Sunday, March 29, 2009

Go Go Fujisan จบตอน

  นอน 4 ทุ่มตื่นตี 4 เป็นอย่างนี้ทุกๆวันตั้งแต่วันที่มาถึงญี่ปุ่น และดูเหมือนมันจะกลายเป็นกิจวัตร
ไปซะแล้ว ที่นี่ตี 4 แต่ที่เมืองไทยตี 2 ผมเลยลองคิดเล่นๆนะว่ถ้าเกิดผมลองโทรกลับเมืองไทยไป
อรุณสวัสดิ์ ใครซักคนหนึ่ง เค้าจะเซย์อรุณสวสดิ์กลับมามั้ยน๊า....
  ตื่นแต่เช้า อากาศมันก็เลยต้องหนาวแต่เช้า ถ้าจะให้เปรียบเทียบที่นี่ก็น่าจะคล้ายๆกับเมืองกาญจน์
บ้านเรา คือ กลางวันร้อนตับแลบ แสบม้าม ส่วนกลางคืนหนาวจนแทบขนจะหดลงไปในรูขุมขน
  อากาศยังหนาวขนาดนี้ ไม่ต้องบอกเลยว่ามันทรมานแค่ไหนในการไปล้างหน้า แปรงฟันแต่ละทีใน
ห้องน้ำสาธารณะ น้ำโดนหน้าหน้าชา แปรงฟันทีแทบจะถอนฟันได้เลย เพราะชาไปทั้งปาก
  ส่วนมื้อเช้าของผมน่ะหรอก็เหมือนเดิมล่ะครับ ข้าวปั้นจากร้านสะดวกซื้อ กับ นมสดอีก 1 กล่อง
ไว้คราวหน้าผมจะมาแนะนำใส้ข้าวปั้นนะครับ
  เวลาเหลืออีกกว่า 24 ชม.เป็นคุณๆจะทำยังไง ถ้าถามผมผมจะบอกว่า นอน ดีกว่าเพราะการนอน
เป็นการล้างผลาญเวลาได้ไวที่สุด ยิ่งนอนนานเวลาก็ยิ่งผ่านไปมาก โชคดีที่ผมค่อนข้างสันทัดในเรื่อง
การนอนมากเป็นพิเศษ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่เด่นอันดับต้นๆเลยนะเนี่ย
  โชคดีที่ใกล้ๆกันนั้นมีสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้แอบเหล่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ใช้เวลาเดินเท้าแค่ 40 นาที
ก็ถึงแล้ว สนามหญ้าที่นี่ติดกับริมทะเลสาป มีต้นไม้ขนาดคอยบังแดดให้ มีลมของฤดูใบไม้ผลิพัดเบาๆ
(แต่เย็นนะ) ผมใช้เวลากับพื้นหญ้า สายลม ทะเลสาปตั้งแต่ ยังไม่ 10 โมงจนถึงเกือบบ่าย 4 โมงเลย
นี่ถ้าผมยังไม่ตื่นมาก็คงคิดว่าคงโดนต้นไม้แถวนั้น ดูดแร่ธาตุไปเป็นปุ๋ยแล้ว
  ไม่ห่างจากตัวผมนัก มีนักท่องเที่ยวฝรั่งสองคนอยู่ด้วย ผู้ชายกำลังพยายามนอนอย่างที่ผมนอน แต่ถ้า
เค้ากลับถูกรบกวนโดยเพื่อนสาวที่มาด้วยกัน ผมนึกในใจโชคดีที่ตูไม่มีใครมาอยู่ด้วย ไม่งั้นคงจะแย่แน่
คำว่าโชคดีสำหรับผม บางคนอาจจะเรียกมันว่าความมีอิสระ ความโดดเดี่ยว หรือแม้แต่ความเหงา แต่ผม
เชื่อว่า ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเหงา เรากำลังโดดเดี่ยว และเราเข้าใจและยิ้มรับในความเหงาและโดดเดี่ยวของ
มันได้ด้วยความรักและรอยยิ้ม และเมื่อถึงวันหนึ่ง ที่เรากลับรู้สึกตัวว่าเราไม่เหงาเราไม่ได้โดดเดี่ยวอีก
ต่อไปแล้ว เราก็สามารถซึมซาบและเข้าใจมันได้มากกว่าแน่นอน ก็จะสามารถ มีความสุขในอีกรูปแบบ

แพร่มมามากแล้วครับ ไปเที่ยวกันมั่งดีกว่านะ






ทะเลสาป Kawakuchi

















อันนี้ก็ด้วย คนเค้าชอบตกปลากันจริงๆ

















แค่พท.เล็กๆกลางน้ำ เค้าก็เรียกกันว่า Shima (เกาะ)แล้ว














ทะเลสาปยามเช้า



















ทะเลสาปยามเย็น
















ที่กลางวัน(ที่นอนทั้งวัน)
















ภูเขาอะไรเอ่ย ลูกใหญ่ๆ

















อันนี้ถ่ายจากจุดชมวิวบนเขา
ที่มีเราเดินอยู่คนเดียว
(ตะกายขึ้นมา)













ถ่ายจากเขาไปที่ตัวเมือง


















สถานี Kawakushiko
















กลางคืนเปิดไปสวยมาก
ข้างนอกเป็น Bus terminal
ข้างในเป็น Train Station








 คืนนี้ผมเลือกมานอนที่เดิม คือสวนที่ๆมานอนกลางวัน เพราะที่นี่มีศาลาเล็กริมน้ำและยัใกล้ห้องน้ำ
อีกด้วย แต่ว่าเหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นจนได้ คือซิบถุงนอนมันแตก แน่นอนล่ะถ้ามันแตกก็หมาย
ความว่าเจ้าถุงนอนใบนนี้ไม่สามารถ ให้ความอบอุ่นกับเจ้าของมันได้ต่อไป แต่ก็ยังนับว่าโชคยังดี
อีกนิดที่ว่าถุงนอนมักมีซิป 2 อันซึ่งอันบนจะมีซิบทั้งนอกและใน ส่วนซิบสำรองอันล่างจะอยู่ข้างนอก
ซึ่งต้องใช้เทคนิคนิดหน่อยในการปิดถึงนอน ซึ่งคิดว่าคืนนั้นจะไม่รอดซะแล้วถ้าไม่ได้ซิบสำรองช่วย
 และเป็นโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่ผมเตรียม เข็มกับได้ติดมาด้วย ลมก็ลยจัดการเย็บซิบที่แตกให้ติดกัน
ถาวรซะ ถึงต่อไปซิปมันจะรูดไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ ถึงจะไม่สะดวก ปกติเข้าจากข้างๆถุง
ต่อไปต้องเข้าทางส่วนหัวแทนเหมือนพวกดักแด้ กระดึ๊บๆเข้ารังเลย เจ็บใจถุงนอนเจ็งๆ ซื้อมารูดขึ้น
รูดลงไม่กี่วันเองแม่มพังซะแล้ว เฮ้อ ....
  เด๋ยวคราวหน้าจะพาไปลืมหายใจ ที่โตเกียวทาวเวอร์นะครับ....

ปล.ของบางอย่างแม้มันอาจจะเป็นของที่ดูเล็กน้อย ไม่ค่อยมีประโยชน์นักในเวลาปกติที่เราสบาย
แต่บางเวลามันกลับมีประโยชน์มากกว่าเวลาปกติ ที่เรามองเห็นมัน ดังเช่นเข็มกับด้าย ดังนั้นของ
ทุกอย่างต่างก็มีประโยชน์ในตัวของมันเอง อยู่ที่ว่าเราพร้อมหรือต้องการที่จะใช้มันเมื่อไร อย่างไร
เท่านั้นเอง..... และบางทีคนที่เราอาจไม่เคยเห็นคุณค่า บางทีคุณค่าของเขาอาจจะมีมากกว่า
ที่เรามองเห็นด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว....
 

Monday, March 23, 2009

Go Go Fujisan ตอนแรก


  เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น คุณนึกถึงอะไรกันบ้างครับ  ... แต่สำหรับผมแล้วนึกถึง ดอกซากุระ ภูเขาไฟฟูจี สาวน้อยในในชุดนักเรียนกระโปรงสั้น ถุงเท้ายาว และก็หนังเอวี ฯลฯ
  ในทุกๆอย่างที่กล่าว
 ผมเห็นมาหมดแล้ว ยกเว้น ภูเขาไฟฟูจิ ดังนั้นคราวนี้ สิ่งที่ไม่เห็นก็ต้องเห็น งั้นเราไปเที่ยว  ภูเขาไฟฟูจี กันเถอะ    ไหนๆก็มาแล้วนี่เน๊อะ
 
เช้าวันนี้ผมต้องแย่ง พื้นที่บนรถไฟสาย
Yamatone แต่เช้าเพื่อไปขึ้นรถบัสที่สถานีโตเกียว เพื่อเดินทาง
ไปดูความหล่อเหลาของ ฟูจิซัง ซึ่งคนทั้งในและนอกประเทศ ต่างหลงไหลในหน้าตาดี ของฟูจิซัง และก็ยกให้เป็นสัญลักษณ์อย่าง หนึ่งของประเทศเลยทีเดียว ซึ่งการที่จะไปเพื่อที่จะเห็น ภูเขาไฟฟูจินั้นมีอยู่ สองแหล่งที่คนนิยม ไปกันมากๆ คือ Hakone และ Kawakuchi ซึ่งในตอนแรกก่อนที่จะมาผมตั้งใจไว้ว่าจะมาทั้งสองที่เลย แต่ว่าในที่สุดก็ตัดใจไปแค่ที่เดียวเพราะมันค่อนข้างยุ่งยากในการการเดินทางเลย ทีเดียว และคราวนี้ผมเลือกเดินทางมาที่ Kawakuchi เพราะ ค่ารถถูกกว่า นั่งรถนานกว่า เลยและที่สำคัญผมไม่เคยเห็นใครมา รีวิวการไปที่ เที่ยวที่Kawakuchi เลย  ดังนั้นคราวนี้ผมเลยขอมั่ง ....
   การเดินทางมาที่นี่ สามารถมาได้สองทางคือ โดยรถบัส และรถไฟ ซึ่งสถานีปลายทางก็อยู่ที่เดียวกัน แต่ค่ารถบัสนั้นก็ถูกกว่าอีก
เหมือนเดิม ซึ่งการขึ้นรถจากเทอมินอลของที่ โตเกียวสเตชั่นนี้ ค่อนข้างลำบากสำหรับนักท่อง
ที่ยวต่างถิ่นพอสมควร คือ หนึ่งเทอมินอล มีรถมากกว่า
1 สายมาจอดซึ่งจะสลับกันไปตามเวลาเดินรถ ก็อย่างว่าแหละครับ รถบัสที่นี่ผมว่าอาจเป็นทางเลือกอันดับหลังๆ ของคนที่เลยทีเดียว
  รถออกจากสถานีตอน 8.40 เบาะข้างหน้าเป็นเด็กผู้หญิงวัยกำลังรุ่นสองคน น่าตาน่ารัก แต่ผมไม่ค่อยปลื้ม
พฤติกรรม ของพวกเธอเท่าไรนัก ซึ่งการทำแบบนี้เด็กไทยถูกสอนมาไว้ว่าไม่สุภาพ ผมอยากจะตีก้นเธอ
สั่งสอนจริงๆ รถวิ่งไปยังไม่พ้นเขตโตเกียวโตเกียว  ผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ..... เฮ้อ ขนาดเพิ่งตื่นนะนั่น
ผมไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไร
แต่ว่าก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจตื่นขึ้นมา เฮ้ยยยย
   ซึโกยย !!!! เสียงเด็กสองคนหน้าผมแหกปากตะโกนแบบไม่เกรงใจใคร เฮ้ยอะไรวะ รถมันกำลังพุ่งชนภูเขา
น้ำแข็งหรือไงเนี่ย  ผมมองไปทางขวาไม่เห็นมีเลยภูเขาน้ำแข็ง
 ก็เลยหันไปทางซ้ายเท่านั้น ภูเขาน้ำแข็งก้อนเบ้อเริ่ม  ลอยอยู่บนพื้นดิน ซึโกยยย !!! ผมแอบร้องประโยคนี้ดังๆในใจไม่กล้าเปล่งเสียงออกไป (กลัวสำเนียงไม่ได้) ภูเขาไฟฟูจิ ลูกเบ้อเริ่มเลย มองจากหน้าต่างรถใหญ่เกือบเต็มหน้าต่าง และถ้าจะให้คำนิยามก็คือ
ใหญ่ ยาว ขาว
สวย หมวย น่ารัก ซึ่งผมจะนิยามให้ฟังง่ายๆ คือ
ภูเขาลูกใหญ่มาก และมีฐานที่ยาววว มากกกกก สุดๆ ส่วนคำนิยามที่เหลือผมยกให้คนเบาะหน้า

   รถใช้เวลาวิ่งมาอีกซักพัก จะผ่านมาทางทะเลสาป แห่งหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปลายทาง
เตรียมจะลง แต่ลงไม่ได้ รถวิ่งมาต่อมาอีกระยะหนึ่ง ก็วนมาที่สวนสนุกแห่งหนึ่ง ก็เลยรีบลงมาโดยไม่รู้อะไรเลย เพราะตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกแล้ว หลังจากที่ลงมา ตั้งสติได้ซักพัก กางแผนที่ + เข็มทิศ ดูอีกรอบเลยรู้
ว่ามันยังไม่ถึงนะ (สวนสนุกที่ผมลงมีชื่อว่า Fujikyo Highland) โชคดีที่นี่มันใกล้กัน กับสถานีปลายทาง
ที่ผมจะลง (รูปแผนที่) ผมต้องใช้เวลาเดินหลงทางอีกเกือบ 2 ชม.กว่าจะถึงตัวสถานีขนส่ง ซึ่งตัวสถานี
ขนส่งนี้มีทั้งรถบัส และรถไฟอยู่ด้วยกัน

   ที่นี่ไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำเลยจริงๆ นอกจากตกปลา ตั้งแคมป์พักผ่อน มิน่าผม(แอบมอง)เห็นเด็กเบาะหน้าจองตั๋วไปกลับภายในวันเดียว นี่ป๋มต้องทนอยู่ที่นี่อีกตั้ง 3 วัน 2 คืนเลยนะเนี่ย ....
  ลืมบอกไปที่นี่ตอนกลางวันแรงแดดจัดมาก ขนาด 26 องศาก็เล่นซะเหงื่ออกได้ เพราะเดินตากแดดได้ ตอนกลับเมืองไทย คนชอบถามว่าไปญี่ปุ่นกลับมา โครตดำเลย อยากจะบอกว่าดำเพราะมาที่นี่นั่นแหละ
  ผมไม่มีไรทำ ก็เลยกะว่าจะเดินไปที่ทะเลสาป Sai ซึ่งอยู่ไกล้ๆ (รูปในแผนที่) แต่ว่าแค่เดินให้พ้นจาก
ตัวทะเลสาป
Kawakuchi ก็ปาไปจะ 6 โมงเย็นแล้ว ทั้งๆผมเริ่มเดินตั้งแต่ราวๆ 4 โมงเย็น ก็ยังไม่มีทีท่า
ว่าจะถึงซักที พอหลุดออกจากตัวเมืองมาได้ ก็ต้องเดินขึ้นเขาแบบเดียวกับคราว Yagame เลย คราว
นี้ผมไม่เชื่อแผนที่ของคนญี่ปุ่นอีกแล้วคราวก่อนวาดซะติดกันเดินไป 5 ชม. คราวนี้ถ้าเป็นแบบนั้นอีก
ผมก็คงถึงราวๆ 5 ทุ่มซึ่งตลอดทั้งทางไม่มีไฟทาง ใจผมไม่สู้อีกแล้ว ถึงแม้ในใจ จะตำหนิตัวเองเล็กๆว่าไอ้ขี้แพ้
ซึ่งคราวนี้ผมยอมแพ้ อาจเป็นด้วยเพราะไม่รู้ระยะทาง ความมืดที่กำลังเข้างาน  และที่สำคัญที่สุด ที่เป็นสาเหตุของใจไม่สู้ก็เพราะขามันไม่สู้ด้วยเหมือนกัน  ตอนนี้ขาผมชาไปทั้งสองข้างซึ่งคาดว่าเจ้าขาทั้งสองคงจะเริ่มแสดงอาการประท้วงไม่พอใจ ที่ใช้งานมันหนักเกินไป ผมเลยต้องเดินกลับทางเดิมอีก 2 ชม. คืนนี้ผมตั้งใจจะไปนอนข้างตึกร้างหลัง โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ซึ่งแอบส่องไว้ตั้งแต่ตอน มาแล้วว่าถ้าหาที่นอนไม่ได้ก็จะมานอนที่นี่
ที่นี่แปลกอย่างนึงคือกลางวันร้อนมากๆ แต่กลางคืนกลับหนาวสุดๆ คนที่นี่ปดบ้านนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ
ผมเดินผ่านโรงเรียนแห่งนี้ ตอน
2 ทุ่มกว่าๆ สิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้แปลกใจนิดๆคือ เด็กน้อยกำลังซ้อมเบสบอลอยู่
อย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งไม่น่าเกิน 10 ขวบ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดลงตามเวลาที่ดึกขึ้น  ข้างๆกองไฟที่จุดให้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น ผมนึกถึงเด็กไทยขึ้นมาทัน ถ้าเป็นบ้านเราพวกเค้าคงกำลัง ดูทีวีอยู่ที่บ้านกับครอบครัว หรือไม่ก็กำลังนั่งเล่นเกมส์หรืออ่านหนังสือ หรือบางคนอาจจะนอนแล้วด้วยซ้ำ
  ผมมองเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเด็กพวกนี้  และนั่นอาจเป็นสิ่งที่พวกเค้าปลูกฝังให้กับลูกหลาน
ของพวกเค้า
ตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่า สิ่งที่เค้าทำกันอยู่มันถูกหรือผิด กับเด็กๆพวกนั้น
   ตึกร้างน่ากลัว ผีก็น่ากลัว แต่บางทีคนอาจน่ากลัวกว่า แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ต้องกลัว เพราะตอนนี้ สี่ทุ่มไม่มีคนแล้ว อาจจะมีแค่ผม กับผีรึเปล่านะ แต่ช่างมันเถอะ เพราะได้เวลานอนแล้ว .....โอยาสุมิ นะ