Friday, December 26, 2008

Lazy Day ฉันกับฉัน ในวันที่สุดแสนขี้เกียจ

เอ หัวข้อ blog มายังกับละครญี่ปุ่นเรื่องนึงเลย ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าตอนต่อไป
จากนนี้มันแทบไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลยตาม ไตเติ้ลของ blog

   เนื่องจากเมื่อคืน ผมกลับมานอนใต้ต้นไม้ในบริเวณ Yoyoki  ดังนั้นวันนี้จึงเป็นอีกวันที่ผมยังอยู่ใน
ละแวก Harajuku และ ศาลเจ้าเมจิ กะว่าสายๆค่อยออกตะลอนแถวๆนี้เพราะยังไม่เคยได้เที่ยวแถว
นี้อย่างจริงจังเลยซักครั้ง (ใช้เป็นแต่ที่ซุกหัวนอนอย่างเดียวเลย) พอฟ้าสางผมจึงได้ข้ามไปยังฝั่งของ
สวน Yoyogi park เพื่อที่ว่าจะไปปฏิบัติกิจกรรมยามเช้าเป็นปกติ ไว้รอให้แดดออก และก็หนาวน้อยกว่า
นี้อีกซักหน่อยเถอะ ค่อยคิดว่าวันนี้จะทำอะไร ที่ไหนกันดี
  หลังจากที่ทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จแล้ว ผมก็ต้องเริ่มคิดที่จะหากิจกรรมทำต่อดี เลยเดินไปรอบๆสวนดู
และก็มาหยุดที่สนามหญ้าเล็กๆแห่งหนึ่งในสวนแห่งนี้ นึกออกแล้วว่าจะทำอะไรกันดี นอนอาบแดดดีกว่า
แก้หนาวใต้ต้นไม้ดีกว่า วันนี้น่าจะเป็นวันหยุดอีกหนึ่งวัน เพราะผมสังเกตุเห็นคนมาที่นี่ค่อนข้างมากกว่าปกติ
เสื้อกันหนาวปูรองพื้นกระเป๋าแทนหมอน นอนเล่นๆ นอนเล่นๆ แดดเปลี่ยนทิศ คนนอนก็เปลี่ยนมุมม
นอน นอน นอน นอน จากนอนเล่นกลายเป็นนอนจริง ๆ จาก แปดโมงเช้าถึงเกือบ 4 โมงเย็น อาจจะเป็น
เพราะความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดอาทิตย์ เลยจัดไปซะ คุ้มต้นคุ้มดอกเลย...
  นี่ตูเสียค่าเครื่องบินเกือบสองหมื่นเพื่อมานอนกลางวันที่นี่หรอ(วะ) เริ่มมีเสียงหนึ่งเริ่มดังขึ้นในสมอง
นี่ตูรวยขนาดนี้เลยหรอ นี่กะจะนอนใต้ต้นไม้จนเป็นปุ๋ยเลยใช่ป่ะ ถ้าจะนอน(มึง)กลับไปนอนบ้านดีกว่ามั้ง
หลังจากที่เสียงต่างๆ ดังอยู่ในหัวจนหลับต่อไม่ได้แล้ว เออๆๆ ไปก็ได้ฟระ หลังจากที่หาเหตุผลในการนอน
ให้ตัวเองต่อไม่ได้ เอาวะไป ศาลเจ้าเมจิก็ได้ แล้วค่อยเดินรอบๆ แถวนี้อีกครั้ง
ตอนนี้ สี่โมงกว่า ที่เมืองไทยก็ สองโมงกว่า ก็เลยโทรกลับไปเช็คข่าวสารที่เมืองไทยซักหน่อย
ใครจะรู้ว่าการโทรกลับไปครั้งนี้ จะได้รับข่าวสารที่ไม่ดีเลย คือ รุ่นพี่ที่ร่วมงานด้วยกันประสบอุบัติเหตุ
ทางรถยนต์ เสียชีวิตไป 2 คนเนื่องจาก เมาแล้วขับเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมสังเกตุน้ำเสียงของเพื่อนผม
และก็พวกพี่ๆที่ทำงาน น้ำเสียงแต่ละคนดูเป็นห่วงผมมากๆ และก่อนสางสายก็กำชับผมเอาไว้ว่า
ยังไงก็เอาชีวิตกลับมาให้ได้นะ ...
 ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริงๆ แต่ที่แน่นอนเราควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ผมค่อยๆเริ่มต้นการวางแผน
เดินทางของผมในวันนี้ที่เหลือไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมืดลง ตอนนี้เราต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด พรุ่งนี้
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปขอเห็นภูเขาไฟ ฟูจิ ให้เห็นกับตาตัวเอง...





ประตูทางเข้าศาลเจ้า เมจิ ใหญ่มากๆๆ
ซึ่งมีทางเข้าอย่างนี้ 3 ทาง
















ทางเข้าทอดยาวอันแสนร่มรื่น
และ เย็นๆ(หนาว) สมเป็นฤดูใบไม้ผลิ















ต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้งสองข้างทาง
ให้ความรู้สึกเก่าแก่ แต่ สดชื่น















ส่วน อ่างน้ำแบบนี้ เห็นมีอยู่ทุกที่เลย
เค้าไว้ใช้ทำไรกันนะ บ่อน้ำมนต์รึเปล่า


















อันนี้หลุดเข้ามาในศาลเจ้าแล้ว














ภายในศาลเจ้า มีกล่องแบบนี้อยู่ ภายใน
มีซองและกระดาษ เอาไว้เขียนความปราถนา
ลงไป อย่าลืมใส่ตังทำบุญด้วยนะครับ
คนญี่ปุ่นจะขอพรอะไร ต้องทำบุญก่อน
ส่วนคนไทยชอบ บนเอาไว้ก่อน ได้แล้ว
ค่อยเอามาให้....












เขียนเสร็จก็เอามาใสกล่อง ข้างหน้าด้วย
ไม่งั้นเด๋ยวเจ้าไม่รู้นะ
















อันนี้เป็นป้ายอยากได้อะไร
ก็เขียนแล้วก็ แขวนเอาไว้














บรรยากาศยามเย็น คนเลยน้อย
เพราะจะปิดแล้วครับ














อีกรูปครับ















ส่วนข้างในคือ ตัว ศาลเจ้าเมจิ
















พอโดนเค้าไล่เพราะที่นี่จะปิดแล้ว น่าซักราวๆ 6 โมงเย็น นะ ผมก็เลยเดินกลับไป Yoyogi park อีกครั้ง
ที่นี่มีวงดนตรีหลายวงที่ตั้งอยู่ริมสวน เปิดเล่นให้คนผ่านไปผ่านมาฟัง วงไหนน่าสนใจก็จะมีคนยืนชมมาก
ถึงขนาดมีบอกว่าจะเล่นครั้งต่อไปกันกี่โมงเลยทีเดียว



















  ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดมาตลอดเกี่ยวกับ Shibuya ตอนแรกผมนึกว่ามันติดกับ Harajuku
เหมือน Center point กับ ศูนย์หนังสือจุฬา แต่มันไม่ใช่แต่ว่าไกลกันพอๆกับ สามย่านไป พารากอนเลย
ตอนนี้ผมกำลังไป Shibuya ที่แท้จริงโดยตัดผ่านไปทาง Yoyoki Sport Center นิดเดียว ที่นี่ไม่มืด
ต่างกับบรรยากาศรอบตัว ผู้คนเป็นฝูง ขนาดตอนกลางคืน ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นอกจากทึ่ง
ที่นี่ ดูจะคึกคักกว่าทุกที่ๆผ่านมา ที่นี่มีร้านปาจิงโกะเยอะมาก และทำให้ผมได้รู้ว่า ละครเกาหลีเรื่อง
Winter sonata ดังมากๆขนาดที่เอามาทำเป็นตู้ปาจิงโกะกันทีเดียว นอกจากนี้ที่นี่ยังมีถนนที่มีแต่
สินค้าเกาหลี ละครเกาหลี เพลงเกาหลี และอาหารเกาหลีขาย แทบทั้งเส้นของถนน ทำเอาผมประหลาด
ใจนี่เราเดินเรื่อยเปื่อยหลงมาโผล่เกาหลีได้ไงวะเนี่ย...




 














































































 ค่ำมืดขึ้น อากาศเริ่มเย็นลง ใครก็รู้ว่าความเหงามันชอบมากับอากาศที่หนาว ยิ่งเราเดินอยู่คนเดียว
หรือยิ่งเหงามันจะทำให้ความหนาวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
 ค่ำคืนนี้ผมตัดสินใจกลับไปนอนที่เดิม แต่ว่ามันอันตรายเกินไปเพราะต้นไม้มันกิ่งไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนจะ
หักลงมาได้ทุกเมื่อ ผมไม่เสี่ยง ผมต้องรักษาสัญญาว่จะต้องมีชีวิตกลับไปให้ได้ ดังนั้นคืนนี้ผมจึงเข้าไป
หาที่นอนในสวน Yoyoki และทุกๆคืนที่อยู่ในโตเกียวผมจะกลับมานอนที่นี่ตลอด เพราะว่าที่นี่ ผมไม่ได้
นอนคนเดียวอีกแล้ว ผมมีเพื่อนนอนด้วยเต็มไปหมดเลย  เป็นเพื่อนที่ผมไม่รู้จัก ....
























Sunday, November 30, 2008

Kamakura เมืองเก่า เสน่ห์แห่งความโรแมนติก

   ถ้าจะถามว่ารู้จัก Kamakura มั้ย หลายๆคนอาจจะตอบกลับมาว่า ไม่รู้จัก ที่ไหนหรอ(ฟระ)
แต่ถ้าถามว่ารู้จัก พระใหญ่ๆมั้ย รับรองหลายๆคนอาจจะร้อง อ๋ออ...ไม่รู้จัก อ่ะ -_-!
แต่ก็ช่างมันเถอะครับ ยังไงตอนนี้ผมก็มาถึง Kamakura แล้วล่ะ หลังจากนั่งรถไฟ
ออกมาจาก JGH ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงกว่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างใกล มาก !!!!
  ผมมีเรื่องเล่าบนรถไฟ มาเล่าให้ฟัง ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องแปลกของคนที่นี่เลยจริงๆ
ตอนที่นั่งรถไฟสาย Keihin Tohoku Lineไป Kamakura รถไฟค่อนข้างแน่น
เพราะต้องวิ่งผ่าน ใจกลางโตเกียว ผมค่อนข้างโชคดีที่ขึ้นมาตั้งแต่ชานเมืองจึงได้นั่ง
ซึ่งโดยธรรมเนียมปฏิบัติคนที่นี่เค้าจะไม่ลุกให้ เล็ก คนแก่ หรือผู้หญิงนั่ง ซึ่งก็ไม่รู้
ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดังนั้นเพื่อความกลมกลืนจึงไม่อาจลุกให้สาวๆนั่งได้
แต่ว่าระหว่างทางที่นั่งไป มีคุณแม่จูงคุณลูกสาวประมาณ 2-3 ขวบได้เดินขึ้นมาบนรถ
และเดินเข้ามาตรงที่ผมนั่งอยู่เพราะที่จะจับเสารถไฟ ผมนั่งมองหน้าเด็กคนนั้น
โตไปต้องน่ารักมากๆๆแน่นอน ก็เลยลุกให้นั่ง (เผื่อโตไปน้องนู๋เค้าจะจำลุงได้  ^_^ )
คุณแม่ก็พูดกลับออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นชุดๆๆๆ ฟังไม่ออก แต่น่าจะแปลว่า
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รบกวน ขอโทษ ๆๆ อะไรประมาณนี้ ผมฟังไม่ออกหรอกว่าเค้าพูด
อะไรฟังออกแต่ว่า เซมิมาเซะ ๆๆๆ หลายคำมาก ผมทำไรไม่ได้ก็นอกจากยิ้มอย่างเดียว
นี่เป็นอีกครั้งที่ผมภูมิใจในความใจดี ของคนไทยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่รู้ว่าที่
นู้นเค้าจะคิดยังไง แต่ผมภูมิใจที่ผมได้ทำ
  กลับมาที่ คามาคูระ กันต่อดีกว่า ผมลงสถานี Kita Kamakura ซึ่งเป็นสถานีที่ ไกด์บุค
ที่โหลดมากจาก Jnto แนะนำไว้ ซึ่งผมต้องลงมากับฝูงชนจำมากมากกกกกจริงๆๆ ซึ่งก็
ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้เป็นวันหยุดอะไรเค้า ( 5 พ.ค. ใครรู้ก็ช่วยบอกด้วยนะครับ จะจำเอาไว้ !! )
ประมาณว่าลงมาจนรถโล่งกันไปเลย ใครที่ไม่ชอบคนเยอะๆอาจจะไม่ชอบใจนัก แต่ช่าง
มันเถอะไหนๆก็มาถึงแล้วจะให้กลับก็กระไรอยู่ ที่นี่อากาศค่อนข้างเย็นกว่าที่โตเกียวค่อนข้างมาก
อาจเป็นเพราะที่นี่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาก็เป็นได้
  ที่นี่เป็นเมืองเก่า ผมไม่รู้หรอกว่ามันเก่าแค่ไหน แต่ที่นี่มีจำนวน วัด กับ ศาลเจ้ามากๆๆๆๆๆ ขนาด
ที่ว่า เดินไปไม่เกิน 200 เมตรก็จะเจอ หรือขนาดที่ว่าถ้าเดินหลงทาง ไปทางไหนก็มีแต่วัด กับ ศาลเจ้า
( ตอนที่เดินลงจากรถไฟ ข้างหน้าผมมีเด็กนักเรียน ญ. น่าจะ ม.ต้นเดินกันอยู่สองคน ด้วยความชีกอ
ก็เลยพยายามเดินขึ้นแซง ขึ้นไป พอจะหวะที่จะแซง นักเรียนสองคนชี้มาทางผมก็ร้องพร้อมๆกันว่า
Kawaii @@##%&  ผมทำหน้างงๆ รึว่า เฮ้ยงานเข้าแล้วกรู 555+ สงสัยจะหน้าตาดีเกินเหตุ หุๆๆ
เปล่าหรอกครับ เผอิญว่า มีผีเสื้อตัวเล็กๆมาบนวนๆรอบตัวผม (เพิ่งอาบน้ำมาเมื่อเช้า ปกติมีแต่
แมลงวันบินตอม) ผมเลยรู้ได้ทันที เพราะพวกเธอหัวเราะแล้วก็พูดหัวเราะกัน น่าจะแปลได้ว่า ฉัันหมาย
ถึงผีเสื้อไม่ใช่นายหรอกย่ะ อย่าเข้าใจผิด เชอะ!!! )
  ต่อๆๆ ออกนอกเรื่องมากมากแล้ว เฮ้ออ ที่นี่มี วัดกับศาลเจ้ามาก ซึ่งบางแห่งก็ต้องเสียค่าผ่านประตู
เข้าไป (ประมาณ 200 เยนได้)ดังนั้น สถานที่พวกนี้ผมจึงไม่ได้เข้าไป เพราะไม่มีตัง คนจำนวนมากเดิน
ตามกันไม่ต้องกลัวหลง ที่นี่สภาพเป็นเมืองเล็กๆถนนแคบๆ บ้านหลังเล็กๆ ปลูกติดกันแบบไม่อึดอัด
ถ้าใครชอบดูการจัดสวน หรือต้นไม้แบบญี่ปุ่น ที่นี่ ตามบ้านต่างๆ จัดได้อย่างดูดีมากมาย ผมชอบที่จะมอง
เข้าไปในบ้านหลังเล็กๆพวกนั้น เป็นภาพที่ดูไม่เบื่อเลยจริงๆ อากาศกำลังเย็นสบาย(แต่คนไทยจะหนาว)
ผมชอบที่จะเดินดู ดอกไม้ ต้นไม้ ภูเขา ในถนนสายเล็กๆที่มุ่งไปสู่ คามาคูระ ลมพัดมาเล่นเอาคนที่ไม่
ค่อย(แอบ)เหงาอย่างผม ยังรู้สึกเหงา ถ้ามีใครซักคนเดินจับมือไปด้วยล่ะก็ คงจะรู้สึกดีกว่านี้แน่ๆ
ดังนั้น...ถ้าจะให้แนะนำ ที่นี่น่าจะสุดแสน โรแมนติกสุดๆ (ในความคิดผม) ตอนฤดูใบไม้ร่วง น่าจะเดิน
จับมือใครซักคนเดินไป คงสุขใจไม่น้อยเลย  เฮ้ยยย ตื่นๆๆๆ มาเล่าต่อๆๆๆ
  ก็อย่างที่บอกว่าที่นี่ มี วัด กับ ศาลเจ้าเยอะมากกๆ คิดว่าถ้าจะเที่ยววัดให้ทั่ว คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า
2 วันแน่นอน ดังนั้นผมจึงใช้หลักการที่ว่าถึงไหน ก็ช่าง เดินเข้า เดินออก ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย...
  หลังจากที่เดินจนมาถึงบริเวณ สถานี คามาคูระ แล้วก็ต้องต่อรถไฟไปสถานี  Hase ซึ่งอยู่ไกลราวๆ
4-5 ป้ายรถไฟ ความจริงก็ใช้นับเอาจากป้ายบอกทางก็ได้นะครับ ไม่ยาก ๆ แต่ที่ยากคือ การลงจากรถไฟ
นี่แหละ คนเยอะมากๆๆ พร้อมใจกันมาเที่ยวจริงๆ (บ่นไม่เลิก) ขนาดตอนจะขึ้นรถไฟรอเกือบ 20 นาทีแน่ะ
คนรอคิวออกล้นมานอกสถานีทีเดียว
  หลังออกมาจากสถานีรถไฟได้แล้วก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ 4 โมงกว่าจะบอกว่ามันเริ่มมืดแล้ว
ในที่สุดผมก็มาถึงวัด Kotokuin Temple ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พระใหญ่ Great Buddha of Kamakura หรือ
ในชื่อ Daibutsu โดยเราจะต้องเสียค่าเข้า 200 เยน และตั๋วที่เข้าจะมีประวัติย่อๆขององค์พระอีกด้วย
ซึ่งถ้าสายตาคนขายตั๋วไม่มีปัญหา เราก็จะได้มาแบบเป็นภาษาอังกฤษนะครับ

  ผมขอย้ำอีกรอบคือ คนเยอะมากกๆๆ แล้วก็มากันเป็นคู่ๆ (อิจฉาเฟ้ย) ยึ่งมืดลงก็ยิ่งหนาว ๆ เฮ้อๆๆ บ่่นๆๆ
ที่ใต้องค์พระ เราสามารถเข้าไปชมได้ด้วยนะแต่ว่า อีก 200 เยน ผมเลยเข้าไปไม่ได้ 555+
   ที่นี่มีต้นสน ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกด้วย
และ อีกต้นที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
ผมแอบดีใจเล็กๆที่เห็นต้นสนสองต้นนี้ ( ผมอ่านป้ายออกด้วยแหละ เพราะมีภาษาไทย )
  คืนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะนอนที่ไหนเลย และที่สำคัญกว่านั้นต้องหาของกินก่อน และก็มื้อเย็น
นี้ก็แทบจะเหมือนมื้อเย็นอื่นๆ คือ ข้าวปั้น 2 ปั้น กับ นมสตอร์เบอรี่ 1 กล่อง ราคาไม่เกิน 360 เยน
แค่นี้ก็ไม่ตายแล้ว จริงป่ะครับ ลืมบอกไปที่นี่ เป็นเมืองติดทะเล ผมจึงไม่ลืมที่จะไปเยือนซักหน่อย
ก็ก็อย่างว่าแหละนะ หนาวๆๆ มากๆๆ ทำให้ผมพอเข้าใจเลยว่าทำไมคนญี่ปุ่นเค้าชอบมาเที่ยวทะเล
บ้านเรา เพราะน้ำทะเลบ้านเราอุ่นกว่าเยอะเล่นแถมยังเล่นได้แทบทั้งปี
  เอาและได้เวลากลับกันซักที นี่ก็ 2 ทุ่มแล้วผมกลัวรถไฟหมดจริงๆเลย แต่ขากลับนี่ดีหน่อยเพราะ
คนเค้าทยอยกลับไปกันเกือบหมดแล้ว คืนนี้ผมตัดสินใจกลับไปนอนที่ประจำของผม คือ Yoyoki
นั่นแหละครับ เพราะแถวนี้หาที่(แอบนอน)ยากแถมยังหนาวอีก เฮ้อๆๆๆ





พระพุทธรูปที่ คนไทยคุ้นตากันดี
Daibutsu
หรือ Great Buddha



 
 
 









ที่ฐานพระพุทธรูป สามารถเข้าไปได้ด้วยนะ
แต่ต้องเสียเพิ่มอีก 200 เยน แนะ
ขนาดเสียตัง คนยังต่อแถวเพียบเลยอ่ะ














อีกรูปละกันนะครับ สำหรับ Daibutsu


















รูปนี้เป็นต้นสนที่
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงปลูกไว้เป็นที่ละลึก

















































บรรยากาศ แถวอื่น ปกติผมไม่ชอบถ่ายรูปเลยไม่ค่อยถ่ายมาเยอะนัก (ถ่ายไม่เป็นอ่ะ)































 
































































































































ปล.ถ้าใครชอบเดินดูต้นไม้ บ้านหลังเล็กๆ ความสวยงาม วัด หรือ ศาลเจ้า ต้องที่นี่เลยครับ
ถ้าใครคิดว่าจะมาให้คุ้มล่ะก็ ให้มาแต่เช้าๆนะครับ เพราะผมยังแอบเสียดายเลย ว่ามาที่นี่ตอน
เกือบเที่ยงแล้ว ทำให้เที่ยวยังไม่ทั่วเลย...

ปล.2 ถ้าคิดจะมาเที่ยวที่นี่คนเดียว ให้แนะนำมาตอนหน้าร้อนนะครับ
เพราะจะไม่ไม่หนาว และ เหงา  -_-

คราวหน้าไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะมันเป็นวัน Lazy Day ฉัน กับ ฉัน ในวันที่แสนขี้เกียจ

Sunday, October 26, 2008

วันเด็กแห่งชาติญี่ปุ่นคือวันอาทิตย์ และ เส้นขนานที่ลากผ่าน JGH

    เช้าวันอาทิตย์นี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ไม่สดใสนัก อาจเป็นเพราะว่าท้องฟ้าอึมครึมไม่สร่างซา
ซึ่งมันเป็นอย่างนี้ มาสามวันติดแล้ว ผมอยากกลับบ้าน หลังจากที่ผ่านความลำบากมาร่วม 7 วัน
ที่นี่ไม่มีอะไรให้ผมค้นหาอีกต่อไปแล้ว ผมนั่งคิดอยู่บนม้านั่งแถวๆ Yoyoki Sport center ยังเช้าอยู่
ไว้สายๆค่อยๆโทรไปบอกเพื่อนให้เปลี่ยนตั๋วให้ ผมนั่งดูนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สายตาผมมองไป
เห็นสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ก็เหมือนกับทุกๆวัน แต่วันนี้ผมสังเกตุเห็นมีคุณยายคนหนึ่ง เค้าเข็นรถเข็นคันเล็กๆ
เดินไปตามโต๊ะม้านั่งต่างๆ แล้วก็เก็บขยะที่มัยอยู่บนพื้นใส่รถ แล้วก็รวบรวมมันเพื่อเอาไปทิ้งถังขยะ
ผมนั่งมองอย่างสงสัย ตอนนั้นเองมันมีบางสิ่งบางอย่างกลับมาตอบคำถามที่ผมสงสัยอยู่ว่า
" แบบนี้เมืองไทยไม่มีให้เห็นหรอก จะรีบกลับไปไหนล่ะ " และในตอนนั้นเองทำให้ผมได้ตัดสินใจ
ที่จะค้นหาอะไรบางอย่างที่นี่ต่อไป

     วันนี้ผมตั้งใจว่าจะไปเดินชมย่าน Roppongi ซึ่งใกล้ๆกันนั้นก็จะมี Tokyo Tower ตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก
และก็ตั้งใจไว้ว่า คืนนี้ทั้งคืนจะชมความงามของที่นี่ให้หายอยากเห็นซักที แต่ว่าวันนี้ผมคงลืมอะไรไปซัก
อย่างว่าวันนี้มันเป็นวันอาทิตย์ มันเป็นวันหยุดของครอบครัวนี่นา ก็ว่าเห็นคนมากมายในรถไฟใต้ดิน
ผมเดินออกมาจากสถานนีรถไฟใต้ดิน ซึ่งเป็นสายของ Tokyo Metro ส่วนของ JR นั้นเป็นรถไฟบนดินครับ
ผมเดินออกมาค่อยๆเดินผ่านย่านหรูๆอย่าง Roppongi แถวๆนี้สังเกตุเห็นดูเหมือนจะเป็นที่รวมของชาวต่าง
ชาติกับคนญี่ปุ่นแนว ไฮๆแทบทั้งนั้น ทำให้ที่นี่ดูไม่เหมาะกับ Backpacker จนๆที่เอ็นข้อเท้าซ้ายกับหัวเข่า
ขวาบาดเจ็บเพราะใช้งานมันหนักเกินไป สภาพผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับคนไม่สมประกอบมากนัก
ผมพยายามที่จะใช้ขาทั้งสองข้างเดินเพื่อไปหา เจ้าโครงเหล็กสีแดงที่ผมเคยอ่านเจอมาว่ามันสุดแสนที่
จะสวยและโรแมนติกมากๆ แต่ว่ามันไกลๆมากๆจากสถานนีที่ผมลง ตลอดข้างทางผมมองเห็นแต่ชาวต่าง
ชาติ สถานทูต ญี่ปุ่นไฮๆ รีบไปแล้วรีบกลับดีกว่าที่นี่ไม่น่าอยู่นาน แต่เมื่อมาถึงผมกลับอยากจะร้องไห้อยู่
ตรงนั้น คือโคงเหล็กสีแดงที่ดูไม่มีอะไรเลยและเด็กๆจำนวนมากมายมหาศาล รถนำเที่ยวขนเด็กมามามาย
และผู้ปกครอง ผมนึกในใจว่า วันนี้มันเป็นวันโลกาวินาศอะไรฟะ ทำไมมีแต่เด็กๆเต็มไปหมดเลย ตอนนั้น
ผมเกลียดเด็กญี่ปุ่นมาก ผมเกลียดคนญี่ปุ่น ไม่ไม่อยากได้ยินเสียงภาษาญี่ปุ่น ฝนมันก็กำลังตกลงมา
ปรอยๆเป็นฝอยเล็กๆ เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงนอนก็ง่วง ขาก็เจ็บ แล้วมาเจออย่างนี้อีก ตอนนั้นผมคิดได้อย่าง
เดียวผมกำลังจะบ้าและก็กำลังจะตาย ถ้าไม่หาที่พักตอนนี้

     แผนการทุกอย่างถูกยกเลิกผมไม่สนใจไอ้เจ้าโครงเหล็กสีแดงนั่นอีกแล้ว ผมนั่งรถไฟใต้ดินกลับมายัง
สถานี Ueno เพราะที่นี่อยู่ใกล้ที่พักราคาถูกด้วยกันหลายแห่งเช่น Oak Hotel อยู่แถวๆ Ueno , แล้วก็
พวก ข้าวสาร Tokyo ในย่าน Asakusa ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ราคาอยู่ราวๆแค่ 2000 กว่าเยน เท่านั้น แต่ว่า
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมตัด ตระกูลข้าวสารไปเพราะว่าเราไม่สามารถ walk in ได้(การเดินเข้าไปจอง)ซึ่งปกติ
ต้องใช้การจองจากทาง internet เท่านั้น ส่วน Oak Hotel นั้นผมกลัวว่ามันจะเต็มเพราะดูว่ามันใกล้กับ
ความเจริญเหลือเกิน กลัวว่ามันจะเต็ม และก็มาถึงที่สุดท้ายที่ผมไม่คิดจะไปพักเลยเพราะว่ามันดูไกล
เหมือนต้องออกไปพักตามชานเมือง แต่ราคาถูก และคิดว่ายังไงๆเราสามารถ walk in ได้แน่นอนเพราะ
ที่นี่ยังไงก็ไม่น่าจะมีทางเต็มก็คือ JGH Tokyo Inn
   JGH อยู่ห่างจาก Ueno ราวๆเกือบครึ่งชั่วโมงค่ารถก็ราวๆ 210 เยน ซึ่งจัดว่าไกลไม่เบาเลยทีเดียว
ผมลงที่สถานี Nishi-Kawakuchi ผมก็เดินตามแผนที่ๆปริ้นออกมาทุกอย่างไม่ว่าจะเลี้ยวตรงไหน
มีไฟแดงตรงแยกไหน ร้านสะดวกซื้อตรงไหนบ้าง เหมือนในแผนที่แทบทุกอย่างแต่ว่าผมหาไม่เจอแฮะ
มันเกิดอะไรกันขึ้น ผมเดินวนไปวนมา วนไปวนมา และก็วนไปวนมาเกือบๆ 2 ชั่งโมงได้ ตรงนี้มันน่าจะ
เป็น โรงแรมนี่หว่าไหงมันถึงได้กลายเป็นรางรถไฟไปได้ฟระ ตรูพลาดพลาดตรงไหนเนี่ย ผมพยายามหา
ข้อผิดพลาดทุกอย่างก็เหมือนในแผนที่นี่หว่า ในที่สุดผมก็หาข้อผิดพลาดจนได้ ผมเลี้ยวผิดตั้งแต่แรกเลยนี่
หว่า สรุปได้ว่าแผนผังเมืองนี้สร้างออกมาได้เหมือนกันแทบทุกแยกจริงๆ ระหว่างที่ผมกำลังเดินๆหาอยู่ๆนั้น
ผมก็กำลังคิดๆอยู่ว่าคราวนี้จะหาเจอมั้ยนะ แต่ก็เหมือนว่าสิ่งดีๆก็มีเข้ามาเหมือนกัน ผมกำลังเดินตามนักท่องเที่ยว
อยู่เพราะผมสังเกตุเห็นว่าพวกเธอลากกระเป๋า ใช่แน่ๆเดินตามไปยังไงก็ถึง
และมันก็ถึงจริงๆ 555 ดีใจจนน้ำตาจะไหล ปัญหาต่อไปคือจะเข้าไปจองต้องพูดยังไงบ้างฟะ  (สาวๆที่ผม
เดินตามเป็นเด็กๆวัยรุ่นญี่ปุ่นนะครับดูเหมือนว่ามาจากต่างจังหวัดมาทำอะไรซักอย่างที่โตเกียว แอบสนใจ)
  ที่นี่ไม่ใช่ Hotel แต่เป็น Hostel ดังนั้นราคาจึงถูกกว่ามาก แต่ว่าความสะดวกสะบายอาจจะหาได้ลำบาก
คนดูแลที่เป็นคนญี่ปุ่นอวบๆหน่อย(ผู้ชาย) พูดภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น ฟังยากมาก เพราะปกติขนาดคน
พูดชัดๆผมยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ที่นี่มี internet แบบหยอดเหรียญ ห้องน้ำรวมทั้ง Hostel มีอยู่ 2 ห้อง
มีทีวีเล็กๆ 1 เครื่องอยู่ที่ชั้น 2 มีครัวสำหรับทำอาหารแต่ต้องเสียตังเพิ่ม -_- แต่มีเครื่องซักผ้าให้ใช้ฟรี
ผมได้ห้องพักรวมขนาดประมาณ 8 เตียงเห็นจะได้ ราคาก็อยู่ที่ 1380 เยน+ ค่าผ้าห่มก็ราวๆ
เกือบ 1700 เยนถ้าพักติดต่อคืนก็จะยิ่งถูกเพราะเราไม่ต้องจ่ายค่าผ้าห่มเพิ่ม แต่ผมจะพักแค่คืนเดียว
หลังจากที่ผมทำเรื่องพักเสร็จ คนดูแลก็พาผมเดินชม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้วก็พามาที่ห้องพัก
แล้วก็พามาที่เตียงแล้วบอกว่าข้างๆเตียงผม มี thaigirl มาพักด้วย หลังจากที่เขาไปแล้วผมก็แอบไปดู
บนเตียงของสาวๆ เห็นหนังสือนำเที่ยวเป็นภาษาไทยด้วย ดีใจมากๆๆเลยเพราะผมคิดว่า ถ้าผมไม่ได้
คุยกับใครผมก็กำลังจะบ้าตาย หลังจากเก็บของเสร็จแล้วผมก็รีบจรลีเพื่อที่จะชำระร่างกายซักที
พูดไปก็อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยครับ มาตั้งแต่วันจันทร์เพิ่งมาได้อาบน้ำจริงๆจังก็วันอาทิตย์ ปกติ
ก็ทำได้แค่เช็ดตัว หลังจากที่ไม่ได้อาบน้ำมา เจ็ดวัน สระผมมาเจ็ดวัน มันช่าง......สุขสุดๆๆเลยครับ
   ที่นี่ค่อนข้างสะดวกในการหาของกินเพราะอยู่ใกล้ๆกับร้านสะดวกซื้อหลายๆแห่งมาก และก็ร้านขาย
ข้าวแถวนี้ราคาแพงกว่าที่เคยกินแถวๆ Shinjuku อยู่พอสมควร และก็ไม่ใช้แบบตู้หยอดที่ผมเคยกิน
ดังนั้นอาหารเย็นของผมวันนี้ก็คือ ข้าว 2 ปั้นกับนม เมจิรสสตอร์เบอรรี่ จากร้านสะดวกซื้อ ได้มาหนึ่งอิ่ม
ราคาก็แค่ 345 เยนเท่านั้น ผมแอบหลบไปแกว่งชิงช้ากินข้าวเย็นในสวนเด็กเล่นแถวๆนั้นอากาศดีมาก
จริงๆ หนาวเย็นกำลังสบาย ....
    คืนนี้ผมรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ทุ่มกว่าๆก็นอนอยู่บนเตียงแล้ว รอให้สาวๆจากแดน smile กลับมาผมจะได้
พูดคุยกับเธอๆ ผมอยากพูดภาษาไทยมากๆๆๆๆๆ หลังจากที่อึดอัดอยู่ในใจมาหลายๆวัน หลับๆตื่นๆผมก็
ได้ยินเสียงกุกๆกักๆ พร้อมกับเสียงสนทนาภาษาไทย พวกเธอกลับมากันแล้ว 5 ทุ่มกว่าไปไหนกันมาฟระ
กลับซะมืดค่ำเลย อยากจะถามจริงๆเลยแต่ก็ไม่กล้าลุกไปคุยตอนนั้นเพราะว่านอกจากพวกเราคนไทยแล้ว
ยังจะมีชาวต่างชาติอื่นๆอีก คนไทยขี้เกรงใจอยู่แล้ว สาวคนแรกปืนเตียงผ่านขึ้นไป ใจผมเต้นตึกๆ แล้วสาว
อีกคนก็นอนอยู่ข้างเตียงผมเกิดมาผมไม่เคยนอนใกล้ๆสาวๆคนไหนเลยในชีวิต ตื่นเต้นโครตๆเลย เธอกำ
ลังหาของอะไรบางอย่างอยู่บนเตีงผมก็ทักทายเธอ เธอก็ถามผมว่าเป็นคนไทยหรอหรอ ผมก็บอกว่าครับ
แล้วผมก็อมยิ้มหลับไป ในที่สุดผมก็มีคนที่คุยกันรู้เรื่องซักที.....
   เป็นที่น่าแปลกว่าผมนอนไม่ค่อยหลับ ไม่ใช่เพราะอิทธิพลจากสาวๆข้างเตียง แต่เป็นเพราะว่าผมไม่คุ้น
เคยกับหมอนที่ทำจากเปลือกโซบะ(ความรู้สึกเหมือนหนุนพวกเม็ดถั่วเขียว) ผ้าห่มที่นุ่มและหนา จนรู้สึก
ว่ามันค่อนข้างที่จะร้อนเลย ผมชอบที่หนุนกระเป๋าเป้และซุกตัวนอนในถุงนอนของผมมากกว่า บางทีอาจ
เป็นเพราะผมชอบลำบากซะจนเคยตัว ....
   ตี 5 ผมก็ตื่นอีกแล้วผมก็นอนพลิกๆตัวไปมาอยากให้มันเช้าเร็วๆสิผมอยากคุยๆๆๆจะแย่อยู่แล้ว ระหว่าง
ที่พลิกไปพลิกมา ก็มีผู้หญิงปีนลงมาจากเตียงผม ซึ่งผมนึกว่าข้างบนมันว่าง .... น่ารักจิ๊บๆๆ เฮ้ยที่
นี่แม่มมีนางฟ้ามาพักด้วยหรอฟระ ใส่ชุดนอน sexy นิดๆหน้าตาคล้ายๆเด็กญี่ปุ่น นึกในใจถ้ารู้อย่างนี้ก็จะปีน
ขึ้นไปขอนอนด้วยแล้ว อิอิ..
ผมรอจน 6 โมงเช้าจึงรีบออกไปอาบน้ำก่อนเพราะอย่างว่าที่นี้มีห้องน้ำ แค่ 2 ห้องจนเวลาประมาณ
7 โมงกว่าๆ ผมออกมาจัดกระเป๋าเพื่อเรียงสิ่งของซึ่งผมก็ทำประจำอย่างนี้ ทุกวันอยู่แล้ว แล้วก็เตรียมแผน
การที่จะเดินทางต่อว่าวันนี้จะต้องไปที่ไหน เดินทางอย่างไร ...
   ในตอนที่ผมกำลังจัดเรียงกระเป๋าอยู่นั้น สาวคนที่นอนอยู่ข้างเตียงผมเธอเดินออกมาผมก็เลยทักทายเธอ
และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นางฟ้าที่ผมเห็นเมื่อกี้เธอเป็นคนไทย ผมชวนพวกเธอคุยเธอก็คุยกับผมแต่
ว่าคนที่นอนข้างเตียงผมเธอพูดน้อยๆ สรุปได้ว่าพวกเธอมาเที่ยวกัน 3 คน เป็นนักศึกษาปี 2
จาก ABAC คณะบริหาร 2 คนแล้วก็ ม.ศิลปกร อีก 1 คน ผมก็คุยๆกับพวกเธอไปเรื่อยๆเธอก็บอกว่าพวกเธอ
กลับมาจากอเมริกา ไปทำงานพิเศษที่นั่น แต่ไปเที่ยวกันมากกว่า และก็ตอนขากลับก็เลยแวะมา
เที่ยวญี่ปุ่น ได้ 5 วันแล้วและวันนี้ตอนเย็นก็กำลังจะกลับ แต่ก็จะเช็คอิน และก็ไปซื้อของฝากกันต่อ
หลังจากที่คุยกันเธอก็ถามผมบ้างโดยใช้สรรพนามเรียกผมว่าเธอๆ แอบดีใจเพราะว่าเรายังไม่แก่หุๆๆ
เพราะเราเหมือนรุ่นเดียวกัน ...เน๊อะจริงมั้ย เธอถามผมว่าผมมากี่วันแล้ว พักยังไง
ผมก็ตอบไป เธอก็ดูแปลกใจนิดๆกับชีวิตที่ผ่านมาของผมในญี่ปุ่น   ผมก็ถามเธอเกียวกับนู้นนี่เธอ
(คนที่น่ารักที่สุด พูดเก่งที่สุด) ก็คุยกับผมอย่างเป็นกันเองมาก ส่วนอีกสองคนพูดน้อยๆ
เธอจัดกระเป๋าผมก็ชวนคุย โอ้พระเจ้า ผมต้อง ตกใจกับสัมภาระของพวกเธอ นึกว่าจะย้ายบ้านมา
อยู่ที่นี่ของเยอะจริงๆ 3 คนกระเป๋า 7 ใบ ผิดกับผม เป้ใบเล็กๆ
(เมื่อเทียบกับกระเป๋าของพวกเธอ)แถมยังเกทับผมอีกว่ามีฝากไว้ที่สนามบิน อีกหลายใบ
   ถ้าคุณเป็นผมคุณจะให้เรื่องตอนนี้มันจบอย่างไร เมื่อคุณคิดว่าคุณอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ อยากจะ
พูดคุยให้มากกว่านี้ อยากเป็นมากกว่าคนที่(อาจจะรู้จักกันโดยบังเอิญ เหมือนโชคชะตากำหนดรึเปล่า)
   ผมเคยอ่านหนังสือเจอเล่มหนึ่งว่าความสัมพันธ์ของคนเราไม่ต้องสานต่อให้มันยาวเสมอไป ผมมาเที่ยว
ผมไม่ได้มาตามหาใครซักคน ถ้าผมสานความสัมพัธ์ไปมันอาจจะยืนยาวหรือจบลงอย่างรวดเร็วก็ได้ ดัง
นั้นสู้ให้พวกเราจดจำกันไปในรูปแบบนี้ดีกว่า ให้เธอกลับไปเล่าให้คนรู้จักว่าได้เจอคนไทยแปลกๆที่ญี่ปุ่น
ตอนไปเที่ยว และผมก็จำพวกเธอในแบบที่ผมจำแล้วก็เอามาเล่าสู่กันฟังไงครับ ให้ผมและพวกเธออยู่
ในความทรงจำรูปแบบนี้ตลอดไปจะดีกว่า ... (ไม่ต้องถามนะว่าพวกเธอชื่ออะไร เพราะผมก็ไม่ได้ถาม)
  ผมรีบเช็คอินออกจากที่นี่ ผมรีบลาสาวๆสองคน ส่วนคนที่ผมแอบรู้ สึกพิเศษนิดๆ เธอขึ้นไปส่งเมล์
ถามที่บ้านเรื่องของฝาก ไม่ไม่ได้ลาเธอ (กลัวห้ามใจไม่ได้ กลัวเธอขอเบอร์โทรผม ) แต่ว่าเหมือนฟ้าดิน
ลิขิตผมเดินหลงทาง อีกพักใหญ่จนผมตั้งกลับมาเริ่มต้นที่ โรงแรมใหม่ ผมเดินดูแผนที่ในมือเดินไปเรื่อยๆ
จนมาหยุดที่แยกไฟแดง เฮ้ย นั่นมันชาลีแองเจิลนี่หว่า พวกเธอทำหน้าสงสัยนิดๆเมื่อเห็นผมเดินมา
อ้าวออก มาตั้งนานแล้วนิ ผมก็บอกด้วยความภาคภูมิใจกับความสามารถพิเศษ(นิดๆ) เราหลงทางอ่ะ 555
แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน ผมกับพวกเธอก็เดินกันมาเรื่อยๆ จนพวกเธอคุยกันเรื่องอาหารเช้า เธอคนนั้นก็
ถามผม ว่ากินข้าวเช้าที่ไหน เอาแล้วไงตรู ไปกับเธอดีมั้ย ไปแล้วอาจจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นก็ได้นะ
แต่ว่า...ผมเลือก ที่จะปฏิเสธพวกเธอว่าผมไปหากินเอาแถวๆ Kamakura ดีกว่า
อาจเป็นเพราะผมกลัว ... กลัวอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น...
หลังจากที่ล่ำลาจากสาวๆทั้งสามแล้วผมรีบขึ้นรถไฟไปจากที่นั่นโดยเร็วที่สุด
โดย มีเป้าหมายต่อไปคือ Kamakura
 
 ป.ล. ถ้ามีคนถามผมว่าเสียใจมั้ย ผมไม่เสียใจ แต่อาจจะรู้สึกแค่เสียดายนิดๆ เพราะว่าผมไม่ค่อยพบคน
ที่ถูกใจบ่อยนัก แค่ผมรู้สึกว่าผมอาจจะแตกต่างกับเธอกันเกินไป พวกเธอดู ไฮโซ นิดๆ แต่ผมเป็นพวก
ที่ชอบใช้ชีวิตตามอารมณ์ ผมไม่ชอบยึดติดกับสิ่งใด ผมอาจจะกลัว กลัวว่าผมอาจจะต้องสูญเสียวิถีการ
ดำเนินชีวิตและความเป็นตัวตนของผมไป ถ้าผมได้สานความสัมพันธ์กับเธอต่อไป...
 ที่สำคัญผมยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมอยากจะทำอีกมายมาย ผมจึงไม่สามารถที่จะทิ้งหรือเปลี่ยน
แปลงอะไรของตัวเองเพื่อคนอื่นๆได้ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังใช้วิถีชีวิต
ที่แปลกและโดดเดียวต่อไป......
ป.ล. 2 ถ้าใครเจอเธอคนนั้นบอกด้วยว่าผมยังแอบ คิดถึงอยู่ และก็ ถ้าผมเจอเธออีกล่ะก็
คราวนี้จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่ๆ

ป.ล. 3 ในห้องที่ผมพัก มีสาวแคนาดา น่ารักๆและก็สาวเกาหลี น่ารักๆอีกคนคนแต่เธอตัวใหญ่ไปนิดนึง

ป.ล.4 ความแตกต่างระหว่าง Hotel กับ Hostel
 คำทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันคือที่พักแต่ว่า ในความเป็นจริงดูแตกต่างกันค่อนข้างมาก
เช่น
1. Hotel จะมีราคาแพงกว่า Hostel ค่อนข้างมากและความสะดวกสะบายก็ต่างกันเยอะมากตามราคา
2. Hostel จะไม่มีความเป็นส่วนตัว เพราะจะเป็นแบบนอนรวมกันเป็นเตียงหลายๆชั้น ซึ่งถ้าจะให้
แปลความหมายแบบเข้าใจง่ายๆคือ Hostel ก็คือที่ซุกหัวนอน
3.ความปลอดภัยในทรัพย์สิน Hostel ไม่มี ทรัพย์สินคุณอาจจะหายได้ถ้าประมาท เพราะอะไรก็รู้ๆกันดี
4.ข้อดีของ Hostel ก็มีคือคุณได้เพื่อนใหม่แน่ๆ ถ้าคุณอยากมี










ด้านหน้าของ JGH Hostel













ห้องแคบๆนอนแล้วใจหวั่นไหว แปลกๆ
















เตียงแคบๆ แต่ก็นอนได้ สองคนนะ
แอบเสียดาย !!!




 





ส่วนราคาค่าห้องยิ่งแออัดมากก็จะยิ่งถูก ยิ่งไกลก็ยิ่งถูกนะ
หาข้อมูลของ Hostel ได้ที่ www.hostelworld.com นะครับ

blog หน้าผมจะพาไปต่อกันที่ Kamakura เมืองเก่า เสน่ห์แห่งความโรแมนติก


  




 

  


Sunday, September 21, 2008

สุดทางฝัน...ในวันที่ฝนตก

   ฝนยังคงตกลงมาอย่างไม่เบื่อ ผมไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้ตกนานนัก และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ตกลงมา
ซู่ซ่าเหมือนช้างพ่นน้ำ แต่ก็ทำให้เปียกฝนได้เมื่อเดินตากฝนไปนานๆ
  เช้านี้จัดว่าเป็นเช้าที่ไม่สดใสอีกหนึ่งวัน ผมต้องรีบออกมาจากศาลเจ้าก่อนที่เจ้าของเค้าจะตื่นออกมา
เจอ ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่สว่างมากนัก (ดูจากรูปของตอนที่แล้วเอานะครับ) และเมื่อเดินตากฝนนานๆเข้า
เราก็จะมักเกิดอาการปวดฉี่ได้ ผมก็ใช้เวลาเดินหาหักน้ำสาธารณะอีกพักใหญ่ และใกล้ๆกันก็มีอพา์ท์เม้น
ผมไปอาศัยนั่งอยู่หน้าลิฟ์ของรถเพื่อวางแผนการเดินทางในวันนี้ ด้วยเพื่อเป็นการฆ่าเวลาที่มีอยู่มากมาย
ให้หมดไปอย่างช้าๆ ผมเฝ้ามองดูคนเดินผ่านไปผ่านมา ผมมองเห็นคุณลุงคนหนึ่งเค้าเดินลากรถเข็นคันเล็กๆ
ค้นตามถังขยะ เพื่อหากระป๋องน้ำต่างๆที่เป็นที่นิยมมากที่นี่ สภาพผมตอนนี้ก็คงแทบไม่แตกต่าง
อะไรจากคุณลุงคนนั้นนัก ตอนนี้ผมเป็นคนที่ไม่มีบ้าน ตอนนี้ผมเป็นคนเดินทางที่มาใช้ชีวิตอีกด้านที่นี่
แต่ว่าการใช้ชีวิตของผมที่นี่มันมีวันสิ้นสุด แต่ว่าคนไม่มีบ้านที่นี่ ต้องใช้ชีวิตที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ
ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มันจะสิ้นสุดลงตอนไหน
   อาหารเช้าของผมในวันนี้ก็แทบจะเหมือนทุกๆมื้อที่ผ่านมา ก็คือ ของที่เตรียมมาจากเมืองไทยอย่าง
เช่น พริงเกิล เลย์ ครีมโอ ถั่ว ทำให้หลายๆวันที่ผ่านผมเสียค่าข้าวไปเพียง 2 มื้อเท่านั้นรวมๆ 680 เยน
ผมใช้เวลาเดินเล่นอยู่ในชินจูกุพักใหญ่เพื่อรอเวลาเดินทางไปยังสถานที่ๆเรียกว่า Sun Plaza









  

























จากสถานีรถไฟชินจูกุ ผมใช้เวลาเดินทางไป เพียงแค่ 10 กว่านาทีก็ถึง ซึ่งเจ้าตัว Sun Plaza
ซึ่งก็หาเจอได้ไม่ยากนัก ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากสถานนีรถไฟ และเมื่อผมเดินมาถึงที่นี่
ผมก็ต้องประหลาดใจ นิดหน่อยเมื่อเห็นคนจำนวนมากยืนรอเข้าแถวเพื่อทำอะไรบางอย่าง
ท่ามกลางสายฝน เฮ้ยประตูฮอลมันเปิดตอนบ่าย 1 ไม่ใช่หรอฟระ นี่ยังไม่เที่ยงเลยมายืนรอ
อะไรกันมากมาย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากรู้ว่าเค้ามายืนเข้าแถวกันทำไม แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผม
ตอนนี้คือหาที่พักซักหน่อย เพราะว่าตอนนี้ผมเริ่มที่จะเจ็บขาแล้ว อาจเป็นเพราะว่าตลอดหลายๆ
วันที่ผ่านมาผมอาจจะใช้งานมันมากเกินไป(นิดนึง) ผมเดินวนๆหาๆสวนสาธารณะซึ่งที่นี่ก็มีอยู่
หลายแห่งด้วยกัน ที่นี่เหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งดูพลุกพล่านในย่านชุมชน และดูสงบเยือกเย็น
ในย่านที่อยู่อาศัยซึ่งร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ศาลเจ้าต่าง และสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ห่างกันนัก
    ผมนั่งรอเวลาไปเรื่อยๆ เพราะคอนรอบแรกจะเริ่มเวลาบ่ายสอง ส่วนรอบของผมนั้น
เริ่มตอน 1 ทุ่มตรง แต่ว่านั่งได้ไม่นานนักเพราะความตื่นเต้นอยากสัมผัสเร็วๆ เลยไปนั่งคอยตั้ง
แต่คอนรอบแรกยังไม่เริ่ม คนค่อยๆแห่ทยอยกันมา จนเต็มหน้าลาน ซันพลาซ่า มีการพูดคุยแลก
เปลี่ยนหรือแม้แต่ของที่ละลึกที่สะสมกัน นอกจากนี้ บรรดาแฟนคลับบางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเพลง
เพื่อซ้อมท่าเต้นก่อนที่คอน จะเริ่มด้วย นอกจากนนี้ยัง มีการขายของที่ละลึกที่ทำกันเองของบรรดาแฟน
คลับทั้งหลายเช่น รูปถ่าย สมุด เท่าที่ผมเห็น ใครเป็นแฟนคลับใคร และต้องการของที่ละลึกของ
สาวๆคนไหน ให้สังเกตุของคนรอบๆตัวจะมีป้ายรูป สาวๆคนนั้นห้อยคออยู่และถ้าใคร อยากไปหาของที่
ละลึกของสาวๆที่เป็น unofficecial ก็ให้ลองสอบถามคนเหล่านี้ดู (แต่ว่าภาษาญี่ปุ่นอาจจะต้องแน่นหน่อยนะครับ )
   คอนเสริ์ตรอบแรกกำลังเล่นอยู่ พร้อมกับเสียงเพลงอึกทึกที่คุ้นหู เหล่าบรรดานางฟ้าของผมกำลัง
ขับขานเสียงเพลงแห่งสวรรค์อยู่ข้างบน ผมอยากให้ถึงเวลานั้นจริง ๆ ผมใช้เวลาเดินไปเดินมาเพื่อฆ่า
เวลาที่มันแสนนาน ตลอดสองชั่วโมงเต็ม แม่มม ทำไม 2 ชม.มันนานจังฟระ 
   หลังจากที่ผ่านการรอคอยมาตลอดสองชั่วโมง เต็มจนคนดูชุดแรกเดินออกมากัน สิ่งที่ผมเห็นกับตา
และก็ส้างความประหลาดใจแบบสุดๆก็คือ แต่ละคนยังกะไปตกน้ำมาที่ไหน เปียกโซกไปทั้งตัว แทบ
ทุกคน หรือข้างในอากาศมันจะร้อน(วะ)เพราะมันอยู่ใน ฮอลล์
   และแล้วช่วงเวลา 30 นาทีสุดท้ายก่อนที่ประตูฮอลจะเปิด บรรดาคนดูรอบค่ำต่างก็มากันอย่างคับคั่ง
จนแทบเต็มลานหน้าลานซันพลาซ่าอีกครั้ง แต่ละคนก็มีวิธีการเตรียมตัวที่ต่างกันออกไป เช่น ตอน
มาใส่เสื้อปกติ พอคอนจะเริ่มก็เปลี่ยนเป็นเสื้อสีของสาวๆที่ตัวเองเป็นแฟนคลับอยู่ การซ้อมท่าเต้น
หรือแม้แต่การเตรียมน้ำดื่มเกลือแร่ขวดใหญ่นำเข้าไปด้วย ผมสงสัยในใจ เข้าไปดูคอนแค่แน้...
พวก ฟึงถึงขนาดกินน้ำเกลือแร่กันเลยหรอวะ และตอนนี้ผมสงสัยว่าอากาศมันเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ
ตัวผมเริ่มสั่นจากความหนาวของกาศภายนอก หรือว่าจากความตื่นเต้นจากภายใน ผมก็ไม่มั่นใจนัก
แต่ว่าพอยิ่งใกล้ๆเวลามันกลับยิ่งหนาวขึ้นๆทุกที ใกล้แล้วๆ ๆ ๆเว้ย....
   ในที่สุดผมก็มานั่งอยู่ในฮอลแล้ว ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าที่ผมสั่นไม่ใช่เพราะว่าเป็นอากาศหนาวจากภายนอก
แต่ว่ามันเกิดจากความตื่นเต้นจากภายในต่างหาก ในที่สุดวันนี้ วันที่ผมอดทนรอมาตลอดเวลา 2 ปีในที่สุด
บรรยากาศในฮอลเท่าที่ผมดูส่วนใหญ่ร้อยละ 99 เป็นคนญี่ปุ่น เป็น พวกโอตากุ ราวๆ 60 เปอร์เซ็น เป็น
สาวๆซัก 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนธรรมดาซัก 24 เปอร์เซ็น ส่วนอีกเปอร์เซ็น น่าจะเป็น คนไทย กับฝรั่ง
 2 คนที่ตั้งใจ(หลง)เข้ามา 555 เท่าที่สังเกตุดูก่อนเข้ามา มีพวกที่ดูรอบแรกแล้วเบิ้ลต่อรอบสองอีก หลาย
สิบคนเลยทีเดียว
    มีคนเคยบอกว่า เวลาบนสวรรค์มันเร็วกว่าบนโลกมนุษย์ ตอนนี้ผมรู้เลยว่าเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของผมตอนนี้ คือบรรดาเหล่านางฟ้า ที่กำลังร่ายเวทย์มนต์ให้คนที่อยู่ที่นี่มีความสุข
ผมอธิบายไม่ถูกจริงๆต้องลองมาสัมผัสเองถึงจะรู้แต่เท่าที่พอจะเล่าให้ฟังได้ก็คือ
1.ไอจังหน้าเด็กมากๆ
2.เรนะจังกับซายูจังแข่งกันขาวสุดๆ
3.ริสะจังน่ารักสุดๆ
4.คาแมะจังก็น่ารักสุดๆไม่แพ้กัน
5.คนข้างหน้าผมใส่เสื้อสีชมพูแสดงว่าเป็นแฟนคลับหนูกระต่าย
6.ไอจังเป็นคนที่มีแฟนคลับมากที่สุดในฮอล
7.คนที่รองลงมาน่าจะเป็น เอริ เรนะ และก็นู๋โค
8.ผมฟังช่วง MC ไม่ออกแล้วก็กดเลื่อนเทปเหมือนที่เคยทำไม่ได้
9.ทุกคนในฮอลไม่มีใครนั่งดูคอนเสริต์
10.ทุกคนในนี้ไม่มีใครร้องเพลงมอนิ่งได้เลย(ไม่เห็นมีใครร้องซักคน)
11.แต่ว่าทุกคนกลับเต้นได้ทุกเพลง(เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเต้นและก็ตะโกนรับส่งจังหวะ)
12.เพลงที่ผมมั่นใจที่สุดว่าเต้นได้เนียนมากสุดคือ Sexy Boy
    เพลงที่ผมคิดว่าร้องได้เนียนที่สุดคือ Happy Summer Wedding
13.ผมพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ผมกลับร้องเพลงมอนิ่งได้ช๊าดชัด
14.สิ่งที่ขาดไม่ได้ตอนดูคอนก็คือ light Stick เอาไว้รัดข้อมือแล้วเอาไว้ชูมันจะสวย
และได้อารมณ์ร่วมมากๆๆ
15.เจ้าหน้าที่เค้าจะเดินดูเราตลอดคอน เดินไปเดินมา เพราะกลัวเราแอบถ่ายรูปหรือบันทึกภาพ
16.ตอนเริ่มคอนอากาศจะหนาว แต่พอผ่านไปซักพักเหงื่อจะแตกพลัก
17.ในตอนแรกคุณอาจจะมองเวทีชัดๆ แต่พอมาถึงเพลง Koko ni Iruzee! คนข้างหน้ามันจะโดดบังเรา
แล้วเราก็จะไปโดดบังคนอื่นต่อ
18.ผ่านมา 2 ชั่วโมงเหมือนผ่านไปแค่ 20 นาที
19.ตอนคอนจบน้ำตาผมจะไหล เพราะดีใจที่ได้มา
20.ผมอยากจะบอกว่าผมรักสาวๆมอนิ่งที่สุดเลย 555+
ปล.นึกมุกออกจะเอามาเติมอีกวันหลังนะครับ
    
ก็อย่างที่บอกๆกัน เวลาบนสวรรค์มันมักจะผ่านไปเร็วกว่าบนโลก ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่บนโลกแห่ง
ความจริงอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้สติผมเหลือไม่ถึงสลึง ผมไม่ค่อยรู้สึกตัวเองเหมือนที่ผ่านๆมาๆ พูดง่ายๆให้
เข้าใจคือผมเบลอไปแล้ว ผมออกมานั่งมองดูบรรยากาศรอบๆตัวอีกครั้ง ทุกคนดูเหมือนมีความสุข
อย่างมากกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา แต่ผมกลับรู้สึกตรงข้าม ผมอิจฉาคนที่นี่ที่มีโอกาสดีๆอย่างนี้
ตลอดเวลา ที่มีโอกาสได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของมอนิ่งมูซูเมะ
   ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออก ผมนั่งมองคนรอบตัวต่างทยอยกลับออกไป จากฝูงชนจำนวนมากๆ
ค่อยๆสลายตัวไปอย่างช้าๆ ก็คงเหลือแต่เพียงบางกลุ่มเท่านั้น อย่างที่ผมเห็นก็เช่น เด็กๆกลุ่มนึง
มันเอาเสื้อ กับ ถุงเท้าที่ใส่เอาออกบิดน้ำออกมา แล้วก็ตรบมือชอบใจกัน และในกลุ่มนั้นมันก็มีเด็ก
แว่นอยู่คนหนึ่งสุดยอดมากๆด้วยการเอาเสื้อกับถุงเท้าออกมาบิด น้ำไหลออกมาออกอย่างกับเอาไปจุ่ม
น้ำในกาละมังมา ซึ่งสามารถร้องเรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มเพื่อนได้ความว่า  @3#% ซึโกยยย !!!!
  แต่สำหรับผมแล้วตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนมาถึงจุดสิ้นสุด ความรู้สึกเหมือนกับดอกไม้ไฟที่ถูก
จุดและแตกออกไปอย่างสวยงามตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบสิ้นลงแล้ว
ผมอยากกลับบ้าน ทั้งๆที่ยังเหลือเวลาอีก 9 วัน ผมยอมแพ้ผมอยากจะโทรไปหาเพื่อนที่กรุงเทพ ว่า
 " มึงเปลี่ยนตั๋วให้กูหน่อยวะ กูจะกลับบ้านพรุ่งนี้แล้ว กูไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว " แต่ในที่สุดก็ไม่ได้
โทรก็เพราะว่าที่นี่มัน สามทุ่มครึ่ง แต่ที่เมืองไทยก็ ห้าทุ่มครึ่งแล้วที่สำคัญ พรุ่งนี้มันวันอาทิตย์
Agency มันปิดเลยเปลี่ยนตั๋วไม่ได้
  พอตั้งสติได้ผมก็เริ่มคิดได้ว่า ต้องหาอะไรใส่ท้องก่อน+คืนนี้ผมยังไม่มีที่นอนเลยนี่หว่า เอาวะยังไงก็ต้อง
กลับไปตั้งต้นที่ Shinjuku ก่อนเพื่อหาอะไรใสท้อง ผมกลับไปร้านเจ้าประจำ ผมสั่งแกงกะหรี่เพื่อหวังว่า
ความเผ็ดมันจะสามารถเรียกสติผมกลับมาได้ แต่ว่ามันก็ไม่ได้ผล ถึงแม้ว่าผมจะเอาพริกใส่เพิ่มลงไป
ความเผ็ดของมันก็ไม่มากกว่าความรู้สึกด้านชาที่มีอยู่ ต่อไปคือหาที่นอนผมเลือกที่จะเดินกลับไปยัง
บริเวณ สวนสาธารณะ โยโยกิ พาร์ค ที่เคยเป็นที่ตั้งของห้องพักสุดหรูบนเนินสี่แยกไฟแดงที่คุ้นเคย
  ผมใช้เวลาเดินกลับออกไปร่วมราวๆ เกือบห้าสิบนาทีเพราะเดินหลงทางนิดหน่อย (ตกราวๆ 20 นาที)
ก็ถึงจุดหมายตอนนี้ฝนไม่ตกแต่ว่าพื้นดินมันก็ชื้นๆอยู่ เพราะว่าฝนเมื่อตอนราวๆบ่าย 3-4 โมงเย็น
ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พื้นจะเปียกจะชื้นก็ช่างตอนนี้ผมต้องการหนีจากเวลาอันแสนเศร้านี้ พรุ่งนี้
ผมจะกลับบ้าน ถึงแม้ว่าจะโดนประนามว่าไอ้ ขี้แพ้ก็ตามที....

ปล.จำเรื่องเสื้อแฟนคลับที่เอามาเปลี่ยนก่อนเข้าคอนได้มั้ยครับ คงรู้แล้วใช่ใหมว่า
ทำไมเค้าถึงไม่ใส่มาจากบ้าน




  

Saturday, August 9, 2008

ในวันที่ฝนตกกับเด็กหลงทางแห่ง Shinjuku

ไม่ได้เขียนนานมาก ร่าง draff ทิ้งไว้ เกือบเดือน เหอๆ

วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงชั้นบ้าง ใหมหนอเธอ .....

  ไม่ใช่เป็นเพราะอยากจะร้องก็ร้องหรอกครับ แต่ตอนนี้ฝนมันตกและรถก็ติดไม่แต่เฉพาะ
ที่เมืองไทยเท่านั้น ที่ญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนกันครับ แต่ว่าติดน้อยกว่าอาจเป็นเพราะคนที่นี่เค้า
ใช้รถบนถนนน้อยกว่า เพราะที่นี่ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีที่จอดรถฟรีเหมือนบ้านเรา จอดที่ไหนๆ
ก็เสียตังค์แทบทั้งสิ้น ไปเที่ยวห้างยังต้องเสียตังค์ค่าจอดรถกันเลย...

   เฮ้ย...นั่น เด็กแว๊นญี่ปุ่น แต่เด็กแว๊นทำไมแม่งเป็นผู้หญิงหว่ะ โครต xxx เลย ถ้านึก xxx ไม่ออก
ผมก็จะบอกให้ว่า เธอขับรถมอไซด์คันยาวๆใหญ่ๆคล้ายๆ ยานอวกาศในหนังสงครามจักวาล 
ไม่ใช่ wave หรือ mio แต่งเครื่องทำท่อแบบที่บ้านเรานิยมกัน และก็ถ้าขับก็ถูกใจผมสุดๆ เพราะ
ว่าเธอนนอนขับ เด็กแว๊นบ้านเรานอนควั่มขับ แต่เธอนอนหงายขับ !!! ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกครับ
เพราะรถเค้าออกแบบมาให้ขับในลักษณะนี้จริงๆ แทบจะหงายหลังนอนขับกันเลย ที่สำคัญเธอนุ่ง
กระโปรงซะสั้นเลย ขับไปลมพัดโกรกเข้าไปเต็มๆ เสียวไส้(แทน)จริงๆ (อยากกลับไปดูอีกรอบจัง)

   ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ ตอนนี้ฝนกำลังตกทำให้รถไปถึงที่หมายคือ Shinjuku Sta.
ช้าไปร่วมๆ 10 กว่านาทีเลยทีเดียว แผนการทุกอย่างของวันนี้ถูกเตรียมอย่างดี ตั้งแต่อยู่บนรถ
วันนี้เราจะเข้าพักกันในโรงแรม Capsule กันในย่านมหานครที่ไม่เคยหลับอย่าง Shinjuku
หลังที่จากอาบน้ำแล้วเราก็จะออกท่องราตรีกันในคืนนี้ 
   พอออกมาจากสถานีขนส่ง สิ่งที่สำคัญก็คือแผนที่ ซึ่งหาได้ตามถนน หรือหัวมุมได้ทั่วเมือง ฉะนั้น
ใครที่คิดว่าตัวเองแน่ๆ แต่ถ้ามาอยู่ที่นี่หละก็ สาบานได้เลยว่าคุณก็ต้องใช้มันเหมือนกับคนที่นี่ และก็
ขนาดว่ามีแผนที่แปะอยู่ตามท้องถนน ก็อาจทำให้งงได้ อยู่ไหนกัน(วะ)ไอ้เจ้าร้าน mister donut เดินหา
อยู่หลายรอบก็ยังหาไม่เจอ สรุปว่าผมเดินถนนผิดเส้น ก็เลยต้องเดินหาใหม่อีกรอบ ในที่สุดผมก็เจอแล้ว
อยู่ที่นั้นเองร้าน  mister donut ที่ว่า ส่วนเจ้าโรงแรม Capsule ก็คงอยู่ไม่ไกลนัก  อาบน้ำซักที
ตัวชื้นไปหมดแล้ว กินข้าวนอนเล่นซักพัก ออกท่องราตรี
   แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ความเป็นจริงมักจะโหดร้ายเสมอ หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ สี่รอบ
ห้ารอบ เป็นสิบรอบ.... สำหรับการเดินหาเจ้าโรงแรม Capsule ที่ว่า มันอยู่ที่ไหนฟะ
ไอ้โรงแรมนี้ ไม่เห็นมันจะมีเลย ไม่มีจริงๆสำหรับเจ้าโรงแรมที่ว่านี้ ถนนทั้งเส้นเห็นมีแต่รูปผู้หญิงเต็มไป
หมด แล้วก็ร้านอะไรก็ไม่รู้ มีแต่ภาษาญี่ปุ่นยุบยับไปหมดๆ เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว เพลียก็เพลีย
ที่นี่ไม่มีที่ๆ ผมคุ้นเคยอย่างสวนสาธารณะตั้งอยู่เลย เก้าอี้สำหรับนั่งพักก็แทบจะไม่มีเลย
นี่แหละคือ มหานครอย่าง Shinjuku ...
  พอมารู้สึกตัวอีกที เกือบสองทุ่มผมใช้เวลาไปร่วม 3 ชม.สำหรับการเดินหาโรงแรม ไม่มีแผนสองสำหรับ
โรงแรมในละแวกใกล้เคียง เปลี่ยนแผน ต้องหาที่นอนใหม่ไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้มีภาระกิจสำคัญที่สำคัญที่
สุดสำหรับการเดินทางมาที่นี่ในครั้งนี้รออยู่
  ตอนนี้ผมเข้าตาจนอย่างสุดๆแล้วถึงแม้ผมจะเดินออกมาจากใจกลางของชินจูกุแล้ว ผมก็ยังหาที่สำหรับ
นอนยังไม่ได้ ฝนตกลงมาไม่หยุดซักที และเหมือนว่ายิ่งดึกมันก็ยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำไมมันเป็นอย่างนี้
วะ ไม่ว่าไปตาม ศาลเจ้า สวนสาธารณะที่ต่างๆ สนามเด็กเล่น ที่ต่างๆเหล่านี้มันใช้นอนไม่ได้ เพราะมาน
ไม่มีหลังคาสำหรับกันฝน และที่สำคัญประการหนึ่งถ้าสังเกตุให้ดี ที่เหล่านี้เค้าจะไม่มี homeless
มืออาชีพเลย ผมเดินออกหาที่นอนไปเรื่อยๆ ทำไมมันถึงลำบากอย่างนี้ผมนึกในใจ นี่ตรูเก็บตังมาลำบาก
หรอวะเนี่ย ไอ้ครั้นที่จะไปนอนตามโรงแรมทัั่่วไปก็ใช่เรื่อง เพราะราคาขึ้นหลักหมื่นเยนต่อคืนเลยทีเดียว
  ระหว่างเดินหาไปเรื่อยๆผมก็มองดูนู้นดูนี่ไปเรื่อยๆ ตอนแรกผมคิดว่าจะแอบเข้าไปนอนในอาคารก่อสร้าง
แต่ว่ามันก็เปียก จนสุดท้ายผมก็มาหยุดที่ศาลเจ้าในชุมชนแห่งหนึ่ง เอาวะนั่งหลบฝนตรงนี้เอามันให้ถึงเช้า
ไปเลย แต่ว่านั่งได้ 20 นาทีก็ง่วงจนทนไม่ไหวแล้ว พื้นที่นี่ก็เป็นดิน จะกางถุงนอนยังไงวะ และยังมีคนเดิน
ไปเดินมาอีก จะนอนก็อายเค้า แต่ว่า มันถึงขีดสุดจริงแล้วๆ ผมตัดสินใจเดินเข้าไปในชายคาศาลเจ้า
ซึ่งข้างในน่าจะเป็นบ้านของคนที่ดูแลที่นี่ เพราะผมเห็นที่ประตูมีกริ่งอยู่ด้วย เอาไงเอากันวะ 5 ทุ่มกว่าแล้ว
ผมจัดการกางถุงนอนในซอก บันไดเล็กๆใกล้ๆกับกล่องไม้ขนาดใหญ่ ผมยังได้ยินเสียงคนอยู่ข้างใน ถ้า
เค้าออกมาจะเป็นไงวะ จะโดนตำรวจจับส่งกลับบ้านรึเปล่า แล้วถ้าผมหลับไปมีผู้หวังดีโทรแจ้งว่าพบศพล่ะ
ช่างมันเว้ย ขอให้เช้าก็พอ ขอให้ถึงพรุ่งนี้ ขอนอนเอาแรงหน่อยเถอะ... แต่ว่าตอนนี้คิดถึงบ้านจังเลย 

ปล. ที่นี่ผมไม่ได้ถ่ายที่นอนมาให้ดูเพราะมันยังมืดอยู่ เลยถ่ายแต่ไฟสองดวงหน้าศาลเจ้ามาแทน
เป็นที่ระลึก วันแห่งความลำบากอีกวันหนึ่ง ...


Tuesday, August 5, 2008

Kusatsu Onsen อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน ตอนจบ...

    มีคนเคยบอกเอาไว้ว่าของบนโลกนี้มักมีของที่คอยถ่วงดุลกันหรือแก้ทางกันอยู่ อย่างขาวกับดำ กลางวัน
กับกลางคืน แมงกะพรุนกับผักบุ้งทะเล หรือแม้แต่เป็นหวัดเพราะอากาศหนาวกับออนเซ็น ก็น่าจะถูกสร้าง
มาคู่กัน  นะ
   ใกล้ๆกับที่พักแบบ Pen house ของผมคืนนี้ประมาณ 200-300 เมตรมีบ่อนำ้พุร้อนกลางแจ้งที่ชื่อว่า
Sai No Kawara out door bath ซึ่งเป็นบ่ออาบน้ำรวมกลางแจ้งที่น่าจะเป็นแห่งเดียวของที่นี่ ผมแบก
สัมภาระ กับร่างกายที่แสนโทรมจากพิษไข้ เพื่อเข้าไปลองสมมติฐานที่ตั้งขึ้นจากพรายกระซิบข้างๆหู
   500 เยนคือค่าเข้าผ่านประตูสำหรับเข้าไปใช้บริการ เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปแล้วทางด้านขวาจะเป็น
ส่วนของสำหรับผู้ชาย ส่วนด้านซ้ายเป็นส่วนสำหรับผู้หญิง (ตอนแรกนึกว่าเป็นบ่อรวมชายหญิง
แสนเสียดายเลยจริงๆ เฮ้อ ) แต่ก็ช่างมันเถอะเราจะเข้าไปแช่ออนเซ็นนี่นาใหนๆก็อุตส่าห์มาถึงญี่ปุ่นแล้ว
ถ้าไม่ลองแช่ก็น่าเสียดายแย่ ที่นี่จะมีห้องสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า มีชั้นสำหรับวางของให้ด้วย แต่ก็มีล๊อกเกอร์
ราคา 100 เยนให้บริการซึ่งมันก็มีพื้นที่พอที่จะเก็บพวกของมีค่าต่างๆเอาข้างใน (วิธีการแช่ออนเซ็นเดี๋ยว
จะบอกไว้ตอนท้ายนะครับ ) หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ออกไปทางประตูก่อนลงบ่อน้ำร้อน เค้าจะมีน้ำ
ไว้สำหรับล้างตัวด้วย หลังจากที่ล้างตัวแล้วผมก็ให้มองหาที่ๆสำหรับจะไปแช่ ในระหว่างที่สำกำลังมองหา
จุดสำหรับแช่ตัวอยู่นั้น ผมก็ไม่ลืมที่จะสังเกตุสิ่งที่เป็นข้อข้องใจของเหล่าชายไทยทั้งหลายที่เป็นสาวกหนัง
แผ่นเดียวของญี่ปุ่น มันก็คือๆกันล่ะวะ ไทย-ญี่ปุ่น นั่นคือคนแรกที่ผมแอบเห็น แต่พอคนที่ สอง สาม สี่ ห้า
เหมือนในหนังเลยว่ะ ชายไทยกินขาด เห้อๆๆๆ ผมเดินลงบ่อด้วยความมั่นใจในความเป็นชายไทย 555+
   ร้อนๆๆๆ อิ๊บอ๊ายยย ...ตรูจะสุกมั้ยเนี้ย น้ำร้อนมากๆ ซึ่งวิธีการแช่ออนเซ็นที่ถูกต้อง ต้องค่อยๆหย่อน
ร้่างกายลงน้ำอย่างช้าๆไม่ใช่ลงพรวดแบบสระว่ายน้ำแถวบ้าน อุณหภูมิน้ำตามออนเซ็น น่าจะอยู่ราวๆ 60
อาศานะ หลังจากที่ร่างกายปรับกับความร้อนของน้ำจนชินได้แล้ว ผมก็ค่อยๆยืดคลายกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งาน
หนักมาตลอดทั้งวันอย่างช้าๆ สุดยอดๆๆ มันให้ความรู้สึกที่สบายมากๆ น้ำร้อนขนาดนี้ทำให้กล้ามเนื้อที่ถูก
ใช้งานมาอย่างหนักได้ผ่อนคลาย ผมแช่ในน้ำประมาณซัก 15 นาทีสลับกับการขึ้นมาตากลมเอาขาแช่น้ำ
จากอาการก่อนที่มาแช่น้ำร้อนคือ หนาวมากๆ ตัวร้อนจนตาลาย ตอนนี้กลับสามารถ นุ่งลมชมวิวได้ โดยที่
ไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย นี่น่ะหรือคือ ปาฏิหารย์ของออนเซ็น น้ำในบ่อของที่นี่เกิดมาจากตาน้ำไหลออก
มาผ่านเข้ามาในตัวสระแล้วไหลผ่านไปยังสวน Sai no Kawara park ที่อยู่ข้างล่าง(ที่ๆผมนอนคืนแรกไงล่ะ)
แต่ว่าที่นี่มีตาน้ำมากมายฉะนั้นน้ำที่ออกจากที่นี่จึงไหลผ่านออกไปยังท่อน้ำร้อนแล้วไหลไปที่ไหนต่อก็ไม่รู้
ถ้าถามว่ามันเหมือนกับแช่น้ำร้อนมั้ย บอกเลยว่าไม่เหมือนครับ น้ำร้อนที่นี่คือน้ำแร่ น่าจะมีส่วนผมผสมของ
กำมะถันอยู่ สังเกตุจากกลิ่นเอา แล้วก็ขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่าถ้าไม่จำเป้นก็อย่าเอาน้ำพวกนี้มาล้างหน้า
เพราะมันแสบตามากๆๆ หลังที่แช่จนชุ่มปอด จนคุ้มค่าเงิน 500 เยนแล้วก็ตกราวๆ ชม.ครึ่งได้มั้ง คนปกติ
เค้าจะแช่กันแค่คนละไม่เกินครึ่งชม. แต่ว่านี่คนป่วยเนอะเลยต้องแช่นานหน่อย หลังจากที่ออกมาจากบ่อ
ออนเซ็นแล้ว แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าอาการที่เรียกได้ว่าแทบบจะตายเมื่อกี้มันหายไปไหนหมด ผมเดินออก
มาเหมือนคนที่เป็นปกติแทบทุกอย่าง เดินกลับ Pen house ที่แอบจองเอาไว้อย่างสบายตัว
    แต่ว่าที่ Pen house ที่นี่มันไม่มีไฟ รอบๆตัวแทบจะมืดไปหมด มีเพียงแค่ไฟรถที่วิ่งผ่านจากถนนเท่า
นั้น อ้อแล้วก็ไฟห้องน้ำด้วย ก่อนกางถุงนอนออกผมก็ไม่ลืมที่จะคำนวนมุมไหลผ่านของลม ที่คาดว่าจะพัด
ผ่านเข้ามายามค่ำคืน ประสบการณ์จากหลายๆวันทำให้ผมฉลาดขึ้น ก่อนนอนผมก็ไม่ลืมซัดยาที่เตรียมมา
ไว้ด้วย ก่อนที่จะหลับไปด้วยความเพลีย แบบสุดๆจากความเมื่อยล้าและพิษไข้ แต่ว่าคืนนี้มันช่างหลับ
สบายอะไรอย่างนี้นะ ....
     กา กา กา ที่ไหนก็มีนาฬิกาปลุก ไม่เว้นแม้แต่ที่นี่ ตีห้ากว่าสว่างยังกะแปดโมงครึ่ง ถึงที่นี่จะเป็นต่างจังหวัด
แต่ผมก็ยังแอบเห็นคนญี่ปุ่นมาออกกำลังกายยามเช้ากันเหมือนเดิม อากาศมันช่างดีอะไรอย่างนี้.............
ควันที่พุ่งขึ้นมาจากบ่อ หรือตาน้ำร้อนมันช่างสวยอะไรอย่างนี้อาจเป็นเพราะอากาศตอนเช้ามันยังคงหนาว
อยู่เลยทำให้มองเห็นไอน้ำที่พุ่งขึ้นมาได้มากกว่าตอนกลางวัน อาการป่วยของผมแทบเหมือนไม่เคยเกิด
ขึ้นเลย เป็นเพราะออนเซ็นแน่นอนผมเชื่อย่างนั้น (ตอนแช่อย่าลืมสูดกลิ่นกำมะถันที่ลอยขึ้นมาด้วยนะ
อันนี้เป็นสูตรที่คิดเองและมันก็ใช้ได้ผลซะด้วย )ผมไม่มีอะไรทำก็เลยนั่งคอยเวลาให้มันออกสายๆหน่อย
แล้วค่อยเดินทางต่อ ผมสังเกตุคนญี่ปุ่นอย่างหนึ่ง อย่างเวลาที่มีคนอยู่ที่ศาลา(ที่ผมแอบพัก)
หรือม้านั่งตามสวนสาธารณะต่างๆ ถ้ามีคนนั่งและมันติดกันเกินจนไปเค้าก็จะไม้เข้าไปนั่ง .... สงสัยรังเกียจเค้า -_-
ที่นี่มีคนทักทายเค้าด้วยหล่ะ เป็นชายมีอายุหน่อยทักทายเค้าก่อนเป็นภาษาญี่ปุ่น ผมก็ทักทายกลับ
แล้วก็ยิงภาษาญี่ปุ่นมาเป็นชุด เราก็โชว์ step งงใส่พอเค้ารู้ว่าเราไม่ใช่คนญี่ปุ่น ก็เลยเงียบไปเลย 55+
เราก็เลยอยู่ไม้่ได้เลยรีบชิ่งหนีออกมาแทน เฮ้อ หน้าตรูมันเหมือนญี่ปุ่นตรงไหนฟระ ถ้าเป็นแนว K-pop
ก็ว่าไปอย่าง จิงป่ะ ฮิ้วววว....มันช่างกล้าเนอะ เฮ้อ....
   ก่อนกลับก็เลยไปถ่ายรูปสถานที่ใกล้ๆที่ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปไว้ในวันแรกๆ อย่าง Yabutake หรือ แม้แต่
Sai no Kawara park ที่สำคัญที่นี่ยังพอมี ดอกซากุระให้ชมอยู่ด้วยสิ ไม่เสียแรงที่ไกลถึงที่นี่เลยจริง
มั้ยครับ อ๊ะเก้าโมงครึ่งรถจะออกแล้วผมต้องรีบไปขึ้นรถก่อนนะครับเดี๋ยวจะตกรถ เพราะพรุ่งนี้มีนัดสำคัญ
ที่โตเกียวซะด้วยสิ .... อิอิๆๆๆ




ที่พักแบบ Pen House ที่ผมแสนจะภูมิใจ


















วิวสวยๆข้าง Pen House










                                         






บ่อน้ำแร่ Sai No Kawara out door bath ถ่ายข้างในไม่ได้
กลัวไม่ได้กลับออกมาครับ













อันนี้เป็นอนุเสาวรีย์ของ Dr. Barelz และ Dr.Scriba
ผู้ที่ทำให้คนรู้จักเมือง Kusatsu และก็ประโยชน์
ของบ่อน้ำร้อนที่นี่ (ใครเป็นใครอันนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ)

                                   









อันนี้เป็นรูปของ บ่อน้ำร้อนใน Sai no Kawara park
และที่เห็นนั่นไม่ใช่ บังกะโลนนะครับ
แต่เป็นห้องน้ำในตำนาน
ต่างหาก ฮิๆๆ (แอบมีดอกซากุระด้วย)






 








เอากันให้เต็มที่สำหรับที่นี่















บ่อน้ำที่นี่มีหลายบ่อมาก และแต่ละบ่อก็จะมีชื่อเรียกต่างๆกัน
อาจเป็นเพราะสีของน้ำในแต่ละบ่อจะไม่
เหมือนกันนั่นเอง













                    


รูปสุดท้ายสำหรับที่นี่

















ที่นี่คือ Yabutake ยามเช้าสวยต่างจากตอนกลางคืน ไปอีกแบบ
















นี่ก็ ใช่ Yabutake













 


 


















รูปสุดท้ายสำหรับ Yabutake














รูปดอกซากุระ ที่หาดูไม่ได้แล้วในโตเกียว
ถ้าผมไม่ได้มาที่นี่ก็คงไม่ได้เห็น....












ลืมๆๆไป อยากบอกว่าถ้าใครอยากลองมาแช่ออนเซ็นล่ะก็ ผมว่าที่นี่ก็น่าจะไม่น่าพลาดนะครับ สำหรับ
เมืองแห่งออนเซ็นแห่งนี้ แน่นอนว่าถ้าผมมีโอกาสกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง ผมจะไม่ลืมที่จะกลับมาที่นี่
อย่างแน่นอน ลาก่อนนจนกว่าจะพบกันใหม่นะ Kusatsu Onsen ....

ปล.วิธีการแช่ออนเซ็น
  1.โดยปกติแล้วก่อนที่จะลงแช่ออนเซ็น คนญี่ปุ่นมักที่จะล้างตัวก่อนที่จะลงแช่
  2.การแช่ออนเซ็นที่ถูกต้องเราควรค่อยๆหย่อนร่างกายลงน้ำอย่างช้าๆเพื่อค่อยๆปรับร่างกายให้
     ชินกับอุณหภูมิของน้ำ
  3.คนญี่ปุ่นมักจะมีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆหรือผ้าเช็ดหน้าเข้าไปออนเซ็นด้วย เอาไว้ชุบน้ำเพื่อเอามาวางไว้
    บนศรีษะแทนการดำลงไปแช่ทั้งหัว เพราะมันจะทำให้แสบตา และเอาไว้ปิด xxx ตอนขึ้นจากน้ำด้วยนะ
  4.อันนี้สำคัญ คนญี่ปุ่นเค้าจะไม่อาบน้ำเพื่อล้างตัวอีกครั้งหลังจากแช่ออนเซ็น เพราะเค้าถือว่าจะทำให้
    ไม่ได้รับประโยชน์จาก ออนเซ็น อย่างเต็มที่

นึกออกเด๋ยวมาเติมใหม่นะคะ

ตอนหน้าพบกัับเรื่องราว ในวันที่ฝนพรำกับเด็กหลงทางแห่งชินจูกุ