ไปซะแล้ว ที่นี่ตี 4 แต่ที่เมืองไทยตี 2 ผมเลยลองคิดเล่นๆนะว่ถ้าเกิดผมลองโทรกลับเมืองไทยไป
อรุณสวัสดิ์ ใครซักคนหนึ่ง เค้าจะเซย์อรุณสวสดิ์กลับมามั้ยน๊า....
ตื่นแต่เช้า อากาศมันก็เลยต้องหนาวแต่เช้า ถ้าจะให้เปรียบเทียบที่นี่ก็น่าจะคล้ายๆกับเมืองกาญจน์
บ้านเรา คือ กลางวันร้อนตับแลบ แสบม้าม ส่วนกลางคืนหนาวจนแทบขนจะหดลงไปในรูขุมขน
อากาศยังหนาวขนาดนี้ ไม่ต้องบอกเลยว่ามันทรมานแค่ไหนในการไปล้างหน้า แปรงฟันแต่ละทีใน
ห้องน้ำสาธารณะ น้ำโดนหน้าหน้าชา แปรงฟันทีแทบจะถอนฟันได้เลย เพราะชาไปทั้งปาก
ส่วนมื้อเช้าของผมน่ะหรอก็เหมือนเดิมล่ะครับ ข้าวปั้นจากร้านสะดวกซื้อ กับ นมสดอีก 1 กล่อง
ไว้คราวหน้าผมจะมาแนะนำใส้ข้าวปั้นนะครับ
เวลาเหลืออีกกว่า 24 ชม.เป็นคุณๆจะทำยังไง ถ้าถามผมผมจะบอกว่า นอน ดีกว่าเพราะการนอน
เป็นการล้างผลาญเวลาได้ไวที่สุด ยิ่งนอนนานเวลาก็ยิ่งผ่านไปมาก โชคดีที่ผมค่อนข้างสันทัดในเรื่อง
การนอนมากเป็นพิเศษ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่เด่นอันดับต้นๆเลยนะเนี่ย
โชคดีที่ใกล้ๆกันนั้นมีสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้แอบเหล่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ใช้เวลาเดินเท้าแค่ 40 นาที
ก็ถึงแล้ว สนามหญ้าที่นี่ติดกับริมทะเลสาป มีต้นไม้ขนาดคอยบังแดดให้ มีลมของฤดูใบไม้ผลิพัดเบาๆ
(แต่เย็นนะ) ผมใช้เวลากับพื้นหญ้า สายลม ทะเลสาปตั้งแต่ ยังไม่ 10 โมงจนถึงเกือบบ่าย 4 โมงเลย
นี่ถ้าผมยังไม่ตื่นมาก็คงคิดว่าคงโดนต้นไม้แถวนั้น ดูดแร่ธาตุไปเป็นปุ๋ยแล้ว
ไม่ห่างจากตัวผมนัก มีนักท่องเที่ยวฝรั่งสองคนอยู่ด้วย ผู้ชายกำลังพยายามนอนอย่างที่ผมนอน แต่ถ้า
เค้ากลับถูกรบกวนโดยเพื่อนสาวที่มาด้วยกัน ผมนึกในใจโชคดีที่ตูไม่มีใครมาอยู่ด้วย ไม่งั้นคงจะแย่แน่
คำว่าโชคดีสำหรับผม บางคนอาจจะเรียกมันว่าความมีอิสระ ความโดดเดี่ยว หรือแม้แต่ความเหงา แต่ผม
เชื่อว่า ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเหงา เรากำลังโดดเดี่ยว และเราเข้าใจและยิ้มรับในความเหงาและโดดเดี่ยวของ
มันได้ด้วยความรักและรอยยิ้ม และเมื่อถึงวันหนึ่ง ที่เรากลับรู้สึกตัวว่าเราไม่เหงาเราไม่ได้โดดเดี่ยวอีก
ต่อไปแล้ว เราก็สามารถซึมซาบและเข้าใจมันได้มากกว่าแน่นอน ก็จะสามารถ มีความสุขในอีกรูปแบบ
แพร่มมามากแล้วครับ ไปเที่ยวกันมั่งดีกว่านะ
ทะเลสาป Kawakuchi
อันนี้ก็ด้วย คนเค้าชอบตกปลากันจริงๆ
แค่พท.เล็กๆกลางน้ำ เค้าก็เรียกกันว่า Shima (เกาะ)แล้ว
ทะเลสาปยามเช้า
ทะเลสาปยามเย็น
ที่กลางวัน(ที่นอนทั้งวัน)
ภูเขาอะไรเอ่ย ลูกใหญ่ๆ
อันนี้ถ่ายจากจุดชมวิวบนเขา
ที่มีเราเดินอยู่คนเดียว
(ตะกายขึ้นมา)
ถ่ายจากเขาไปที่ตัวเมือง
สถานี Kawakushiko
กลางคืนเปิดไปสวยมาก
ข้างนอกเป็น Bus terminal
ข้างในเป็น Train Station
คืนนี้ผมเลือกมานอนที่เดิม คือสวนที่ๆมานอนกลางวัน เพราะที่นี่มีศาลาเล็กริมน้ำและยัใกล้ห้องน้ำ
อีกด้วย แต่ว่าเหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นจนได้ คือซิบถุงนอนมันแตก แน่นอนล่ะถ้ามันแตกก็หมาย
ความว่าเจ้าถุงนอนใบนนี้ไม่สามารถ ให้ความอบอุ่นกับเจ้าของมันได้ต่อไป แต่ก็ยังนับว่าโชคยังดี
อีกนิดที่ว่าถุงนอนมักมีซิป 2 อันซึ่งอันบนจะมีซิบทั้งนอกและใน ส่วนซิบสำรองอันล่างจะอยู่ข้างนอก
ซึ่งต้องใช้เทคนิคนิดหน่อยในการปิดถึงนอน ซึ่งคิดว่าคืนนั้นจะไม่รอดซะแล้วถ้าไม่ได้ซิบสำรองช่วย
และเป็นโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่ผมเตรียม เข็มกับได้ติดมาด้วย ลมก็ลยจัดการเย็บซิบที่แตกให้ติดกัน
ถาวรซะ ถึงต่อไปซิปมันจะรูดไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ ถึงจะไม่สะดวก ปกติเข้าจากข้างๆถุง
ต่อไปต้องเข้าทางส่วนหัวแทนเหมือนพวกดักแด้ กระดึ๊บๆเข้ารังเลย เจ็บใจถุงนอนเจ็งๆ ซื้อมารูดขึ้น
รูดลงไม่กี่วันเองแม่มพังซะแล้ว เฮ้อ ....
เด๋ยวคราวหน้าจะพาไปลืมหายใจ ที่โตเกียวทาวเวอร์นะครับ....
ปล.ของบางอย่างแม้มันอาจจะเป็นของที่ดูเล็กน้อย ไม่ค่อยมีประโยชน์นักในเวลาปกติที่เราสบาย
แต่บางเวลามันกลับมีประโยชน์มากกว่าเวลาปกติ ที่เรามองเห็นมัน ดังเช่นเข็มกับด้าย ดังนั้นของ
ทุกอย่างต่างก็มีประโยชน์ในตัวของมันเอง อยู่ที่ว่าเราพร้อมหรือต้องการที่จะใช้มันเมื่อไร อย่างไร
เท่านั้นเอง..... และบางทีคนที่เราอาจไม่เคยเห็นคุณค่า บางทีคุณค่าของเขาอาจจะมีมากกว่า
ที่เรามองเห็นด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว....
สวยและสงบมากเลยค่ะ
ReplyDeleteอยากไปบ้างจัง ขอบคุณที่มาแชร์เรื่องราวและแง่มุมดีๆ ให้อ่านนะคะ