Saturday, April 18, 2009

เกือบลืมหายใจ เพราะ Tokyo Tower

   Tokyo Station. คือสุดปลายทางที่มาถึง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มของวันนี้เหมือนกัน ตึกสูงใหญ่แข่งกันขึ้นมาแต่ทว่ามีระเบียบ ถนนกว้างแต่ไม่มากไปด้วยรถ ผู้มากมายเดินสวนทางกันไปตามแต่ทางของตัวเอง เหมือนกับผม ถ้าคุณอยากเห็นความยิ่งใหญ่ที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบ ที่นั่นมีสิ่งที่นี้อยู่ .
   ห่างไปสองช่วงตึก คุณจะเห็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของที่นี่ Imperial Palace คือพระราชวังของราชวงค์ โดยปกติหนึ่งปีจะเปิดให้เข้าชมเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น คือ วันที่ 2 ม.ค. และ 23 ธ.ค. โชคไม่ดีที่วันนี้เป็นที่ 16 พ.ค. เลยอดเข้าไป แต่ว่าไม่เป็นไรครับ เพราะแค่ข้างนอกก็สวยพอแล้ว ลักษณะของพระราชวังห้อมล้อมไปด้วยคูน้ำขนาดใหญ่(มาก) และมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆด้วยเช่นกัน กว่าจะเดินครบรอบใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ถ้าคิดว่ารอบๆนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะก็ ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด รอบๆของพระราชวังนั้น มีสวนสาธารณะกระจายตัวอยู่โดยรอบ เหมือนจะบอกใบ้ว่าพื้นที่นี้เป็นของทุกคน เช่น เด็กนักเรียน ม.ต้น มาทำกิจกรรมวาดรูป (หญิงล้วนนะคะ) ผมชอบเด็กญี่ปุ่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ เค้ามักแสดงออกอย่างที่เค้ารู้สึก และเป็นอยู่ แต่บางทีมันอาจจะมองว่ามันเกินไปนิดสำหรับคนไทย แต่ผมว่าคนที่นู่นเหมือนเค้าจะสอนให้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง บางทีสิ่งนั้นอาจเป็นทำให้เด็กที่นู่นได้เติบโตมากับความเป็นตัวตนที่แท้จริงก็ได้







ป้อมหน้าวัง ข้างในเข้ามะได้


















สะพาน Meganebashi
เพิ่งรู้จักชื่อเมื่อกี้ตอนหา วันที่เปิดให้เข้าชม

















 คูน้ำ รอบๆ พระราชวัง (เรียกคูถูกป่าว)
















มองสวนสน ผ่านไปยัง โตเกียวทาวเวอร์ด้วย














  หลังจากเดินมาครบหนึ่งรอบ และกำลังเดินชมภายนอกรั้วอยู่นั้น มีฝรั่งอยู่คนนึงยื่นของมาให้ (อะไรวะ
เพิ่งเจอกัน ใ้ห้ของขวัญตรูเลยหรอวะเนี่ย มันหวังอะไรหรือเปล่า ) แน่นอนเค้าหวังอะไรจากผม แค่มองตา
ก็รู้แล้ว ถ่ายรูปให้หน่อยครับ เฮ้อๆๆๆ  ก่อนจากก็มีแซวด้วยนะ Are you Japan ? มันมาอีกแล้วว 55+
ผมตอบกลับไปว่า Thai เค้าก็ทำหน้าแบร่ๆๆ สงสัยมันจะไม่เคยมาเที่ยวไม่งั้นชวนป๋มคุยต่อแล่วล่ะ 
  จากจุดนี้ คุณสามารถมองเห็น โตเกียวทาวเวอร์ได้ นั่นที่จุดหมายหลักของค่ำคืนนี้ แน่นอนผมเดินไป
เช่นเคย ถึงแม้มันจะค่อนข้างไกลหน่อย แต่ด้วยวิวสองข้างทางตลอดจุดหมาย ก็จะทำให้คุณลืมเหนื่อยเลย
ทีเดียว

 ระหว่างทางระหว่างอิมพาเลสและโตเกียวทาวเวอร์ จะผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง คือ สวนสาธารณะ Hibiya
เป็นสวนสาธาณะขนาดใหญ่(มาก)กลางใจเมือง แถมยังเป็นสวนสไตล์ยุโรป ไม่ว่าเป็นตัวตึก
การจัดสวนดอกไม้ อื่นๆอีกมากมาย เสียดายผมเพิ่งเดินมาพบ ฮิบิจังโดยบังเอิญ
เลยไม่มีเวลาบอกรักเธอ เพราะวันนี้ผมมีดันนัดสำคัญซะแล้ว บ๊ายบายนะจ๊ะ ฮิบิจัง






สวนดอกกุหลาบของ Hibiya จัง


















เน้นแต่สวนดอกไม้
เริ่มไม่แน่ใจตัวเองแล้ว


 








 ไม่ผิดจากที่คาดนัก ผมมาก่อนเวลานัดพอสมควร พระอาทิตย์ยังไม่ตก เจ้าโครงเหล็กสีแดงขนาดใหญ่
ยังไม่สองแสง ก็ยังเหลือเวลาให้เอาอะไรให้ใส่ท้อง ขนมดังโงะ ข้าวปั้น และนมกล่องจาก 7-11 คืออาหาร
ของนักผจญภัยต่างถิ่นแถมเงินน้อยอย่างผม ตอนแรกผมตั้งใจจะแค่มาจ้องมองความงามของเจ้าโครง
เหล็กสีแดงจากภายนอกเท่านั้น ไม่เข้าไปข้างในหรอกเพราะมันเสียตังค์
แต่ว่าเพราะข้างนอกฟ้ามืดแล้ว  แถมยังหนาววววอีก และก็ไหนๆแล้วไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้กลับมา
เหยียบอีกรึเปล่า เอาวะ ไหนๆก็จะขึ้นแล้ว เอาดูมันทั้งสองชั้นนั่นแหละ
 เอาให้จนหมดตัวกันไปเลย 555 (ประชดซะ)
   ข้างนอกหนาวแต่ข้างในอบอุ่น แต่ถึงจะอบอุ่นแต่มันก็เหงาเพราะสถานที่นี้ อาจไม่เหมาะกับการมาคน
เดียวนัก เพราะคนรอบๆตัวต่างยืนยันว่าให้มากันเป็นคู่ดีกว่า เหมือนหลุดมาอีกโลกแค่ก้าวเท้าผ่านประตู
พนักงานให้การต้อนรับอย่างดี พร้อมกับนำขึ้นลิฟเพื่อพาไปยังชั้นสำหรับการชมวิวจากจุดชมวิว (ติดใจพนัก
งานฮะ สงสัยใครจะมาทำงานที่นี่ได้ คงคัดกันหน้าดู อยากทำงานที่นี่บ้างจัง ) คืนวันศุกร์ คนเยอะ มีทั้ง
คู่เด็กนักเรียน คู่คนหนุ่มสาว คู่วัยทำงาน จนกระทั้งคู่รักจากอินเดีย (ทามไมมีฉานคนเดียวหว่า T_T )
  พอลงจากลิฟแล้วเราจะต้องเดินไปขึ้นลิฟอีกตัวที่พาเราไปยังชั้นชมวิว คราวนี้จะเห็นวิวจากโครงเหล็กสีแดง
พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีบรรยายแนะนำเป็นภาษาญี่ปุ่น เหอๆๆ
  เหมือนก้าวเข้ามาอยู่อีกโลกใบหนึ่ง รอบตัวมืดสลัว ห้องกระจก แสงไฟจากตึกที่อยู่ด้านล่าง แสงไฟจาก
รถยนต์ ไฟทาง ไฟจราจร อากาศเย็นนิดๆ โครตสวยย !!!!!!!!!!! อะไรมันจะขนาดนี้วะ ไม่น่าเชื่อ นี่หรอ
โตเกียวทาวเวอร์ ที่นี่ผมหยิบกล้องออกมา กด กด ๆๆๆๆๆๆ แบบไม่ต้องเล็ง เพราะหันไปทางไหนก็ถูกใจ
ตายแล้ววว เกือบตายเลยตรู ลืมหายใจ  555 ผมเข้าใจคำว่าสวยจนลืมหายใจมันเป็นยังไง หน้าชิดกระจก
เหมือนเด็กๆที่หลงไหลอยากได้ของเล่นที่อยู่ในตู้ แต่คราวนี้ไม่ใช่กลับเป็นผมที่อยู่ในตู้และกำลังหลงไหล
ของทีี่อยู่ภายนอกตู้ ปกติผมไม่ค่อยชอบกับของที่มนุษย์ทำออกมาเพื่อเบียดเบียนธรรมชาติ
อย่างตึกสูง ถนน หรืออะไรๆ ต่างๆที่เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างมันขึ้นมาเพื่อที่ทิ้งห่างจากจากตัวตนดั้งเดิม
แต่คราวนี้ผมยอมฮะ ผมยอมแพ้เลย ส่วนตรงที่ผมชอบมากเป็นพิเศษจะเป็นส่วนตรงทิศของ
สะพาน Rainbow ที่ข้าม ไป Odaiba สะพานสวยกลางน้ำ ไฟเปลี่ยนสี เครื่องบิน ขึ้น-ลง
จากสนามบิน Haneda ถ้าใครมีตั๋วอีก ชั้นก็ขึ้นลิฟไปดูชั้นที่สูงกว่าได้

  หลังจากที่กลับลงมาจากจุดชมวิวบนสุดลิฟก็พาผมลงมายังชั้นที่ต่ำกว่าจุดชมวิว ที่นี้จะมีคาเฟ่ และจุดชมวิวที่ไม่สูง
มีการจัดรายการสดๆของดีเจ คนสวย เค้าห้ามถ่ายรูปอ่า เลยได้แต่เก็บภาพเธอไว้ในความทรงจำ
เท่านั้น ตอนนั้นผมสัญญากับตัวเองไว้เลยว่ายังไง ชาตินี้ผมต้องกลับมาที่นี่อีก และถ้าถึงตอนนั้นผมอาจจะ
มีความสุขมากขึ้นเพราะมีใครซักคน(เธอคนนั้น)มาเป็นเพื่อน (ชั้นนี้แหละที่ๆพื้นจะมีกระจกมองลงไปที่
พื้น ได้เหมือนกับที่เราเห็นในทีวีอ่ะ แต่ผมไม่รู้ว่าอันไหน เอริเคยมาจับ ผมก็เลยจับทุกอันเลย )
  ไม่อยากกลับเพราะกลัวว่าชาตินี้จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก บางครั้งการจากลาตอนที่กำลังรู้สึกดีๆต่อกัน
มันจะฝากความรู้สึกดีๆที่น่าจดจำได้มากกว่ามั้ย (จริงๆแล้ว สามทุ่มต่างหาก ดึกแล้ว ) ผมต้องเดินกลับไป
ขึ้นรถไฟที่ Tokyo station อีก ที่นี่เป้นที่ๆผมใช้เวลาบอกรักค่อนข้างน้อย แต่ว่าเป็นอีกที่ๆผมรักไม่น้อย
เหมือนเวลาที่อยู่ด้วยกัน เลย บางครั้งคนเราอาจไม่ต้องพูดคำว่ารักกันมากมายนัก แค่เพียงให้เราบอก
ผ่านความรู้สึก ความรู้สึก..ที่แปลออกมาเป็นคำพูดว่า  ผมหลงรักโตเกียวทาวเวอร์ ซะแล้วล่ะ  ... 







ตึกสีแดง กลางกรุงโตเกียว





















ของจริงสวยมากๆๆๆ


















มุมมองไปทาง Rainbow Bridge









เก็บตกจากบล๊อกครับ
 1.ถ้าจะมาที่โตเกียวทาวเวอร์มีรถไฟผ่านใกล้ๆก็ของ Tokyo Metro สาย Toei Meta Line ลงสถานี
Onarimon (สายใต้ดิน) ถ้าชอบนั่งแบบสายบนดินก็ สายของ Jr ลงที่ สถานี Shimbashi ครับเดิน
น้อยกว่าเดินจาก สถานีโตเกียวโขเลย
2. จุดชมวิวของโตเกียวทาวเวอร์ จะมีอยู่สองชั้นหลัก โดยชั้นธรรมดา Observation ราคา 820 เยน
ส่วนถ้าใครอยากไปดูให้สูงแบบสุดๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 600 เยน สำหรับตั๋ว Spacial Observation
ซึ่งจะต้องขึ้นจากชั้น Observation
3.หลังจากลงมาแล้วไม่สามารถกลับขึ้นไปชมใหม่อีกรอบได้ ฉะนั้นต้องดูให้แน่นก่อนค่อยลง
4. เค้าปิดให้ขึ้นตอน 2 ทุ่มแต่จะไล่ลงมาน่าจะซักราวๆ 4-5 ทุ่มนะ ถ้าผมจำไม่ผิด
5.ที่ขายของที่ระลึกอยู่ชั้น 2-5 นะถ้าจำไม่พลาด เดินเข้าไปซื้อได้เลยไม่ต้องใช้ตั๋ว


















ปล. ในบางที บางสิ่งบางอย่างอาจอยู่เพียงแค่เราเลือกที่จะทำหรือไม่
และผลมันก็อาจแตกต่างหรือไม่ก็ได้ ในบางทีคำตอบที่เราค้นหาอาจจะไม่ได้อยู่ตรงผลของมัน
แต่ มันอาจจะอยู่ที่เหตุ บางทีความสวยเมื่อมองจากภายนอกแล้ว แต่ถ้าได้เข้าไปมองจากข้างใน
อาจจะให้เราค้นพบสิ่งที่สวย เหมือนกับภายนอก หรือถ้าไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราจะเรียนรู้
ถ้าเราอยากจะรู้ ....
  
สนใจรูปทั้งทริปเพิ่มเติมก็ เข้าไปดูใน Photo นะครับ

 

Sunday, March 29, 2009

Go Go Fujisan จบตอน

  นอน 4 ทุ่มตื่นตี 4 เป็นอย่างนี้ทุกๆวันตั้งแต่วันที่มาถึงญี่ปุ่น และดูเหมือนมันจะกลายเป็นกิจวัตร
ไปซะแล้ว ที่นี่ตี 4 แต่ที่เมืองไทยตี 2 ผมเลยลองคิดเล่นๆนะว่ถ้าเกิดผมลองโทรกลับเมืองไทยไป
อรุณสวัสดิ์ ใครซักคนหนึ่ง เค้าจะเซย์อรุณสวสดิ์กลับมามั้ยน๊า....
  ตื่นแต่เช้า อากาศมันก็เลยต้องหนาวแต่เช้า ถ้าจะให้เปรียบเทียบที่นี่ก็น่าจะคล้ายๆกับเมืองกาญจน์
บ้านเรา คือ กลางวันร้อนตับแลบ แสบม้าม ส่วนกลางคืนหนาวจนแทบขนจะหดลงไปในรูขุมขน
  อากาศยังหนาวขนาดนี้ ไม่ต้องบอกเลยว่ามันทรมานแค่ไหนในการไปล้างหน้า แปรงฟันแต่ละทีใน
ห้องน้ำสาธารณะ น้ำโดนหน้าหน้าชา แปรงฟันทีแทบจะถอนฟันได้เลย เพราะชาไปทั้งปาก
  ส่วนมื้อเช้าของผมน่ะหรอก็เหมือนเดิมล่ะครับ ข้าวปั้นจากร้านสะดวกซื้อ กับ นมสดอีก 1 กล่อง
ไว้คราวหน้าผมจะมาแนะนำใส้ข้าวปั้นนะครับ
  เวลาเหลืออีกกว่า 24 ชม.เป็นคุณๆจะทำยังไง ถ้าถามผมผมจะบอกว่า นอน ดีกว่าเพราะการนอน
เป็นการล้างผลาญเวลาได้ไวที่สุด ยิ่งนอนนานเวลาก็ยิ่งผ่านไปมาก โชคดีที่ผมค่อนข้างสันทัดในเรื่อง
การนอนมากเป็นพิเศษ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่เด่นอันดับต้นๆเลยนะเนี่ย
  โชคดีที่ใกล้ๆกันนั้นมีสวนแห่งหนึ่ง ซึ่งผมได้แอบเหล่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ใช้เวลาเดินเท้าแค่ 40 นาที
ก็ถึงแล้ว สนามหญ้าที่นี่ติดกับริมทะเลสาป มีต้นไม้ขนาดคอยบังแดดให้ มีลมของฤดูใบไม้ผลิพัดเบาๆ
(แต่เย็นนะ) ผมใช้เวลากับพื้นหญ้า สายลม ทะเลสาปตั้งแต่ ยังไม่ 10 โมงจนถึงเกือบบ่าย 4 โมงเลย
นี่ถ้าผมยังไม่ตื่นมาก็คงคิดว่าคงโดนต้นไม้แถวนั้น ดูดแร่ธาตุไปเป็นปุ๋ยแล้ว
  ไม่ห่างจากตัวผมนัก มีนักท่องเที่ยวฝรั่งสองคนอยู่ด้วย ผู้ชายกำลังพยายามนอนอย่างที่ผมนอน แต่ถ้า
เค้ากลับถูกรบกวนโดยเพื่อนสาวที่มาด้วยกัน ผมนึกในใจโชคดีที่ตูไม่มีใครมาอยู่ด้วย ไม่งั้นคงจะแย่แน่
คำว่าโชคดีสำหรับผม บางคนอาจจะเรียกมันว่าความมีอิสระ ความโดดเดี่ยว หรือแม้แต่ความเหงา แต่ผม
เชื่อว่า ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเหงา เรากำลังโดดเดี่ยว และเราเข้าใจและยิ้มรับในความเหงาและโดดเดี่ยวของ
มันได้ด้วยความรักและรอยยิ้ม และเมื่อถึงวันหนึ่ง ที่เรากลับรู้สึกตัวว่าเราไม่เหงาเราไม่ได้โดดเดี่ยวอีก
ต่อไปแล้ว เราก็สามารถซึมซาบและเข้าใจมันได้มากกว่าแน่นอน ก็จะสามารถ มีความสุขในอีกรูปแบบ

แพร่มมามากแล้วครับ ไปเที่ยวกันมั่งดีกว่านะ






ทะเลสาป Kawakuchi

















อันนี้ก็ด้วย คนเค้าชอบตกปลากันจริงๆ

















แค่พท.เล็กๆกลางน้ำ เค้าก็เรียกกันว่า Shima (เกาะ)แล้ว














ทะเลสาปยามเช้า



















ทะเลสาปยามเย็น
















ที่กลางวัน(ที่นอนทั้งวัน)
















ภูเขาอะไรเอ่ย ลูกใหญ่ๆ

















อันนี้ถ่ายจากจุดชมวิวบนเขา
ที่มีเราเดินอยู่คนเดียว
(ตะกายขึ้นมา)













ถ่ายจากเขาไปที่ตัวเมือง


















สถานี Kawakushiko
















กลางคืนเปิดไปสวยมาก
ข้างนอกเป็น Bus terminal
ข้างในเป็น Train Station








 คืนนี้ผมเลือกมานอนที่เดิม คือสวนที่ๆมานอนกลางวัน เพราะที่นี่มีศาลาเล็กริมน้ำและยัใกล้ห้องน้ำ
อีกด้วย แต่ว่าเหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นจนได้ คือซิบถุงนอนมันแตก แน่นอนล่ะถ้ามันแตกก็หมาย
ความว่าเจ้าถุงนอนใบนนี้ไม่สามารถ ให้ความอบอุ่นกับเจ้าของมันได้ต่อไป แต่ก็ยังนับว่าโชคยังดี
อีกนิดที่ว่าถุงนอนมักมีซิป 2 อันซึ่งอันบนจะมีซิบทั้งนอกและใน ส่วนซิบสำรองอันล่างจะอยู่ข้างนอก
ซึ่งต้องใช้เทคนิคนิดหน่อยในการปิดถึงนอน ซึ่งคิดว่าคืนนั้นจะไม่รอดซะแล้วถ้าไม่ได้ซิบสำรองช่วย
 และเป็นโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่ผมเตรียม เข็มกับได้ติดมาด้วย ลมก็ลยจัดการเย็บซิบที่แตกให้ติดกัน
ถาวรซะ ถึงต่อไปซิปมันจะรูดไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ ถึงจะไม่สะดวก ปกติเข้าจากข้างๆถุง
ต่อไปต้องเข้าทางส่วนหัวแทนเหมือนพวกดักแด้ กระดึ๊บๆเข้ารังเลย เจ็บใจถุงนอนเจ็งๆ ซื้อมารูดขึ้น
รูดลงไม่กี่วันเองแม่มพังซะแล้ว เฮ้อ ....
  เด๋ยวคราวหน้าจะพาไปลืมหายใจ ที่โตเกียวทาวเวอร์นะครับ....

ปล.ของบางอย่างแม้มันอาจจะเป็นของที่ดูเล็กน้อย ไม่ค่อยมีประโยชน์นักในเวลาปกติที่เราสบาย
แต่บางเวลามันกลับมีประโยชน์มากกว่าเวลาปกติ ที่เรามองเห็นมัน ดังเช่นเข็มกับด้าย ดังนั้นของ
ทุกอย่างต่างก็มีประโยชน์ในตัวของมันเอง อยู่ที่ว่าเราพร้อมหรือต้องการที่จะใช้มันเมื่อไร อย่างไร
เท่านั้นเอง..... และบางทีคนที่เราอาจไม่เคยเห็นคุณค่า บางทีคุณค่าของเขาอาจจะมีมากกว่า
ที่เรามองเห็นด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว....
 

Monday, March 23, 2009

Go Go Fujisan ตอนแรก


  เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น คุณนึกถึงอะไรกันบ้างครับ  ... แต่สำหรับผมแล้วนึกถึง ดอกซากุระ ภูเขาไฟฟูจี สาวน้อยในในชุดนักเรียนกระโปรงสั้น ถุงเท้ายาว และก็หนังเอวี ฯลฯ
  ในทุกๆอย่างที่กล่าว
 ผมเห็นมาหมดแล้ว ยกเว้น ภูเขาไฟฟูจิ ดังนั้นคราวนี้ สิ่งที่ไม่เห็นก็ต้องเห็น งั้นเราไปเที่ยว  ภูเขาไฟฟูจี กันเถอะ    ไหนๆก็มาแล้วนี่เน๊อะ
 
เช้าวันนี้ผมต้องแย่ง พื้นที่บนรถไฟสาย
Yamatone แต่เช้าเพื่อไปขึ้นรถบัสที่สถานีโตเกียว เพื่อเดินทาง
ไปดูความหล่อเหลาของ ฟูจิซัง ซึ่งคนทั้งในและนอกประเทศ ต่างหลงไหลในหน้าตาดี ของฟูจิซัง และก็ยกให้เป็นสัญลักษณ์อย่าง หนึ่งของประเทศเลยทีเดียว ซึ่งการที่จะไปเพื่อที่จะเห็น ภูเขาไฟฟูจินั้นมีอยู่ สองแหล่งที่คนนิยม ไปกันมากๆ คือ Hakone และ Kawakuchi ซึ่งในตอนแรกก่อนที่จะมาผมตั้งใจไว้ว่าจะมาทั้งสองที่เลย แต่ว่าในที่สุดก็ตัดใจไปแค่ที่เดียวเพราะมันค่อนข้างยุ่งยากในการการเดินทางเลย ทีเดียว และคราวนี้ผมเลือกเดินทางมาที่ Kawakuchi เพราะ ค่ารถถูกกว่า นั่งรถนานกว่า เลยและที่สำคัญผมไม่เคยเห็นใครมา รีวิวการไปที่ เที่ยวที่Kawakuchi เลย  ดังนั้นคราวนี้ผมเลยขอมั่ง ....
   การเดินทางมาที่นี่ สามารถมาได้สองทางคือ โดยรถบัส และรถไฟ ซึ่งสถานีปลายทางก็อยู่ที่เดียวกัน แต่ค่ารถบัสนั้นก็ถูกกว่าอีก
เหมือนเดิม ซึ่งการขึ้นรถจากเทอมินอลของที่ โตเกียวสเตชั่นนี้ ค่อนข้างลำบากสำหรับนักท่อง
ที่ยวต่างถิ่นพอสมควร คือ หนึ่งเทอมินอล มีรถมากกว่า
1 สายมาจอดซึ่งจะสลับกันไปตามเวลาเดินรถ ก็อย่างว่าแหละครับ รถบัสที่นี่ผมว่าอาจเป็นทางเลือกอันดับหลังๆ ของคนที่เลยทีเดียว
  รถออกจากสถานีตอน 8.40 เบาะข้างหน้าเป็นเด็กผู้หญิงวัยกำลังรุ่นสองคน น่าตาน่ารัก แต่ผมไม่ค่อยปลื้ม
พฤติกรรม ของพวกเธอเท่าไรนัก ซึ่งการทำแบบนี้เด็กไทยถูกสอนมาไว้ว่าไม่สุภาพ ผมอยากจะตีก้นเธอ
สั่งสอนจริงๆ รถวิ่งไปยังไม่พ้นเขตโตเกียวโตเกียว  ผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ..... เฮ้อ ขนาดเพิ่งตื่นนะนั่น
ผมไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไร
แต่ว่าก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจตื่นขึ้นมา เฮ้ยยยย
   ซึโกยย !!!! เสียงเด็กสองคนหน้าผมแหกปากตะโกนแบบไม่เกรงใจใคร เฮ้ยอะไรวะ รถมันกำลังพุ่งชนภูเขา
น้ำแข็งหรือไงเนี่ย  ผมมองไปทางขวาไม่เห็นมีเลยภูเขาน้ำแข็ง
 ก็เลยหันไปทางซ้ายเท่านั้น ภูเขาน้ำแข็งก้อนเบ้อเริ่ม  ลอยอยู่บนพื้นดิน ซึโกยยย !!! ผมแอบร้องประโยคนี้ดังๆในใจไม่กล้าเปล่งเสียงออกไป (กลัวสำเนียงไม่ได้) ภูเขาไฟฟูจิ ลูกเบ้อเริ่มเลย มองจากหน้าต่างรถใหญ่เกือบเต็มหน้าต่าง และถ้าจะให้คำนิยามก็คือ
ใหญ่ ยาว ขาว
สวย หมวย น่ารัก ซึ่งผมจะนิยามให้ฟังง่ายๆ คือ
ภูเขาลูกใหญ่มาก และมีฐานที่ยาววว มากกกกก สุดๆ ส่วนคำนิยามที่เหลือผมยกให้คนเบาะหน้า

   รถใช้เวลาวิ่งมาอีกซักพัก จะผ่านมาทางทะเลสาป แห่งหนึ่ง ซึ่งผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นปลายทาง
เตรียมจะลง แต่ลงไม่ได้ รถวิ่งมาต่อมาอีกระยะหนึ่ง ก็วนมาที่สวนสนุกแห่งหนึ่ง ก็เลยรีบลงมาโดยไม่รู้อะไรเลย เพราะตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกแล้ว หลังจากที่ลงมา ตั้งสติได้ซักพัก กางแผนที่ + เข็มทิศ ดูอีกรอบเลยรู้
ว่ามันยังไม่ถึงนะ (สวนสนุกที่ผมลงมีชื่อว่า Fujikyo Highland) โชคดีที่นี่มันใกล้กัน กับสถานีปลายทาง
ที่ผมจะลง (รูปแผนที่) ผมต้องใช้เวลาเดินหลงทางอีกเกือบ 2 ชม.กว่าจะถึงตัวสถานีขนส่ง ซึ่งตัวสถานี
ขนส่งนี้มีทั้งรถบัส และรถไฟอยู่ด้วยกัน

   ที่นี่ไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำเลยจริงๆ นอกจากตกปลา ตั้งแคมป์พักผ่อน มิน่าผม(แอบมอง)เห็นเด็กเบาะหน้าจองตั๋วไปกลับภายในวันเดียว นี่ป๋มต้องทนอยู่ที่นี่อีกตั้ง 3 วัน 2 คืนเลยนะเนี่ย ....
  ลืมบอกไปที่นี่ตอนกลางวันแรงแดดจัดมาก ขนาด 26 องศาก็เล่นซะเหงื่ออกได้ เพราะเดินตากแดดได้ ตอนกลับเมืองไทย คนชอบถามว่าไปญี่ปุ่นกลับมา โครตดำเลย อยากจะบอกว่าดำเพราะมาที่นี่นั่นแหละ
  ผมไม่มีไรทำ ก็เลยกะว่าจะเดินไปที่ทะเลสาป Sai ซึ่งอยู่ไกล้ๆ (รูปในแผนที่) แต่ว่าแค่เดินให้พ้นจาก
ตัวทะเลสาป
Kawakuchi ก็ปาไปจะ 6 โมงเย็นแล้ว ทั้งๆผมเริ่มเดินตั้งแต่ราวๆ 4 โมงเย็น ก็ยังไม่มีทีท่า
ว่าจะถึงซักที พอหลุดออกจากตัวเมืองมาได้ ก็ต้องเดินขึ้นเขาแบบเดียวกับคราว Yagame เลย คราว
นี้ผมไม่เชื่อแผนที่ของคนญี่ปุ่นอีกแล้วคราวก่อนวาดซะติดกันเดินไป 5 ชม. คราวนี้ถ้าเป็นแบบนั้นอีก
ผมก็คงถึงราวๆ 5 ทุ่มซึ่งตลอดทั้งทางไม่มีไฟทาง ใจผมไม่สู้อีกแล้ว ถึงแม้ในใจ จะตำหนิตัวเองเล็กๆว่าไอ้ขี้แพ้
ซึ่งคราวนี้ผมยอมแพ้ อาจเป็นด้วยเพราะไม่รู้ระยะทาง ความมืดที่กำลังเข้างาน  และที่สำคัญที่สุด ที่เป็นสาเหตุของใจไม่สู้ก็เพราะขามันไม่สู้ด้วยเหมือนกัน  ตอนนี้ขาผมชาไปทั้งสองข้างซึ่งคาดว่าเจ้าขาทั้งสองคงจะเริ่มแสดงอาการประท้วงไม่พอใจ ที่ใช้งานมันหนักเกินไป ผมเลยต้องเดินกลับทางเดิมอีก 2 ชม. คืนนี้ผมตั้งใจจะไปนอนข้างตึกร้างหลัง โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ซึ่งแอบส่องไว้ตั้งแต่ตอน มาแล้วว่าถ้าหาที่นอนไม่ได้ก็จะมานอนที่นี่
ที่นี่แปลกอย่างนึงคือกลางวันร้อนมากๆ แต่กลางคืนกลับหนาวสุดๆ คนที่นี่ปดบ้านนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ
ผมเดินผ่านโรงเรียนแห่งนี้ ตอน
2 ทุ่มกว่าๆ สิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้แปลกใจนิดๆคือ เด็กน้อยกำลังซ้อมเบสบอลอยู่
อย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งไม่น่าเกิน 10 ขวบ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดลงตามเวลาที่ดึกขึ้น  ข้างๆกองไฟที่จุดให้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น ผมนึกถึงเด็กไทยขึ้นมาทัน ถ้าเป็นบ้านเราพวกเค้าคงกำลัง ดูทีวีอยู่ที่บ้านกับครอบครัว หรือไม่ก็กำลังนั่งเล่นเกมส์หรืออ่านหนังสือ หรือบางคนอาจจะนอนแล้วด้วยซ้ำ
  ผมมองเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเด็กพวกนี้  และนั่นอาจเป็นสิ่งที่พวกเค้าปลูกฝังให้กับลูกหลาน
ของพวกเค้า
ตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่า สิ่งที่เค้าทำกันอยู่มันถูกหรือผิด กับเด็กๆพวกนั้น
   ตึกร้างน่ากลัว ผีก็น่ากลัว แต่บางทีคนอาจน่ากลัวกว่า แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ต้องกลัว เพราะตอนนี้ สี่ทุ่มไม่มีคนแล้ว อาจจะมีแค่ผม กับผีรึเปล่านะ แต่ช่างมันเถอะ เพราะได้เวลานอนแล้ว .....โอยาสุมิ นะ

Friday, December 26, 2008

Lazy Day ฉันกับฉัน ในวันที่สุดแสนขี้เกียจ

เอ หัวข้อ blog มายังกับละครญี่ปุ่นเรื่องนึงเลย ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าตอนต่อไป
จากนนี้มันแทบไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลยตาม ไตเติ้ลของ blog

   เนื่องจากเมื่อคืน ผมกลับมานอนใต้ต้นไม้ในบริเวณ Yoyoki  ดังนั้นวันนี้จึงเป็นอีกวันที่ผมยังอยู่ใน
ละแวก Harajuku และ ศาลเจ้าเมจิ กะว่าสายๆค่อยออกตะลอนแถวๆนี้เพราะยังไม่เคยได้เที่ยวแถว
นี้อย่างจริงจังเลยซักครั้ง (ใช้เป็นแต่ที่ซุกหัวนอนอย่างเดียวเลย) พอฟ้าสางผมจึงได้ข้ามไปยังฝั่งของ
สวน Yoyogi park เพื่อที่ว่าจะไปปฏิบัติกิจกรรมยามเช้าเป็นปกติ ไว้รอให้แดดออก และก็หนาวน้อยกว่า
นี้อีกซักหน่อยเถอะ ค่อยคิดว่าวันนี้จะทำอะไร ที่ไหนกันดี
  หลังจากที่ทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จแล้ว ผมก็ต้องเริ่มคิดที่จะหากิจกรรมทำต่อดี เลยเดินไปรอบๆสวนดู
และก็มาหยุดที่สนามหญ้าเล็กๆแห่งหนึ่งในสวนแห่งนี้ นึกออกแล้วว่าจะทำอะไรกันดี นอนอาบแดดดีกว่า
แก้หนาวใต้ต้นไม้ดีกว่า วันนี้น่าจะเป็นวันหยุดอีกหนึ่งวัน เพราะผมสังเกตุเห็นคนมาที่นี่ค่อนข้างมากกว่าปกติ
เสื้อกันหนาวปูรองพื้นกระเป๋าแทนหมอน นอนเล่นๆ นอนเล่นๆ แดดเปลี่ยนทิศ คนนอนก็เปลี่ยนมุมม
นอน นอน นอน นอน จากนอนเล่นกลายเป็นนอนจริง ๆ จาก แปดโมงเช้าถึงเกือบ 4 โมงเย็น อาจจะเป็น
เพราะความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดอาทิตย์ เลยจัดไปซะ คุ้มต้นคุ้มดอกเลย...
  นี่ตูเสียค่าเครื่องบินเกือบสองหมื่นเพื่อมานอนกลางวันที่นี่หรอ(วะ) เริ่มมีเสียงหนึ่งเริ่มดังขึ้นในสมอง
นี่ตูรวยขนาดนี้เลยหรอ นี่กะจะนอนใต้ต้นไม้จนเป็นปุ๋ยเลยใช่ป่ะ ถ้าจะนอน(มึง)กลับไปนอนบ้านดีกว่ามั้ง
หลังจากที่เสียงต่างๆ ดังอยู่ในหัวจนหลับต่อไม่ได้แล้ว เออๆๆ ไปก็ได้ฟระ หลังจากที่หาเหตุผลในการนอน
ให้ตัวเองต่อไม่ได้ เอาวะไป ศาลเจ้าเมจิก็ได้ แล้วค่อยเดินรอบๆ แถวนี้อีกครั้ง
ตอนนี้ สี่โมงกว่า ที่เมืองไทยก็ สองโมงกว่า ก็เลยโทรกลับไปเช็คข่าวสารที่เมืองไทยซักหน่อย
ใครจะรู้ว่าการโทรกลับไปครั้งนี้ จะได้รับข่าวสารที่ไม่ดีเลย คือ รุ่นพี่ที่ร่วมงานด้วยกันประสบอุบัติเหตุ
ทางรถยนต์ เสียชีวิตไป 2 คนเนื่องจาก เมาแล้วขับเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมสังเกตุน้ำเสียงของเพื่อนผม
และก็พวกพี่ๆที่ทำงาน น้ำเสียงแต่ละคนดูเป็นห่วงผมมากๆ และก่อนสางสายก็กำชับผมเอาไว้ว่า
ยังไงก็เอาชีวิตกลับมาให้ได้นะ ...
 ชีวิตคนเราไม่แน่นอนจริงๆ แต่ที่แน่นอนเราควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ผมค่อยๆเริ่มต้นการวางแผน
เดินทางของผมในวันนี้ที่เหลือไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะมืดลง ตอนนี้เราต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด พรุ่งนี้
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปขอเห็นภูเขาไฟ ฟูจิ ให้เห็นกับตาตัวเอง...





ประตูทางเข้าศาลเจ้า เมจิ ใหญ่มากๆๆ
ซึ่งมีทางเข้าอย่างนี้ 3 ทาง
















ทางเข้าทอดยาวอันแสนร่มรื่น
และ เย็นๆ(หนาว) สมเป็นฤดูใบไม้ผลิ















ต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้งสองข้างทาง
ให้ความรู้สึกเก่าแก่ แต่ สดชื่น















ส่วน อ่างน้ำแบบนี้ เห็นมีอยู่ทุกที่เลย
เค้าไว้ใช้ทำไรกันนะ บ่อน้ำมนต์รึเปล่า


















อันนี้หลุดเข้ามาในศาลเจ้าแล้ว














ภายในศาลเจ้า มีกล่องแบบนี้อยู่ ภายใน
มีซองและกระดาษ เอาไว้เขียนความปราถนา
ลงไป อย่าลืมใส่ตังทำบุญด้วยนะครับ
คนญี่ปุ่นจะขอพรอะไร ต้องทำบุญก่อน
ส่วนคนไทยชอบ บนเอาไว้ก่อน ได้แล้ว
ค่อยเอามาให้....












เขียนเสร็จก็เอามาใสกล่อง ข้างหน้าด้วย
ไม่งั้นเด๋ยวเจ้าไม่รู้นะ
















อันนี้เป็นป้ายอยากได้อะไร
ก็เขียนแล้วก็ แขวนเอาไว้














บรรยากาศยามเย็น คนเลยน้อย
เพราะจะปิดแล้วครับ














อีกรูปครับ















ส่วนข้างในคือ ตัว ศาลเจ้าเมจิ
















พอโดนเค้าไล่เพราะที่นี่จะปิดแล้ว น่าซักราวๆ 6 โมงเย็น นะ ผมก็เลยเดินกลับไป Yoyogi park อีกครั้ง
ที่นี่มีวงดนตรีหลายวงที่ตั้งอยู่ริมสวน เปิดเล่นให้คนผ่านไปผ่านมาฟัง วงไหนน่าสนใจก็จะมีคนยืนชมมาก
ถึงขนาดมีบอกว่าจะเล่นครั้งต่อไปกันกี่โมงเลยทีเดียว



















  ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเข้าใจผิดมาตลอดเกี่ยวกับ Shibuya ตอนแรกผมนึกว่ามันติดกับ Harajuku
เหมือน Center point กับ ศูนย์หนังสือจุฬา แต่มันไม่ใช่แต่ว่าไกลกันพอๆกับ สามย่านไป พารากอนเลย
ตอนนี้ผมกำลังไป Shibuya ที่แท้จริงโดยตัดผ่านไปทาง Yoyoki Sport Center นิดเดียว ที่นี่ไม่มืด
ต่างกับบรรยากาศรอบตัว ผู้คนเป็นฝูง ขนาดตอนกลางคืน ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก นอกจากทึ่ง
ที่นี่ ดูจะคึกคักกว่าทุกที่ๆผ่านมา ที่นี่มีร้านปาจิงโกะเยอะมาก และทำให้ผมได้รู้ว่า ละครเกาหลีเรื่อง
Winter sonata ดังมากๆขนาดที่เอามาทำเป็นตู้ปาจิงโกะกันทีเดียว นอกจากนี้ที่นี่ยังมีถนนที่มีแต่
สินค้าเกาหลี ละครเกาหลี เพลงเกาหลี และอาหารเกาหลีขาย แทบทั้งเส้นของถนน ทำเอาผมประหลาด
ใจนี่เราเดินเรื่อยเปื่อยหลงมาโผล่เกาหลีได้ไงวะเนี่ย...




 














































































 ค่ำมืดขึ้น อากาศเริ่มเย็นลง ใครก็รู้ว่าความเหงามันชอบมากับอากาศที่หนาว ยิ่งเราเดินอยู่คนเดียว
หรือยิ่งเหงามันจะทำให้ความหนาวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
 ค่ำคืนนี้ผมตัดสินใจกลับไปนอนที่เดิม แต่ว่ามันอันตรายเกินไปเพราะต้นไม้มันกิ่งไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนจะ
หักลงมาได้ทุกเมื่อ ผมไม่เสี่ยง ผมต้องรักษาสัญญาว่จะต้องมีชีวิตกลับไปให้ได้ ดังนั้นคืนนี้ผมจึงเข้าไป
หาที่นอนในสวน Yoyoki และทุกๆคืนที่อยู่ในโตเกียวผมจะกลับมานอนที่นี่ตลอด เพราะว่าที่นี่ ผมไม่ได้
นอนคนเดียวอีกแล้ว ผมมีเพื่อนนอนด้วยเต็มไปหมดเลย  เป็นเพื่อนที่ผมไม่รู้จัก ....
























Sunday, November 30, 2008

Kamakura เมืองเก่า เสน่ห์แห่งความโรแมนติก

   ถ้าจะถามว่ารู้จัก Kamakura มั้ย หลายๆคนอาจจะตอบกลับมาว่า ไม่รู้จัก ที่ไหนหรอ(ฟระ)
แต่ถ้าถามว่ารู้จัก พระใหญ่ๆมั้ย รับรองหลายๆคนอาจจะร้อง อ๋ออ...ไม่รู้จัก อ่ะ -_-!
แต่ก็ช่างมันเถอะครับ ยังไงตอนนี้ผมก็มาถึง Kamakura แล้วล่ะ หลังจากนั่งรถไฟ
ออกมาจาก JGH ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงกว่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างใกล มาก !!!!
  ผมมีเรื่องเล่าบนรถไฟ มาเล่าให้ฟัง ซึ่งมันอาจเป็นเรื่องแปลกของคนที่นี่เลยจริงๆ
ตอนที่นั่งรถไฟสาย Keihin Tohoku Lineไป Kamakura รถไฟค่อนข้างแน่น
เพราะต้องวิ่งผ่าน ใจกลางโตเกียว ผมค่อนข้างโชคดีที่ขึ้นมาตั้งแต่ชานเมืองจึงได้นั่ง
ซึ่งโดยธรรมเนียมปฏิบัติคนที่นี่เค้าจะไม่ลุกให้ เล็ก คนแก่ หรือผู้หญิงนั่ง ซึ่งก็ไม่รู้
ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดังนั้นเพื่อความกลมกลืนจึงไม่อาจลุกให้สาวๆนั่งได้
แต่ว่าระหว่างทางที่นั่งไป มีคุณแม่จูงคุณลูกสาวประมาณ 2-3 ขวบได้เดินขึ้นมาบนรถ
และเดินเข้ามาตรงที่ผมนั่งอยู่เพราะที่จะจับเสารถไฟ ผมนั่งมองหน้าเด็กคนนั้น
โตไปต้องน่ารักมากๆๆแน่นอน ก็เลยลุกให้นั่ง (เผื่อโตไปน้องนู๋เค้าจะจำลุงได้  ^_^ )
คุณแม่ก็พูดกลับออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเป็นชุดๆๆๆ ฟังไม่ออก แต่น่าจะแปลว่า
ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รบกวน ขอโทษ ๆๆ อะไรประมาณนี้ ผมฟังไม่ออกหรอกว่าเค้าพูด
อะไรฟังออกแต่ว่า เซมิมาเซะ ๆๆๆ หลายคำมาก ผมทำไรไม่ได้ก็นอกจากยิ้มอย่างเดียว
นี่เป็นอีกครั้งที่ผมภูมิใจในความใจดี ของคนไทยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ผมไม่รู้ว่าที่
นู้นเค้าจะคิดยังไง แต่ผมภูมิใจที่ผมได้ทำ
  กลับมาที่ คามาคูระ กันต่อดีกว่า ผมลงสถานี Kita Kamakura ซึ่งเป็นสถานีที่ ไกด์บุค
ที่โหลดมากจาก Jnto แนะนำไว้ ซึ่งผมต้องลงมากับฝูงชนจำมากมากกกกกจริงๆๆ ซึ่งก็
ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้เป็นวันหยุดอะไรเค้า ( 5 พ.ค. ใครรู้ก็ช่วยบอกด้วยนะครับ จะจำเอาไว้ !! )
ประมาณว่าลงมาจนรถโล่งกันไปเลย ใครที่ไม่ชอบคนเยอะๆอาจจะไม่ชอบใจนัก แต่ช่าง
มันเถอะไหนๆก็มาถึงแล้วจะให้กลับก็กระไรอยู่ ที่นี่อากาศค่อนข้างเย็นกว่าที่โตเกียวค่อนข้างมาก
อาจเป็นเพราะที่นี่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาก็เป็นได้
  ที่นี่เป็นเมืองเก่า ผมไม่รู้หรอกว่ามันเก่าแค่ไหน แต่ที่นี่มีจำนวน วัด กับ ศาลเจ้ามากๆๆๆๆๆ ขนาด
ที่ว่า เดินไปไม่เกิน 200 เมตรก็จะเจอ หรือขนาดที่ว่าถ้าเดินหลงทาง ไปทางไหนก็มีแต่วัด กับ ศาลเจ้า
( ตอนที่เดินลงจากรถไฟ ข้างหน้าผมมีเด็กนักเรียน ญ. น่าจะ ม.ต้นเดินกันอยู่สองคน ด้วยความชีกอ
ก็เลยพยายามเดินขึ้นแซง ขึ้นไป พอจะหวะที่จะแซง นักเรียนสองคนชี้มาทางผมก็ร้องพร้อมๆกันว่า
Kawaii @@##%&  ผมทำหน้างงๆ รึว่า เฮ้ยงานเข้าแล้วกรู 555+ สงสัยจะหน้าตาดีเกินเหตุ หุๆๆ
เปล่าหรอกครับ เผอิญว่า มีผีเสื้อตัวเล็กๆมาบนวนๆรอบตัวผม (เพิ่งอาบน้ำมาเมื่อเช้า ปกติมีแต่
แมลงวันบินตอม) ผมเลยรู้ได้ทันที เพราะพวกเธอหัวเราะแล้วก็พูดหัวเราะกัน น่าจะแปลได้ว่า ฉัันหมาย
ถึงผีเสื้อไม่ใช่นายหรอกย่ะ อย่าเข้าใจผิด เชอะ!!! )
  ต่อๆๆ ออกนอกเรื่องมากมากแล้ว เฮ้ออ ที่นี่มี วัดกับศาลเจ้ามาก ซึ่งบางแห่งก็ต้องเสียค่าผ่านประตู
เข้าไป (ประมาณ 200 เยนได้)ดังนั้น สถานที่พวกนี้ผมจึงไม่ได้เข้าไป เพราะไม่มีตัง คนจำนวนมากเดิน
ตามกันไม่ต้องกลัวหลง ที่นี่สภาพเป็นเมืองเล็กๆถนนแคบๆ บ้านหลังเล็กๆ ปลูกติดกันแบบไม่อึดอัด
ถ้าใครชอบดูการจัดสวน หรือต้นไม้แบบญี่ปุ่น ที่นี่ ตามบ้านต่างๆ จัดได้อย่างดูดีมากมาย ผมชอบที่จะมอง
เข้าไปในบ้านหลังเล็กๆพวกนั้น เป็นภาพที่ดูไม่เบื่อเลยจริงๆ อากาศกำลังเย็นสบาย(แต่คนไทยจะหนาว)
ผมชอบที่จะเดินดู ดอกไม้ ต้นไม้ ภูเขา ในถนนสายเล็กๆที่มุ่งไปสู่ คามาคูระ ลมพัดมาเล่นเอาคนที่ไม่
ค่อย(แอบ)เหงาอย่างผม ยังรู้สึกเหงา ถ้ามีใครซักคนเดินจับมือไปด้วยล่ะก็ คงจะรู้สึกดีกว่านี้แน่ๆ
ดังนั้น...ถ้าจะให้แนะนำ ที่นี่น่าจะสุดแสน โรแมนติกสุดๆ (ในความคิดผม) ตอนฤดูใบไม้ร่วง น่าจะเดิน
จับมือใครซักคนเดินไป คงสุขใจไม่น้อยเลย  เฮ้ยยย ตื่นๆๆๆ มาเล่าต่อๆๆๆ
  ก็อย่างที่บอกว่าที่นี่ มี วัด กับ ศาลเจ้าเยอะมากกๆ คิดว่าถ้าจะเที่ยววัดให้ทั่ว คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า
2 วันแน่นอน ดังนั้นผมจึงใช้หลักการที่ว่าถึงไหน ก็ช่าง เดินเข้า เดินออก ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลย...
  หลังจากที่เดินจนมาถึงบริเวณ สถานี คามาคูระ แล้วก็ต้องต่อรถไฟไปสถานี  Hase ซึ่งอยู่ไกลราวๆ
4-5 ป้ายรถไฟ ความจริงก็ใช้นับเอาจากป้ายบอกทางก็ได้นะครับ ไม่ยาก ๆ แต่ที่ยากคือ การลงจากรถไฟ
นี่แหละ คนเยอะมากๆๆ พร้อมใจกันมาเที่ยวจริงๆ (บ่นไม่เลิก) ขนาดตอนจะขึ้นรถไฟรอเกือบ 20 นาทีแน่ะ
คนรอคิวออกล้นมานอกสถานีทีเดียว
  หลังออกมาจากสถานีรถไฟได้แล้วก็เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ 4 โมงกว่าจะบอกว่ามันเริ่มมืดแล้ว
ในที่สุดผมก็มาถึงวัด Kotokuin Temple ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พระใหญ่ Great Buddha of Kamakura หรือ
ในชื่อ Daibutsu โดยเราจะต้องเสียค่าเข้า 200 เยน และตั๋วที่เข้าจะมีประวัติย่อๆขององค์พระอีกด้วย
ซึ่งถ้าสายตาคนขายตั๋วไม่มีปัญหา เราก็จะได้มาแบบเป็นภาษาอังกฤษนะครับ

  ผมขอย้ำอีกรอบคือ คนเยอะมากกๆๆ แล้วก็มากันเป็นคู่ๆ (อิจฉาเฟ้ย) ยึ่งมืดลงก็ยิ่งหนาว ๆ เฮ้อๆๆ บ่่นๆๆ
ที่ใต้องค์พระ เราสามารถเข้าไปชมได้ด้วยนะแต่ว่า อีก 200 เยน ผมเลยเข้าไปไม่ได้ 555+
   ที่นี่มีต้นสน ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกด้วย
และ อีกต้นที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงปลูกไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
ผมแอบดีใจเล็กๆที่เห็นต้นสนสองต้นนี้ ( ผมอ่านป้ายออกด้วยแหละ เพราะมีภาษาไทย )
  คืนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะนอนที่ไหนเลย และที่สำคัญกว่านั้นต้องหาของกินก่อน และก็มื้อเย็น
นี้ก็แทบจะเหมือนมื้อเย็นอื่นๆ คือ ข้าวปั้น 2 ปั้น กับ นมสตอร์เบอรี่ 1 กล่อง ราคาไม่เกิน 360 เยน
แค่นี้ก็ไม่ตายแล้ว จริงป่ะครับ ลืมบอกไปที่นี่ เป็นเมืองติดทะเล ผมจึงไม่ลืมที่จะไปเยือนซักหน่อย
ก็ก็อย่างว่าแหละนะ หนาวๆๆ มากๆๆ ทำให้ผมพอเข้าใจเลยว่าทำไมคนญี่ปุ่นเค้าชอบมาเที่ยวทะเล
บ้านเรา เพราะน้ำทะเลบ้านเราอุ่นกว่าเยอะเล่นแถมยังเล่นได้แทบทั้งปี
  เอาและได้เวลากลับกันซักที นี่ก็ 2 ทุ่มแล้วผมกลัวรถไฟหมดจริงๆเลย แต่ขากลับนี่ดีหน่อยเพราะ
คนเค้าทยอยกลับไปกันเกือบหมดแล้ว คืนนี้ผมตัดสินใจกลับไปนอนที่ประจำของผม คือ Yoyoki
นั่นแหละครับ เพราะแถวนี้หาที่(แอบนอน)ยากแถมยังหนาวอีก เฮ้อๆๆๆ





พระพุทธรูปที่ คนไทยคุ้นตากันดี
Daibutsu
หรือ Great Buddha



 
 
 









ที่ฐานพระพุทธรูป สามารถเข้าไปได้ด้วยนะ
แต่ต้องเสียเพิ่มอีก 200 เยน แนะ
ขนาดเสียตัง คนยังต่อแถวเพียบเลยอ่ะ














อีกรูปละกันนะครับ สำหรับ Daibutsu


















รูปนี้เป็นต้นสนที่
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงปลูกไว้เป็นที่ละลึก

















































บรรยากาศ แถวอื่น ปกติผมไม่ชอบถ่ายรูปเลยไม่ค่อยถ่ายมาเยอะนัก (ถ่ายไม่เป็นอ่ะ)































 
































































































































ปล.ถ้าใครชอบเดินดูต้นไม้ บ้านหลังเล็กๆ ความสวยงาม วัด หรือ ศาลเจ้า ต้องที่นี่เลยครับ
ถ้าใครคิดว่าจะมาให้คุ้มล่ะก็ ให้มาแต่เช้าๆนะครับ เพราะผมยังแอบเสียดายเลย ว่ามาที่นี่ตอน
เกือบเที่ยงแล้ว ทำให้เที่ยวยังไม่ทั่วเลย...

ปล.2 ถ้าคิดจะมาเที่ยวที่นี่คนเดียว ให้แนะนำมาตอนหน้าร้อนนะครับ
เพราะจะไม่ไม่หนาว และ เหงา  -_-

คราวหน้าไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะมันเป็นวัน Lazy Day ฉัน กับ ฉัน ในวันที่แสนขี้เกียจ