Monday, July 19, 2010

ปาย..หงอย ปาย..เหงา Pai un-love

    กลับมาที่ปายกันต่อครับ ตอนนี้ผมมีปัญหาเรื่องที่พักอีกแล้ว ลำพังไอ้ข้อมูลที่มีอยู่ใน A4 รายชื่อเกสเฮ้า
ที่เตรียมเอาไว้ เป็นสิบๆที่ มันเยอะขนาดที่ว่า สามารถอยู่ที่ปายได้เป็นเดือนโดยไม่ซ้ำที่ทีเดียว มันใช้ไม่ได้
โทรไปไม่มีคนรับ มันเยอะจัดจนหาไม่เจอ ตะวันจะตกดิน เจอแต่ราคาที่แสนแพงเกินงบทั้งนั้นเลย - -"
    ไม่เคยมาปายแถมยังโผล่มา ตอนเกือบมืดอีก นี่คือจุดผิดพลาดอย่างหนึ่งที่ผมไม่ทันคิดถึง
ใกล้ดึกยิ่งกดดัน ผมใช้เวลาเดินหาที่พักหลายชั่วโมง แถมหลงทางอีก จนท้องฟ้ามืดมิด ชายหนุ่ม
ท่าทางบอบบาง ร่างเล็ก คล้ายนักร้อง J-pop แต่ใบหน้าคล้าย นักร้องบอยแบน เกาหลี .... แนะนำถ้าใคร
อ่านมาถึงประโยคนี้ได้ ไม่ระคายเคืองตาและลำคอ และคันส่วนที่ใช้เดิน แสดงว่าคุณมีภูมิต้านทานที่ไม่
ธรรมดาเลยทีเดียวนะ 555+
    ในระหว่างที่ผมกำลังสับสนปนเหนื่อย จากการเดินขึ้นดอยเมื่อวันก่อน มันทำให้รู้สึกไม่ดีกับปายเหมือน
ดังที่คิดไว้ตอนแรก ไม่เห็นจะน่าเที่ยวเลยว่ะ โครตลำบากเลย (คนพาล ดูไว้เป็นงี้ ) ทันใดนั้นเองในซอย
เปลี่ยวที่มีแสงไฟเพียงเล็กน้อย ข้างหน้าถัดไปอีกแค่ราว สามสิบเมตรจะถึงทางออก มีรถมอเตอร์ไซด์สีดำ
คันหนึ่งขับเข้ามาใกล้ๆ และค่อยๆชะลอ คนขับเป็นชายผิวขาว มีพุง ดูภูมิฐาน แถมด้วยสาวซ้อนท้าย 
    คำเปิดสนทนาก็เริ่มขึ้น Hello Hi สวัสดี อะไรๆต่อมิอะไรลอยกันมั่วไปหมด 555+ ได้ความว่า ชายคน
นั้นเป็นฝรั่งแก่คนหนึ่งส่วนสาวที่นั่งประดับท้ายเป็นเด็กสก๊อยก็เป็นสาวประเภทสอง มาชวนผมไปนอนด้วย
ไม่ผิดหรอกครับ  แต่ .... เค้าบอกว่าเค้ามีห้องพัก สนมั้ยคืนละ 350 บาท ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรเพราะ
แกเล่นพูดไทยคำอังกฤษคำ ลำพังหนุ่ม K-pop อย่างผม ถ้าพูดเกาหลีทุกคำผมคงฟังรุเรื่อง - -"
ยังไม่อายนะเนี่ยที่พิมพ์มาถึงขนาดนี้ และสิ่งที่ผมตัดสินใจไปกับเค้าคือคำว่า tea free coffee free จะเอา
ไปทำไม(วะ)ยังแอบนึกอยู่ ฝรั่ง(แก่)คนนั้นไล่สาวคนนั้นลงแต่ให้ผมซ้อนท้ายไปแทน จากตัวเมืองวิ่งออก
ออกมาข้างนอก ไฟเริ่มหาย กุจะรอดมั้ยเนี่ย รู้งี้ไม่น่ามาเลย แต่ไม่ทันแล้วดันโดดขึ้นมาซะแล้วจะโดดลง
ก็ใช่เรื่อง แล้วถ้าเอาตูไปขายให้สมาคม สาวมีลูกกระเดือกพวกนั้นล่ะ ชีวิตชั้น จบลงแล้วว
    พอมาถึงที่บ้านทรงไทยประยุกต์ หลังนั้นในซอยนั้นผมได้เจอสาวมีลูกกระเดือกอีกคน
รวมเป็น 2 แล้ววฉันๆๆๆ สงสัยคืนนี้จะไม่รอด  เพราะพี่สาวแนะนำให้มาปาย ฮือๆๆๆ T T
 แต่ว่าอะไรๆมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น 
    ตาฟริ๊ก แกเป็นคนต่างประเทศ แกมาอยู่เมืองไทยได้เกือบสิบปี ที่นี่เป็นเกสเฮ้าของเขา ส่วนไอ้ผู้หชิง
สองคนนั้นดูยังไงๆก็คงไม่ใช่ บุตรบุญธรรมแน่ๆ แต่มันก็เรื่องของเขา ตาลุงฟริ๊กเป็นฝรั่งที่อัธยาศัยดีไม่เบา
พูดไทยได้มากอาจเป็นเพราะแกอยู่เมืองไทยมาหลายปี แถมยังได้แฟนเป็นคนไทยอีกสองคน 555+
    ที่นี่เป็นเกสเฮ้ามีหลายห้อง แถมมีบ้านหลัง บังกะโล ให้เช่าไม่ไกลจากตัวเมืองมาก
เดินเท้าราว 5 - 7 นาทีก็ถึงตามความยาวของขาใครขามันนะ 
     ก่อนออกมามีคำเตือนจากสาวๆของบ้านหลังนั้นว่า พี่ เดินข้างนอกคนเดียวระวังนะ เฮ้ยๆๆไม่ใช่เค้า
บอกว่าแน่ใจแล้วหรอใส่ขาสั้นออกไปเดินอ่ะ เพราะมันจะหนาวนะ ผมเลยบอกไปว่า ผมไม่หยั่นหรอกครับ
แค่นี้ เพราะผมเพิ่งลงมาจากดอย อากาศที่นี่ยังชิวกว่ามาก วะฮ่าๆๆๆ 
     
     ในตัวเมืองปาย อาจจะสวยเหมือนในโปสการ์ด ของข้างทางขายบนถนนคนเดิน คืนนี้เป็นคืนวันศุกร์
แห่งชาติ คนไม่มากแต่ก็ไม่น้อย ของตั้งขายบนทาง ของกิน ที่ระลึก ปาย ปาย ปาย ปาย ปาย และปาย
ถ้าผมเอาของที่ระลึก เกาะพีพี มาขายคงขายไม่ออก 
     เคยมีคนบอกว่าปายตอนนี้มันจะเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองป้ายแล้วเพราะป้ายเยอะมากก
ที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก นอกจากการหาของฝากใครซักคนหรือหลายคนที่นึกถึง โปสการ์ดให้เพื่อน
ปฏิทินแขวนอันเล็กๆให้คนคุ้นเคย แต่ไม่มีของฝากสำหรับคนรู้ใจเพราะยังไม่มี การมาที่นี่คนเดียว
ถึงแม้ว่าคุณจะมีจิตใจเข้มแข็งแค่ไหน ความเหงามันก็สามารถเค้ามาจู่โจมคเราได้แม้ว่าเรา
จะตั้งการ์ดอย่างดี แต่เชื่อเถอะยังไงก็แตก ที่นี่มันเหงาเกินไปที่จะเดินคนเดียวผมขอยืนยันด้วยเกรียติ
ซ้ายมีคู่ ขวามีคู่ หน้ามีคู่ กลังก็มีเป็นกลุ่มๆ แต่มีเรากลับต้องเดินคนเดียวเท่านั้น แต่บางที บางหนทาง
ขอให้เป็นเส้นทางที่เราเลือกมันอย่างมั่นใจ เราจะไขว้เขวไม่นานหรอกเชื่อผมดิ เส้นทาง โสดสนิท 555+
      
      คำบางคำต่อไปนี้ อาจให้เด็กต่ำกว่า 18 อ่านได้แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากผมก่อน(pm เบอร์โทร
พร้อมรูปถ้ายมานะครับ ^ ^ ) คำบางคำอาจไม่สุภาพนักแต่ก็คุัดออกมาจากสมุดเล่มนั้น เพื่อความสมจริง
ของอารมณ์เหงา เงียบๆคนเดียว

        ใครซักคนที่พิเศษกว่า 
  ไม่น่ากินชาของตา ฟริ๊กเลย นอนไม่หลับต้องมานั่งพ่นใส่สมุดนี้ ฟุ้งซ่านโครตเลยตอนนี้
ข้างนอกแม่งหนาว แต่ข้างในแม่งเหงา นี่กรูนั่รถให้มันบดริดสีดวงจนสึกเพื่อมาหาความเหงาหรือไงวะเนี่ย
 เตียงแม่งก็กว้าง กรูเจือกนอนคนเดียวอีก 

         ณ. ห้องพัก ณ ปาย 
     เหงา.... ปายอาจเป็นที่สำหรับคนมากกว่าหนึ่งมาเที่ยว
เรามาเพียงคนเดียว อาจทำใ้เหงาได้ ที่นี่ห้องพักกว้าง เตียงกว้าง อากาศก็แสนสบาย
แถมผ้าห่มยังอุ่นอีก แต่กลับเหงาโครต  เต๊นท์แคบๆอาจจะเหมาะกับเรามากกว่า
ห้องนี้ที่ปายอาจจะดูกว้่างเกินไปสำหรับคนๆเดียว
     ต่อไปถ้าจะมาปาย ตรูจะไม่มาคนเดียวอีกแล้ว จะไม่นอนเกสเฮ้าที่มีเตียง
กว้างๆอย่างนี้อีกแล้วว   เหงาโว้ย...!!!!
     โครตอยากให้ใครคนนั้นมาอยู่ข้างๆตอนนี้ คนที่พิเศษกว่าใคร คนที่ฉันไปบอกรักเบาๆ
บนยอดดอยอินทนนท์ ไม่รู้นะว่าเธอจะได้ยินหรือเปล่า
     กรูก็เพ้อไปงั้นแหล่ะ  เพราะใครคนนั้น บางทีเธอไม่เคยมีอยู่จริง ... 
ปล.อากาศหนาวเป็นอันตรายต่อความโดดเดี่ยวเพราะมันทำให้เราฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ





ที่พักแสนสบายและแสนเหงาเกินทน - -'











ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปปายมานะครับ เพราะว่ามันเหงา จนไม่สามารถถ่ายได้เลย (อ้าง) 555+
สิ่งสำคัญสำหรับการไปเที่ยวปายคือแผนที่นะครับ เดี๋ยวครั้งหน้าจะเอาข้อมูลมาให้นะ ^ ^
* ซวยแล้วกุ ลืมใส่กางเกงนอนหลายๆชั้น - -" *

เพลง ปายหนาว ฟังแก้หนาว เอาไว้เสียดสีความโดดเดี่ยวได้ดีนักแล ^ ^

ข้อมูลเมืองปายครับ เอาไว้หาแผนที่ เวลาเดินจะได้ไม่หลงนะ 

Sunday, July 18, 2010

ไป ปายย

   ไม่ได้ไล่คนอ่านให้ไปไหน แต่จะชวนไปเที่ยวเมืองปายต่างหาก

    จากสามแยกจอมทองเราก็ขึ้นรถสองแถวสายเดิมคือ เชียงใหม่ - จอมทอง เพื่อที่จะกลับไปยัง
ตัวเมืองเชียงใหม่ และเจ้ารถสองแถวสายนี้ก็จะพาเราไปส่งที่ขนส่ง ช้างเผือก แต่ยังไม่ใช่ครับ
เป้าหมายจริงๆสำหรับการต่อรถไปปายคือ ขนส่งอาเขต จากที่ขนส่งช้างเผือกให้หาสองแถวแดง
ที่อยู่ในขนส่งนั้นแหล่ะครับ จะมีคิวรถอยู่ ให้ถามเค้าว่าไป อาเขตรึเปล่า และเท่าไร (สำคัญ) และ
ให้มองหารถที่มีผู้โดยสารนั่งแล้ว เท่านั้นนะครับ กันโดนเหมาจ่ายกับเรา แต่พอวิ่งไปซักพักรับคนเพิ่ม
แถมเราต้องจ่ายในราคาที่ตกลงไว้อีก 

   รถออกบ่ายสอง แต่มาถึงเที่ยงนิดๆ คำแนะนำสำหรับการเดินทางไกล ให้หาอะไรใส่ท้องไว้นะครับ
อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เพราะมันจะทำให้เราเกิดอาการเมาพาหนะ และที่สำคัญให้งดแอลกอฮอล์ด้วย
นะครับเพราะนอกจากจะทำให้ เมาเหล้า อาจจะมี อาการเมารถแถมอีกด้วย - -"
    รถที่จะไปปายมีสองประเภทครับ คือ รถบัสธรรมดาขนาดใกล้เีคียงรถมินิบัสที่วิ่งในกรุงเทพฯ
และก็รถตู้ปรับอากาศ ซึ่งจองตั๋วได้จากที่เดียวกัน สนราคา ค่าโดยสาร รถธรรมดาก็ ราคา 72 บาท
ส่วนรถตู้ปรับอากาศจะอยู่ที่ 150 บาท ใช้เวลาต่างกันราว 1 ชม.นิดๆ ( สามารถใช้บัตรลดราคาที่ทำไว้
กับ กห. ลดราคาค่าโดยสาร ธรรมดาจาก 72 เหลือ 36 บาทได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไม่สามารถใช้กับรถตู้
ได้นะครับ ) 
    ส่วนสภาพรถ ให้นึกถึงมินิบัสเก่าๆที่สุด ในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีชมพู แทนนะครับ
แต่คันนี้มันเป็นสีส้ม และก่อนขึ้นรถให้ดูเวลาดีๆนะครับ เพราะมันมีสองสายที่ใช้ ชานชาลาเดียวกัน
คือ เชียงใหม่ - ปาย - แม่ฮ่องสอน  กับ เชียงใหม่ - แม่สะเรียง - แม่ฮ่องสอน ซึ่งผมได้ยินคำร่ำลือมาว่า
ไอ้สาย แม่สะเรียงนี่วิ่งกันข้ามวันข้ามคืนข้ามวันกว่าจะถึงที่หมาย เพราะมัันไกลมากกก และที่จะบอกคือ
ผมเกือบนั่งรถผิด โชคดีที่วันนั้นคนเยอะ เลขที่นั่งมันทับกันเลยทำให้รู้ว่าผมนั่งผิดไม่งั้นป่านนี้ คงมีคนได้
กินกล่ำปลีที่ อูรูมิจังเป็นคนปลูกแล้ว 555+
    บนรถตู้ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ และ ชาวไทย ส่วนรถธรรมดา จะเป็นต่างชาติและ
ชาวไทย(ภูเขา) เสียเป็นส่วนใหญ่ บางทีที่นั่งข้างๆคุณอาจไม่ใช่ ฝรั่งมังคุด ไม่ใช้แม้วหรือม้ง แต่มันคือ
ลูกชิ้นครับ ที่ปายเค้าใช้ส่งเสบียงอาหารไปกับรถโดยสารแบบนี้แหล่ะนะ - -"
    ถ้าคุณเคยเห็นรถบัสธรรมดาสีส้ม หวานเย็นล่ะก็ มาที่นี่คุณคิดผิดครับ ไม่น่าเชื่อไอ้รถเก่าๆขนาดนั้น
ผมว่ามันวิ่งได้ 130 อัพ เพราะนึกว่านั่งรถแข่ง แซงทุกคัน มั่นใจทุกโค้ง (ที่ราบ) รถใช้เวลาเดินทางราวๆ
3 - 4 ชม.นะครับ แล้วแต่จำนวนน้ำหนักบนรถ และรถมันจะมาวิ่งช้าก็ตอนที่อยู่บนเขาล่ะครับ ช้ามากๆๆ
แถมทางยังโค้งได้น่ากลัว เพราะมันโค้งแบบ S + S +S นี่ถ้าคนขับหันไปตีเทนนิส ถ้าจะเสริพ S ได้หลาย
      สภาพเส้นทางเป็น ป่าที่ถูกสวมกอดด้วยภูเขาแถมทางลาดชันยังพยายามมาขี่คออีก แผงกันถนนก็ไม่มี
ไม่อยากจินตนาการถ้ามีผมพลาดตกลงไปบางจุด ก็คงไม่ได้มานั่งพิมพ์อยู่ตรงนี้หรอกครับ 
      ระหว่างทางจะมีที่จอดรถมี ร้านอาหาร และห้องน้ำ ถ้ารถมาจอดจุดนี้ให้พึงละลึกไว้ว่า คุณได้เดินทาง
มาถึงครึ่งทางแล้วนะครับ 
       เขาว่ากันว่าการเดินทางมักมีเรื่องตื่นเต้นเสมอๆ โดยเฉพาะการเดินทางครั้งแรกๆ ดังนี้ 
 สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โปรดใช้ วิจรณญานในการอ่าน -*-
       บนรถหวานเย็นสาย เชียงใหม่ - ปาย - แม่ฮ่องสอน ถัดไปข้างหน้าผมสองเบาะ มีผู้หญิงคนหนึ่ง
อายุราวๆ สิบปลายๆ หรือ ยี่สิบต้นๆเธอ ไม่ได้นั่งอยู่ที่เบาะครับ ผมมองไม่เห็นเธอมาพักใหญ่แล้ว
เธอหายไปไหนวะ อ๋อเธอนอนราบไปกับพื้นเบาะนั่นเอง แต่ว่ามันไม่จบแค่นี้เรื่องที่น่าตื่นเต้นคือว่า
เธอนอนไปได้ซักพักใหญ่ เด็กรถที่คอยแอบมองเธอยู่จนผมสังเกตุได้ เค้าได้เดินไปที่เก้าอี้ของหญิงสาว
คนนั้นซึ่งหลับอยู่ แล้วเด็กรถคนนั้นก็....... 
      ตื่นๆ เด็กรถคนนั้นพยายามปลุกผู้หญิงแต่ว่าเธอคนนั้นกลับไม่ตื่น เขาพยายามปลุกเธอจนเสียงดัง
ลั่นรถแต่เธอไม่มีทีท่าว่าจะตื่น เอาล่ะเว้ยยยย ซวยแล้ว ผมนึกในใจ คนในรถต่างแตกตื่นแต่ไม่รู้ว่าเค้่า
จะนึกในใจเหมือนผมรึเปล่าแต่ผมแน่ใจว่ามีอยู่สองคนที่นึกเหมือนกันผม คือ คนขับรถและเด็กรถ
จากหนึ่งคน กลายเป็นสองคน สามคนสี่คนจนกลายเป็นเกือบทั้งคันรถที่ช่วยกันปลุกเธอคนนั้นและคอย
เอาใจช่วยให้เธอตื่นขึ้นมา   ... ลืมตาแล้ว ผมโล่งอก คนในรถคงไม่ต่างจากผมเท่าไร แต่ว่าสภาพเธอ
กลับดูแย่มากๆ เธอลืมตาไม่ค่อยขึ้น ดูเบลอๆ คุยไม่รู้เรื่อง มาจากไหนก็ตอบไม่ได้ แถมคนขับยังดันพูด
ออกมาอีกว่าเคยมีคนตายบนรถสายแม่สะเรียงด้วย กุๆๆๆ นี่กุมาเที่ยวทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
ถ้าคุณเป็นคนขับคุณจะทำอย่างไร ไปต่อ หรือกลับ 
    แต่คนขับทำท่าจะยังไม่ขับต่อไป และ จะพยายามทิ้งเธอลงที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งบนเขา แต่เธอ
ก็ไม่ยอมลงไป ทำให้รถต้องจอดอยู่พักใหญ่ ...
     แต่ว่าในวิกฤตย่อมมีพระเอกมากอบกู้ พระเอกคนนี้ไม่ได้หล่อเหมือนแบรดพิต คีอานูรีฟ แต่เป็น
คนอายุราวๆ 50 ปลาย 60 ต้น ไว้หนวดยาวรุงรัง แถมแกยังใช้โรลออนกลิ่นละมุดอีก กุๆๆๆ
      พระเอกของเราคนี้ เดินเข้าไปกระชากผมผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาแล้วลากไปตามตามพื้นรถ
พร้อมกับถีบร่างเธอลงจากรถ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของ ฝรั่งมังคุด ม้งและแม้ว โอ้ววโน กรี๊ดๆๆ .....
      พิมพ์มาตั้งเยอะจะบอกว่าผมล้อเล่น จริงๆแล้ว ลุงแก้แค่กระชากผมเธอคนนั้นขึ้นมา แล้วก็นวดที่
ผมเธอพร้อมกับเอายาดมที่ผมเตรียมไว้ใช้เผื่อ อ๊อก (แต่ไม่อ๊อก) ให้ดม ลุงแกพูดออกมาเป็นภาษาที่
ฟังดูรู้ว่าไม่ได้เกิดและโตที่กรุงเทพฯ บอกว่าต้องนวดหัวให้เลือมันไหลเวียน ลุงนวด เราเอาใจช่วย
จนในที่สุดเธอก็คุยรู้เรื่องจนได้ เธอบอกว่าจะลงที่ปาย ที่เดียวกับผม ลุงแกบอกว่า อีหนูนี่เมามาก่อน
ทำให้เป็นแบบนี้ ฉะนั้น อย่าเอาแอลกอฮอล์เข้าท้องนะครับ มันอันตรายเวลาขึ้นเขา อากาศมันยิ่งน้อยๆ
แค่นี้ก็ทำให้ร่างกายลำบากพออยู่แล้วว อย่าไปเพิ่มภาระให้ร่างกายอีกเลย 

    กว่าจะถึงปายก็เกือบห้าโมงกว่า ที่นี่ที่ไหน ดูสับสนวุ่นวายไม่เบา บรรยากาศคล้ายๆกับข้าวสารในมุม
เงียบๆ ถนนเริ่มมีร้านขายของแล้วล่ะ คนเริ่มออกมาเดินเที่ยวเล่น รถวิ่งเข้าไปในถนนแคบๆของตัวอำเภอ
ปาย แหวกฝูงชน แหวกผู้คน แหวกร้านค้า รถวิ่งช้า ชีวิตรอบๆข้างก็เคลื่อนไหว ช้าบ้างเร็วบ้าง ตามจังหว่ะ
ในหัวใจของแต่ละคน เอาล่ะถึงที่หมายแล้ว ผมจะเดินทางไปทางไหนต่อดีเนี่ย ...
   หาที่พักก่อนดีกว่า ที่นี่มีที่พักมากมาย ขอตัวไปหาที่พักก่อนนะครับ ^ ^





ไปขโมยรูปชาวบ้านมาครับ ไม่มีรูปที่ปายมาเลยอ่ะ 
เลียนแบบ ปาย อิน เลิฟ เลยนะเนี่ย ^ ^


















 72 บาท ลด เหลือ 36 บาท เจ้าค่ะ 
นั่งไม่สบายแต่ได้ บรรยากาศ ฝุ่น แถม
ด้วยกลิ่นไอแม่ฮ่องสอนเต็มๆนะครับ 
รูปนี้ก็แต๊บมาจาก ท่านกุเหมือนเดิม - -







ปล.ไปปายเสียดายไม่ อ๊อก 762 โค้งไม่ทำให้นำพา เสียดาย ยาดม ยาลม ยาหม่อง ถุงก๊อปแก๊ปไม่
ได้ใช้เลย 555+ แบบ ทำอาชีพที่เค้าว่ากันว่า คอและตับแข็งมากที่สุดในประเทศไทย . แต่เค้าไม่ดื่มนะ ^ ^
ปล.2 มาปายตามคำเชิญชวนของพี่สาวคนหนึ่ง นะเนี่ย .

Friday, July 2, 2010

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนจบ

     อยากรู้มั้ยทำไมผมถึงเดินขึ้นดอยอินทนนท์ เพราะผมวิ่งขึ้นไม่ไหวน่ะสิครับ - -"
ไม่ใช่หรอกครับ ผมอยากทำเหมือนพี่ชายคนหนึ่งที่เป็น ทหารอากาศ เค้าเคยเอามาโพสในเวปว่าเค้า
เคยทำสถิติจากตียดอยขึ้นสู่ยอดดอยใช้เวลา 11 ชม. แต่ว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมอยากทำตามคือ
เดินด้วยเท้าขึ้นดอย ซึ่งปกติไม่ค่อยมีคนไทยปกติที่ไหนเค้าทำกัน - -" แต่เป็นสิ่งที่ผมอยากทำ
ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เดินขึ้นดอยอินทนนท์ 
     หลังจากที่นอนเต้นท์มาคืนหนึ่ง กับหลังวันนี้อีกคืนหนึ่ง จะบอกว่าที่นี่หนาวมาก
โดยเฉพาะช่วงตี 4 - 8 โมงเช้า ตอนนี้อุณหภูมิจะอยู่ราวๆ 8 องศา แน่นอนครับมันเป็นเลขตัวเดียว
ทั้งที่ก่อนนอน อุณหภูมิจะอยู่แค่ 20 นิดๆเอง แน่นอนว่าลำพังถุงนอนใบเก่าที่ใช้ตั้งแต่คราวไปญี่ปุ่น
ที่โฆษณาว่า Risk ที่ 8 องศามันใช้ไม่ได้จริง และก็ กางเกงยีน + กางเกงวอร์ม + ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ
+เสื้อยืดทุกตัวที่มีในกระเป๋า 5 ตัว+เสื้อผ้าร่มไว้กันลมตนขี่มอไซด์ก็ไม่สามารถป้องกันผิวกายอันแสน
จะบอบบางไม่ให้อากาศหนาวเสียดแทงชั้นไขมัน ที่มีอยู่น้อยนิด หนาวววว!!! จนนอนไม่หลับ
พอเริ่มเข้าตี 4 ปุ๊ป ผมจะต้องตื่นขึ้นมาเพราะมันหนาวจนนอนไม่หลับ เพราะความเย็นมันซึมทะลุผ่าน
ชั้นเต้นท์ทางพื้นดิน มันผุดขึ้นมาทางนั้น ไม่ไหวจริงๆแฮะสงสัยกลับไปต้องถอยถุงนอนใบใหม่ - -
    แล้วก็ที่นี่มีห้องน้ำหลายแห่งแต่ตรงที่ผมไปกางเต้นท์จะเป็นห้องน้ำใหม่ ซึ่งตรงห้องน้ำคนพิการเค้าจะ
มีเครื่องทำน้ำอุ่นไว้บริการด้วย แต่เพราะความไม่รู้ ผมไม่เคยอาบน้ำอุ่นเลยซักวัน ดังนั้นกิจกรรมที่ผมท้า
ที่นี่คือการอาบน้ำ ที่อุณหภูมิห้องต่ำกว่า 9 องศา และแน่นอนว่าอุณหภูมิน้ำปะปา(มาจากน้ำตก)รับรองว่า
ใกล้เคียงจุดเยือกแข็งแน่ ซึ่งผมต้องอาศัยความแมนมาก + หน้าด้านทุกครั้งในการอาบน้ำตอนเช้า 555+
(ก็ไม่เห็นเครื่องทำน้ำอุ่นจริงๆอ่ะ T T) 
     ที่นี่มีร้านอาหารชาวเขาอยู่ร้านหนึ่งใกล้ๆ ลานสน ตั้งอยู่บนเขายกสูงมากกกก ข้างล่างคือแปลงผักแบบชาวเขา
เป็นวิวมุมสูงที่สวยไปอีกแบบ ผมไปอุดหนุนแทบทุกมื้อ ราคาปกติคือ ราวๆ 35 บาท
คือราคานักท่องเที่ยว แต่พอกินไปได้ซักสองมื้ออาหาร ราคาจะลดลงมา 5 บาทเท่าราคาคนพื้นที่ 555+
เวลาคุยกับเค้าอาจฟังยากซักนิด คล้ายในทีวีแต่ฟังยากกว่ากันเยอะ - -
     ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขา และมีโครงการหลวงปลูกดอกไม้เมืองหนาว และมีถนนรอบหมู่บ้าน ผมได้ลอง
เดินดูชีวิตชาวบ้านตอนเย็นๆ เด็กๆผู้หญิงชาวเขาก็น่ารักดีนะครับ 555+ ที่นี่ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย
มีร้านขายผัก รถขายไข่ ร้านเมล็ดพันธ์ขายปุ๋ย และก็มีร้านเกมส์ออนไลน์ เข้ ... ใครเอามาเปิดฟระ 555+
      ที่สุดปลายถนนเส้นนี้เป็น บ้านโครงการหลวงทำเลสวยอยู่บนเขา วิวงามมาก แต่ผมไม่รู้ว่าเปิดให้คน
นอกเข้าพักหรือเปล่า เลยไปอีกนิดสุดถนนจริงๆจะเป็นน้ำตก 2 สายที่ไหลลงมาจากหน้าผา สวยงามมากๆๆ
และที่ข้างล่างจะเป็นสวนที่เค้าจัดเอาไว้สวยมากๆๆๆๆๆ (ใช้เปลืองไปนิด) อาจจะต้องเสียเงินค่าเข้าถ้ามาในเวลาแต่ผมเดินเล่นมาตอนเย็นอากาศกำลังเย็นสบาย ถ้าได้มาเดินกับคนที่รู้ใจ(ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน)
คงจะสุขใจดีไม่น้อย อากาศยามเย็นที่นี่ดีจริงๆครับ แต่ตอนเช้าเหมือน ตู้เย็นแตก 555+

เอาล่ะบ่นมาพอแล้ว ต่อไปจะลอกมาจากสมุดบันทึกแล้วนะ ....
       พุธ 10 ก.พ. 53   12:35 ตอนนี้อยู่บนจุดชมวิวก่อนถึงยอดดอยอีก 6 กม.
อากาศเย็นสบายดี แต่ปวดขามากๆโดยเฉาะข้อเท้าขวา และต้นขาซ้าย ไม่รู้ว่าจะลากเอาขาตัวเองขึ้นไป
ถึงข้างบนเมื่อไร เฮ้ออีกนิดเดียวก็ถึงยอดแล้ว มีคนมาเรื่อยๆเลยแฮะ ไปต่อดีกว่า

         อีก 4 กม.สุดท้ายอย่างกับนรกแตก โชคดีที่แก้ผ้าพันจากที่ต้นขามาที่ข้อเท้าขวาเรียบร้อย ไม่งั้นเดินไม่ได้แน่ตรู
     ณ จุดสุดยอกบนดอยอินทนนท์ น้ำตาจะไหล แม่มไม่มีอะไรเลย 555+ แต่นะอุตสาห์เดินขึ้นมาแล้ว
นี่นาตรู ก็เลยต้องทำภารกิจที่ตั้งใจเอาไว้คือบอก.. กับใครบางคนเงียบๆในใจ สิ้นสุดกับภารกิจที่ตั้งใจจะมาทำ ถึงแม้ไม่สามารถทำลายสถิติของพี่ชายทหารอากาศคนนั้นได้ แต่ก็นนะสามารถเอาชีวิตขึ้นมาจนได้ แต่ถึงงั้นลงมาแทบจะเป็นหวัด ตัวร้อน สงสัยอากาศเย็นๆชื้นๆ ที่หายใจเข้าไปตอนเดินขึ้น แสบจมูกจริงๆเลย  พรุ่งนี้ชีวิตจะนี้ชีวิตจะเดินไปทางไหนต่อดีฟระกรู ไปข้างหน้า ไปต่อไปเรื่อยๆ
ปล.อุตส่าห์เดินขึ้นมาขอแฟนถึงข้างบนเชียวนะ 









จุดชมวิว












นรกเริ่มแตก(ขาแตก)ที่นี่ แต่ที่นี่มีที่
เที่ยวด้วยนะครับเป็นที่เดินชม ธรรมชาติ
กิ่วแม่ปาน


















จุดชมวิว


















เห็นหลัก กม.นี้แล้วน้ำตาพาลจะไหล
เสียให้ได้ - -.













เห็นป้ายนี้น้ำตาไหลเลย 555+ เดินมาสองวัน
มาดูป้ายแค่เนี้ย T T















จริงคือพวกนี้ต่างหากล่ะ

















ป้ายนี้













แล้วก็หมุดอันนี้ที่ผมมาบอก..ใครคนนั้น















ทางลง ที่ศึกษาธรรมชาติ อ่างกาเป็นป่าพรุ
ที่อยู่บนเขา อากาศเย็น ตลอดปี















เดินตามทาง
















สวยและหนาวเย็น ไม่เหมาแก่การเดิน
คนเดียวอย่างยิ่ง














จะใหญ่ไปไหน














ขากลับโบกรถกลับครับ เดินกลับไม่ไหว
แฮๆๆๆ ได้พี่ ผู้ชาย ผู้หญิง กรุณาเก็บลง
มา เป็นครั้งแรกนะเนี่ยที่โบกรถ ^ ^
ครงนี้เป็นด่านที่ 2 ของ อช.ครับ







ปล.เดินขึ้นมาถึงเข้าห้องน้ำ มีสาวๆฝรั่งสงสัยจะเห็นตอนมาคลานขึ้นมา ยกนิ้วโป้งให้น่าจะหมายความว่า
ยูยอดเยี่ยม แต่ผมอยากจะบอกกับ เธอฝรั่งคนนั้นว่า ไอย่ำแย่ จะตายอยู่แล้ว -*-

ขอสรุป เลยนะครับ 
เส้นทางใช้ทางหวลวงหมายเลข 1009 
จาก สามแยกจอมทองแม่แจ่ม - วัดแม่กลาง ระยะทาง 8 กม.
ด่านตรวจอุทยานแห่งชาติ กม.ที่ 8.2  
มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว กม.ที่ 9
น้ำตกวชิรธาร กม.ที่ 20.8
ที่ทำการอุทยาน กม.ที่ 31 บ้านพักและลานกางเต้นท์ โครงการหลวง กม.ที่ 30.5
ด่านตรวจที่สอง กมที่ 37.5
จุดชมวิว กม.ที่ 41 
พระมหาธาตุ กม.ที่ 41.5 (ของกองทัพอากาศ ค่าเข้าชม 40 บาทมั้งครับจำไม่ได้ 555+ ไม่ได้เข้า )
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน กม.ที่ 42 
ยอดดอยอินทนนท์ กม.ที่ 48

เคยอยากบอกรักใคร บนจุดที่สูงสุดของประเทศไทยมั้ยครับ ^ ^

ป้ายหน้าเจอกันที่ปายนะครับ.... ปายหงอย