาไว้ก่อนแล้ว บางคนเป็นดูเป็น Homeless มืออาชีพ ส่วนบางคนก็เป็นมือสมัครเล่น (เช่นพวกคนที่ตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายและก็ผม) คืนแรกสำหรับ Homeless มือสมัครเล่นอย่างผมค่อนข้าง ทุลักทุเรพอสมควร(อีกแล้ว) เก้าอี้ยาวไม่พอสำหรับเหยีดขา แล้วก็ที่สำคัญคืนแรกผมยังไม่กล้าที่จะไว้วางใจคนรอบตัวมากนัก ผมนอนบนเก้าอี้โดยที่ยังสะพายกระเป๋าอยู่ข้างหลัง (ลองนึกภาพเต่านอนหงายดูนะครับ) หลับๆตื่นๆ นั่งๆลุกๆนอนๆอยู่อย่างนั้น ไม่หลับซักที ซักพักก็มีรถตำรวจมาหยุดจอดดูความเรียบร้อยผมก็รีบลุกขึ้นมานั่งแทน และก็รีบเดินออกจากบริเวณนั้น กลัวเค้าขอดูบัตรประชาชน (กลัวโดนส่งกลับประเทศ)ผมใช้เวลาเดินหาที่นอนใหม่อีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า และก็ต้องกลับมาที่เดิมจนได้(ที่อื่นมันนอนไม่ได้นี่นา แถมใต้ต้นไม้ยังหนาวมากๆอีก) และแล้วผมก็ต้องกลับมานอนในสภาพแบบเดิมอีก ตอนนั้นน่าจะราวๆประมาณ ตีหนึ่งกว่าๆ ผมนึกในใจว่าทนหน่อยโว้ยเดี๋ยวก็เช้าแล้ว แต่ก็เหมือนเดิมคือหลับๆตื่นๆ เป็นเพราะอากาศที่แสนจะหนาวโดยเฉพาะช่วงล่างที่สวมแค่กางเกงยีนซึ่งมันไม่สามารถป้องกันความหนาวให้ได้อีกแล้ว ตอนนั้นบอกได้เลยว่าทรมานมาก ง่วงก็ง่วง หนาวก็หนาว ในที่สุดผมก็ตัดสินใจหยิบอุปกรณ์เสริมไม้ตายชิ้นสุดท้ายที่เตรียมมาก็คือถุงนอน ตอนนี้ผมไม่กลัว(อาย)อีกแล้ว ผมหาที่นอนใหม่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน รู้สึกว่าจะเป็นที่นั่งกลมๆ ที่เค้าเลิกใช้แล้ว ผมจัดการกางถุงนอนด้านใต้ แล้วเอาตัวซุกเข้าไปเพื่อหนีความหนาว ปิดหมดทุกที่เพราะผมนอนในที่โล่ง ผมหลับไปตอนใหนก็ไม่รู้.....
     กา กา กา..... เสียงนาฬิกาปลุกบินไปบินมาพร้อมส่งเสียงร้องดัง แทนที่จะเป็นเสียงไก่ขันเหมือนที่เราคุ้นเคยกัน แต่ที่นี่กลับเป็นฝูงอีกาตัวขนาดมหึมา ท้องฟ้าเริ่มสว่าง นี่หกโมงแล้วหรือเนี่ยผมคิดในใจ แต่เมื่อผมดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เฮ้ยเพิ่งตีสี่เองเรอะ พอซักประมาณตีสี่ครึ่งที่นี่สว่างเหมือนกับซัก 7 โมงเช้าที่เมืองไทย (สว่างขนาดว่าถ้าทำเข็มหล่นกับพื้นก็สามารถมองเห็นได้) ทำให้ผมสามารถสรุปตามความคิดตื้นๆของตัวเองได้ว่า คำว่า นาฬิกาปลุก น่าจะเกิดมาจากที่นี่ และญี่ปุ่นทำไมเขาถึงเรียกกันว่า ดินแดนอุทิศอุทัย 
    หลังจากที่จัดการเก็บและเรียบเรียงสัมภาระเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมต่อไปที่ผมทำหลังตื่นนอนคือ การเดินสำรวจสวนสาธารณะแห่งนี้ตามคำบอกเล่าตามหนังสือ ที่นี่มีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ สวนสาธารณะ วัด สระน้ำขนาดใหญ่ เรือพาย สวนสัตว์ พิพิธพันธ์ หอศิลป์ Hallสำหรับจัดแสดงงานต่างๆ ลานกีฬา ฯลฯ ผมเดินดูอย่างไม่ใส่ใจนักทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ไม่มากเท่าไร วันนี้เป็นวันอังคาร เป็นช่วงเริ่มต้นของวันหยุด Golden Week ทำให้คนทะยอยมาที่นี่ค่อนข้างมากเป็นพิเศษประมาณว่า 6-7 โมงเช้าคนญี่ปุ่นแทบเต็มสวนเลยทีเดียว ส่วนมากมักจะมาออกกำลังกายกันตอนเช้าๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังไม่ตี 5 ดีคนญี่ปุ่นมักจะมาออกกำลังกายกันแล้ว พอหลัง 7 โมงไปแล้วผมจะเห็นมากันเป็นแบบครอบครัวมากกว่า และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นต่างออกไปจากเมืองไทยคือ เด็กวัยรุ่นที่นี่วันหยุดมักจะมาเที่ยวกับครอบครัว หรือ หนุ่มสาวมักจะพากันมาเดทตามสวนสาธารณะ หรือมากับกลุ่มเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นถ้ามาญี่ปุ่นแล้วก็สังเกตุว่าวันหยุดตามสวนสาธารณะจะมีบรรดาฝูงชนหลั่งไหล  
     แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมอดคิดถึงไม่ได้ของสวนสาธารณะ Ueno แห่งนี้ก็คือเหล่าบรรดา คนไร้บ้านทั้งหลาย ซึ่งก็เหมือนตามคำบอกเล่าในหนังสือที่ผมอ่านมา สำหรับที่นี่มีจำนวนคนไร้บ้านมาก ซึ่งผมก็พอจะสามารถจะค้นหาคำตอบได้ด้วยตัวเองว่าทำไมที่นี่ถึงได้มีคนไร้บ้านเป็นจำนวนมาก เพราะบรรดาคนไร้บ้านเหล่านี้เค้าจะเก็บพวกกระป๋องต่างๆขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าถนนข้างๆสวนสาธารณะแห่งนี้จะมีรถมารับซื้อกันเลยทีเดียวและนั่นคือสิ่งที่ผมสังเกตุเห็น แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องเอามาเล่าให้ฟังคือ กิจกรรมหลังตื่นนอนของพวกเขา ก็คือ เค้าจะช่วยกันเก็บขยะรอบๆที่เขานอน ไม่ว่าจะเป็นก้นบุหรี่ เศษพลาสติกเล็กๆของฝาขวดน้ำ หรืออะไรก็ทั้งหลายก็ตามที่พวกคนที่มาเที่ยวหรือก็คือคนที่มีบ้านทั้งหลายมักง่ายทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า (ใครบอกว่าคนญี่ปุ่นไม่มีคนมักง่ายผมขอเถียงเลย เพียงแต่ว่ามีน้อยมากจริงๆ) รวมถึงการเอาไม้กวาดมาใช้กวาดพื้นที่ของสวนสาธารณะ ซึ่งในตอนแรกผมนึกว่าเป็นคนของสวนสาธารณะ ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนผมก็เห็นเป็นอย่างนี้ทุกที่จริงๆ พวกเขาจะช่วยกันทำความสะอาดสถานที่ๆถูกเรียกว่าสวนสาธารณะ แต่สำหรับพวกเค้าแล้วเค้าอาจจะเรียกที่นี่ว่าบ้าน.... 

 

 

 

 





 

 

 

 

 

 














สองรูปแรก คือรูปที่ถ่ายจากสวนอุเอโนะ ส่วนรูปที่สามคือที่นอนของผมในคืนแรก นอนใต้เก้าอี้นั่นแหละ  
    หลังจากที่เก็บข้อมูลของสวนสาธารณะแห่งนี้เรียบร้อย เป้าหมายต่อไปที่สำคัญของผมก็คือการเดินทางไปซื้อตั๋วคอนเสริ์ตที่ Harajuku ....   
    ตอนต่อไปผมจะพาไปยังที่ๆผมเรียกว่า บ้านของผมในญี่ปุ่น

No comments:

Post a Comment