แต่ถ้าถามว่ารู้จัก พระใหญ่ๆมั้ย รับรองหลายๆคนอาจจะร้อง อ๋ออ...ไม่รู้จัก อ่ะ -_-!
แต่ก็ช่างมันเถอะครับ ยังไงตอนนี้ผมก็มาถึง Kamakura แล้วล่ะ หลังจากนั่งรถไฟ
ออกมาจาก JGH ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงกว่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างใกล มาก !!!!
ผมมีเรื่องเล่าบนรถไฟ มาเล่าให้ฟัง ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องแปลกของคนที่นี่เลยจริงๆ
ตอนที่นั่งรถไฟสาย Keihin Tohoku Lineไป Kamakura รถไฟค่อนข้างแน่น
เพราะต้องวิ่งผ่าน ใจกลางโตเกียว ผมค่อนข้างโชคดีที่ขึ้นมาตั้งแต่ชานเมืองจึงได้นั่ง
ซึ่งโดยธรรมเนียมปฏิบัติคนที่นี่เค้าจะไม่ลุกให้ เล็ก คนแก่ หรือผู้หญิงนั่ง ซึ่งก็ไม่รู้
ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดังนั้นเพื่อความกลมกลืนจึงไม่อาจลุกให้สาวๆนั่งได้
แต่ว่าระหว่างทางที่นั่งไป มีคุณแม่จูงคุณลูกสาวประมาณ 2-3 ขวบได้เดินขึ้นมาบนรถ
และเดินเข้ามาตรงที่ผมนั่งอยู่เพราะที่จะจับเสารถไฟ ผมนั่งมองหน้าเด็กคนนั้น
โตไปต้องน่ารักมากๆๆแน่นอน ก็เลยลุกให้นั่ง (เผื่อโตไปน้องนู๋เค้าจะจำลุงได้ ^_^ )
คุณแม่ก็พูดกลับออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นชุดๆๆๆ ฟังไม่ออก แต่น่าจะแปลว่า
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รบกวน ขอโทษ ๆๆ อะไรประมาณนี้ ผมฟังไม่ออกหรอกว่าเค้าพูด
อะไรฟังออกแต่ว่า เซมิมาเซะ ๆๆๆ หลายคำมาก ผมทำไรไม่ได้ก็นอกจากยิ้มอย่างเดียว
นี่เป็นอีกครั้งที่ผมภูมิใจในความใจดี ของคนไทยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่รู้ว่าที่
นู้นเค้าจะคิดยังไง แต่ผมภูมิใจที่ผมได้ทำ
กลับมาที่ คามาคูระ กันต่อดีกว่า ผมลงสถานี Kita Kamakura ซึ่งเป็นสถานีที่ ไกด์บุค
ที่โหลดมากจาก Jnto แนะนำไว้ ซึ่งผมต้องลงมากับฝูงชนจำมากมากกกกกจริงๆๆ ซึ่งก็
ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้เป็นวันหยุดอะไรเค้า ( 5 พ.ค. ใครรู้ก็ช่วยบอกด้วยนะครับ จะจำเอาไว้ !! )
ประมาณว่าลงมาจนรถโล่งกันไปเลย ใครที่ไม่ชอบคนเยอะๆอาจจะไม่ชอบใจนัก แต่ช่าง
มันเถอะไหนๆก็มาถึงแล้วจะให้กลับก็กระไรอยู่ ที่นี่อากาศค่อนข้างเย็นกว่าที่โตเกียวค่อนข้างมาก
อาจเป็นเพราะที่นี่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาก็เป็นได้
ที่นี่เป็นเมืองเก่า ผมไม่รู้หรอกว่ามันเก่าแค่ไหน แต่ที่นี่มีจำนวน วัด กับ ศาลเจ้ามากๆๆๆๆๆ ขนาด
ที่ว่า เดินไปไม่เกิน 200 เมตรก็จะเจอ หรือขนาดที่ว่าถ้าเดินหลงทาง ไปทางไหนก็มีแต่วัด กับ ศาลเจ้า
( ตอนที่เดินลงจากรถไฟ ข้างหน้าผมมีเด็กนักเรียน ญ. น่าจะ ม.ต้นเดินกันอยู่สองคน ด้วยความชีกอ
ก็เลยพยายามเดินขึ้นแซง ขึ้นไป พอจะหวะที่จะแซง นักเรียนสองคนชี้มาทางผมก็ร้องพร้อมๆกันว่า
Kawaii @@##%& ผมทำหน้างงๆ รึว่า เฮ้ยงานเข้าแล้วกรู 555+ สงสัยจะหน้าตาดีเกินเหตุ หุๆๆ
เปล่าหรอกครับ เผอิญว่า มีผีเสื้อตัวเล็กๆมาบนวนๆรอบตัวผม (เพิ่งอาบน้ำมาเมื่อเช้า ปกติมีแต่
แมลงวันบินตอม) ผมเลยรู้ได้ทันที เพราะพวกเธอหัวเราะแล้วก็พูดหัวเราะกัน น่าจะแปลได้ว่า ฉัันหมาย
ถึงผีเสื้อไม่ใช่นายหรอกย่ะ อย่าเข้าใจผิด เชอะ!!! )
ต่อๆๆ ออกนอกเรื่องมากมากแล้ว เฮ้ออ ที่นี่มี วัดกับศาลเจ้ามาก ซึ่งบางแห่งก็ต้องเสียค่าผ่านประตู
เข้าไป (ประมาณ 200 เยนได้)ดังนั้น สถานที่พวกนี้ผมจึงไม่ได้เข้าไป เพราะไม่มีตัง คนจำนวนมากเดิน
ตามกันไม่ต้องกลัวหลง ที่นี่สภาพเป็นเมืองเล็กๆถนนแคบๆ บ้านหลังเล็กๆ ปลูกติดกันแบบไม่อึดอัด
ถ้าใครชอบดูการจัดสวน หรือต้นไม้แบบญี่ปุ่น ที่นี่ ตามบ้านต่างๆ จัดได้อย่างดูดีมากมาย ผมชอบที่จะมอง
เข้าไปในบ้านหลังเล็กๆพวกนั้น เป็นภาพที่ดูไม่เบื่อเลยจริงๆ อากาศกำลังเย็นสบาย(แต่คนไทยจะหนาว)
ผมชอบที่จะเดินดู ดอกไม้ ต้นไม้ ภูเขา ในถนนสายเล็กๆที่มุ่งไปสู่ คามาคูระ ลมพัดมาเล่นเอาคนที่ไม่
ค่อย(แอบ)เหงาอย่างผม ยังรู้สึกเหงา ถ้ามีใครซักคนเดินจับมือไปด้วยล่ะก็ คงจะรู้สึกดีกว่านี้แน่ๆ
ดังนั้น...ถ้าจะให้แนะนำ ที่นี่น่าจะสุดแสน โรแมนติกสุดๆ (ในความคิดผม) ตอนฤดูใบไม้ร่วง น่าจะเดิน
จับมือใครซักคนเดินไป คงสุขใจไม่น้อยเลย เฮ้ยยย ตื่นๆๆๆ มาเล่าต่อๆๆๆ
ก็อย่างที่บอกว่าที่นี่ มี วัด กับ ศาลเจ้าเยอะมากกๆ คิดว่าถ้าจะเที่ยววัดให้ทั่ว คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า
2 วันแน่นอน ดังนั้นผมจึงใช้หลักการที่ว่าถึงไหน ก็ช่าง เดินเข้า เดินออก ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย...
หลังจากที่เดินจนมาถึงบริเวณ สถานี คามาคูระ แล้วก็ต้องต่อรถไฟไปสถานี Hase ซึ่งอยู่ไกลราวๆ
4-5 ป้ายรถไฟ ความจริงก็ใช้นับเอาจากป้ายบอกทางก็ได้นะครับ ไม่ยาก ๆ แต่ที่ยากคือ การลงจากรถไฟ
นี่แหละ คนเยอะมากๆๆ พร้อมใจกันมาเที่ยวจริงๆ (บ่นไม่เลิก) ขนาดตอนจะขึ้นรถไฟรอเกือบ 20 นาทีแน่ะ
คนรอคิวออกล้นมานอกสถานีทีเดียว
หลังออกมาจากสถานีรถไฟได้แล้วก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ 4 โมงกว่าจะบอกว่ามันเริ่มมืดแล้ว
ในที่สุดผมก็มาถึงวัด Kotokuin Temple ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พระใหญ่ Great Buddha of Kamakura หรือ
ในชื่อ Daibutsu โดยเราจะต้องเสียค่าเข้า 200 เยน และตั๋วที่เข้าจะมีประวัติย่อๆขององค์พระอีกด้วย
ซึ่งถ้าสายตาคนขายตั๋วไม่มีปัญหา เราก็จะได้มาแบบเป็นภาษาอังกฤษนะครับ
ผมขอย้ำอีกรอบคือ คนเยอะมากกๆๆ แล้วก็มากันเป็นคู่ๆ (อิจฉาเฟ้ย) ยึ่งมืดลงก็ยิ่งหนาว ๆ เฮ้อๆๆ บ่่นๆๆ
ที่ใต้องค์พระ เราสามารถเข้าไปชมได้ด้วยนะแต่ว่า อีก 200 เยน ผมเลยเข้าไปไม่ได้ 555+
ที่นี่มีต้นสน ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกด้วย
และ อีกต้นที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
ผมแอบดีใจเล็กๆที่เห็นต้นสนสองต้นนี้ ( ผมอ่านป้ายออกด้วยแหละ เพราะมีภาษาไทย )
คืนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะนอนที่ไหนเลย และที่สำคัญกว่านั้นต้องหาของกินก่อน และก็มื้อเย็น
นี้ก็แทบจะเหมือนมื้อเย็นอื่นๆ คือ ข้าวปั้น 2 ปั้น กับ นมสตอร์เบอรี่ 1 กล่อง ราคาไม่เกิน 360 เยน
แค่นี้ก็ไม่ตายแล้ว จริงป่ะครับ ลืมบอกไปที่นี่ เป็นเมืองติดทะเล ผมจึงไม่ลืมที่จะไปเยือนซักหน่อย
ก็ก็อย่างว่าแหละนะ หนาวๆๆ มากๆๆ ทำให้ผมพอเข้าใจเลยว่าทำไมคนญี่ปุ่นเค้าชอบมาเที่ยวทะเล
บ้านเรา เพราะน้ำทะเลบ้านเราอุ่นกว่าเยอะเล่นแถมยังเล่นได้แทบทั้งปี
เอาและได้เวลากลับกันซักที นี่ก็ 2 ทุ่มแล้วผมกลัวรถไฟหมดจริงๆเลย แต่ขากลับนี่ดีหน่อยเพราะ
คนเค้าทยอยกลับไปกันเกือบหมดแล้ว คืนนี้ผมตัดสินใจกลับไปนอนที่ประจำของผม คือ Yoyoki
นั่นแหละครับ เพราะแถวนี้หาที่(แอบนอน)ยากแถมยังหนาวอีก เฮ้อๆๆๆ
พระพุทธรูปที่ คนไทยคุ้นตากันดี
Daibutsu หรือ Great Buddha
ที่ฐานพระพุทธรูป สามารถเข้าไปได้ด้วยนะ
แต่ต้องเสียเพิ่มอีก 200 เยน แนะ
ขนาดเสียตัง คนยังต่อแถวเพียบเลยอ่ะ
อีกรูปละกันนะครับ สำหรับ Daibutsu
รูปนี้เป็นต้นสนที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงปลูกไว้เป็นที่ละลึก
บรรยากาศ แถวอื่น ปกติผมไม่ชอบถ่ายรูปเลยไม่ค่อยถ่ายมาเยอะนัก (ถ่ายไม่เป็นอ่ะ)
ปล.ถ้าใครชอบเดินดูต้นไม้ บ้านหลังเล็กๆ ความสวยงาม วัด หรือ ศาลเจ้า ต้องที่นี่เลยครับ
ถ้าใครคิดว่าจะมาให้คุ้มล่ะก็ ให้มาแต่เช้าๆนะครับ เพราะผมยังแอบเสียดายเลย ว่ามาที่นี่ตอน
เกือบเที่ยงแล้ว ทำให้เที่ยวยังไม่ทั่วเลย...
ปล.2 ถ้าคิดจะมาเที่ยวที่นี่คนเดียว ให้แนะนำมาตอนหน้าร้อนนะครับ
เพราะจะไม่ไม่หนาว และ เหงา -_-
คราวหน้าไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะมันเป็นวัน Lazy Day ฉัน กับ ฉัน ในวันที่แสนขี้เกียจ
น่าพาครอบครัวไปเที่ยวดีแท้ อิอิ
ReplyDeleteปล.ภูมิใจในความมีน้ำใจของคนไทยครับ หุหุ
จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวหรอครับ เป็นคนดีจริงๆแฮะ
ReplyDeleteปล.เด็กๆน่ารักเกินห้ามใจ ต่างหากค่ะ
แต่ก็จริงๆแหละ ขอแค่ให้เด็กยืนได้ ก็ไม่ต้องลุกให้นั่งแล้วครับ
ปล.2สงสัยมีอยู่เรื่องเดียวนี้แหละมั้งครับ ที่เราน่าที่จะดีกว่าคนญี่ปุ่น