วันนี้คงเป็นวันสุดท้าย ที่ผมจะได้เดินทางในโตเกียว ถ้านับเวลา ผมคงเหลือเวลาอยู่ที่นี่
เพียงแค่ 30 ชม.เท่านั้น
เช้านี้เป็นเช้าที่ค่อนข้างดูหม่นๆนิดหน่อย นั่นเป็นเพราะเม็ดฝนเล็กๆ ยังคงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
ทำไมมันถึงตกไม่เลิกนะ รึว่าฝนไม่อยากให้ผมกลับรึเปล่านะ หรือว่าอยากจะไล่ให้ผมกลับบ้านเร็วๆ
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ห้องน้ำหมายเลข 5 ของสวนสาธารณะ โยโยกิ ล้างหน้า แปรงฟัน
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะรองน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะใส่ขวด เพื่อนำไปดื่ม
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ดูผู้คนผ่านไปมา กิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ ที่มีพื้นที่ สำหรับพวกเขา
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ยิน ภาษาที่ผมฟังฟังไม่ออกลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
...... นี่เธอ ดูต้นไม้นั้นสิ เหมือนต้น แคเลย -*-
เสียงนี้ทำให้ผมประหลาดใจ !! เฮ้ย มีคนไทยมาเที่ยวสวนสาธารณะด้วยหรือวะเนี่ย
( เปล่าหรอกครับ ผมเพิ่งมารู้ที่หลัง ว่าที่สวนสาธารณะแห่งนี้ ทุกๆปีเค้าจะจัดงาน ไทยเฟตติวัล)
ซึ่งผมเคยเห็น โฆษณา นี้ที่สถานีรถไฟ Harajuku แล้วล่ะ แต่ว่าผมอ่านไม่ออกว่าจัดที่ไหน
.... ลาก่อน เพื่อนไร้บ้าน ที่ผมไม่รู้จัก
.... ลาก่อน คุณลุงเจ้าหน้าที่ ที่ขี่จักรยานมาทักทายผมเมื่อตอนเช้า
.... ลาก่อนต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศและอากาศ ที่แสนจะสดชื่น
.... ลาก่อน ที่ๆ ให้ผมมานอนอยู่แทบทุกคืนในโตเกียว
.....ลาก่อน โยโยกิ พาร์ค
ใบเหมือนต้น เมเปิล ถ้าตอนช่วง
ใบไม้แดง คงจะสวยไปอีกแบบ
ต้นไม้ใหญ่ใน โยโยกิ
ฮาราจุกุ คือสถานที่ๆต่อมาที่ผมไปบอกลา ที่นี่เป็นที่ๆผมมากี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ถึงวันนี้ฝนยังคงตก
อยู่ แต่เพราะด้วยความที่เป็นวันหยุด ทำให้จำนวนคนไม่ได้แปรผันกับสภาพอากาศ
.... ลาก่อนร้าน LOVX ที่ขายตั๋วคอนเสริตท์ มอนิ่งมูซูเมะ ให้กับผม
.... ลาก่อนร้าน ร้อยเยน (จริงแล้ว ร้อยห้าเยน)ที่ขายขนม กับของฝากชิ้นเล็กให้ผม
.... ลาก่อน ดาราเกาหลี ที่ผมเดินหลงเข้าไปตอนเค้ากำลังถ่ายอยู่ (รู้เพราะมีคนเกาหลีตะโกนเรียกชื่อ
ดาราชายคนนั้นอยู่ แต่ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเค้าชื่ออะไร )
.... ลาก่อน เด็กเล็กและเด็กโตที่ทำให้หัวใจ ผมพองโตมากขึ้นเวลาเดินอยู่ในถนนแห่งนี้
..... ลาก่อน เด็กหลุย เด็กป๊อป เด็กร็อค เด็กพั้ง เด็กแนว เด็กแฟว เด็กแว้น เด็กเม้ง เด็กฯลฯ
.... ลาก่อน ฮาราจุกุ
ร้าน LOVX ที่ขายตั๋วคอน
ถนนสาย Takeshita ที่ทำให้หัวใจพองโต
ชินจูกุ คือ สถานที่ๆสุดท้ายที่สามารถใช้เท้าเดินถึงได้ ที่นี่มีเสนห์ ทั้งกลางวัน และกลางคืน
แตกต่างกันไป เป็นมหานครที่ไม่เคยหลับ (ผมคิดว่าอย่างั้นนะ แต่จะแอบงีบบ้างตอนไหนผมก็ไม่รู็แฮะ)
.... ลาก่อน Hub ขนาดใหญ่ของ โตเกียว
.... ลาก่อนร้านอาหาร มื้อแรก และมื้อสุดท้าย ของผมที่ญี่ปุ่น (เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าต่อไปจะไม่มีลูกค้าแบกเป้
ใบโตมา กินช้า ยืนกินเกะกะร้านอีกแล้ว)
.... ลาก่อน คาบูกิโซ ลาก่อน โฮสเทส สาวสวย หนุ่มหล่อ ที่แปะป้ายอยู่หน้าร้านที่ผมเดินผ่าน
.... ลาก่อนร้าน อินเตอร์เนต ร้านปาจิงโกะ ร้านเช่า DVD xxx ที่ผมไม่เคยไปใช้บริการ
.... ลาก่อน ซาเอบะ เรียว ที่ผมพยายามเดินตามหากระดาน XYZ ทั่วสถานีรถไฟแต่ก็หาไม่เจอ
.... ลาก่อน ชินจูกุ
ร้านขาย อาหารหยอดเหรียญ ราคาถูกย่าน ชินจูกุ
ราคาไม่แพง แต่อื่ม ตื้อ @_@
หนุ่มหล่อ
สาวสวยใน คลับ โฮสเทล
และที่สุดท้ายจริงๆ ที่ผมจะบอกลา ก็คือ Ueno ที่นี่เป็นที่แรกที่ผมเดินทางมาถึง ที่นี่เป็นที่แรกที่ให้
ผมได้พักพิงในคืนแรกที่มาถึงที่นี่ และเป็นจุดเริ่มต้น ของเรื่องราวทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น
ที่นี่กว้างกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก เพราะผมมารู้ได้จริงๆ ก็ตอนที่มาเก็บตกเอาวันสุดท้ายก่อนลาจาก
.... ลาก่อนคุณลุง ซามูไรคนสุดท้าย ที่ยืนเป็นสัญลักษณ์ของ อุเอโนะ
.....ลาก่อนคนไร้บ้านแห่ง อุเอโนะ ที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่าการอยู่ร่วมกัน
.... ลาก่อน สวนสาธารณะที่มีทุกอย่างสมบูรณ์รวมอยู่ในที่เดียว (มีอะไรบ้างไปหาอ่านในตอนเก่าๆนะครับ)
.... ลาก่อน โต๊ะเก้าอี้ ที่ให้ผมนั่งพักพิงตอน ที่ผมเหนี่อยล้า ให้ผมพักพิงตอนที่หลงทางและสับสน
.... ลาก่อนสระน้ำ เป็ดน้อย นกกา ผู้คนที่เดินผ่าน มาตลอด 14 วัน
.... ลาก่อน น้องสาวที่น่ารักคนนั้น ที่เดินมาซื้อของกับคุณแม่ ที่ทำให้ผมรู้ว่า
ผมยังมีหัวใจที่ยังสามารถ เต้นเร็วผิดจังหวะได้
.... ลาก่อนรถไฟ สาย Yamatone ที่พาผมวนรอบกรุงโตเกียว ต่อไปผมคงไม่ได้มานั่งอีกแล้ว
.... ลาก่อนอากาศหนาวๆ ยามเช้า ยามค่ำคืน
.... ลาก่อน Ueno
คุณลุง ซามูไร คนสุดท้าย
ที่ไม่ใช่ Tom Cruise
สระน้ำขนาดใหญ่ ใน อุเอโนะ พาร์ค
สนามซ้อม เบสบอล ในสวน
หนุ่มสาว Rock and Roll หลงยุค
ที่มีจังหวะการเต้นไม่อยาก แต่ดึงดูด
แถม ๆ เท่ห์ดีจริง
พื้นที่กว้างๆ สำหรับทุกๆคน
อุเอโนะ ยามค่ำคืน
ลาก่อน เจ้ารถไฟสาย ยามาโตเนะ (สีเขียว)
ผมนั่งรถไฟ สายเคเซย์กลับไปยัง นาริตะ สถานที่ๆผมมา ทุกอย่างที่เคยเดินไปข้างหน้าเร็วบ้าง ช้าบ้าง
ตอนนี้เหมือนทุกอย่างกำลังไหลย้อนกลับ เมื่อ 14 วันก่อนผมเอาร่างกาย และหัวใจที่ไม่มั่นใจ
ไหลผ่านมาตามรางรถไฟ ด้วยความหวังเล็กๆ ที่จะเติมเต็มความรู้สึกบางอย่าง
และตอนนี้ สิ่งที่ผมตั้งใจมาหา บางอย่างอาจจะขาดไปบ้าง บางอย่างอาจจะเกินจนล้นไปบ้าง
แต่นี่แหละ ที่เค้าเรียกว่า ชีวิตหล่ะ น่าแปลกตอนที่ผมนั่ง (ยืนมาจาก) นาริตะครั้งแรก
ทุกสิ่งทุกอย่างคือความตื่นเต้น ทุกอย่างดูแปลกใหม่ ทุกอย่างรอบตัวดูน่าสนไปหมด
แต่ตอนนี้ทุกอย่างจะทำให้ผมคิดถึง ..
กระเป๋า ที่เคยหนักไปด้วย ครีมโอ และ ขนมปัง ตอนนี้ถูกแทนที่ไปด้วย ความทุกข์ ความสุข
ประสบการณ์ต่างๆ อยู่เต็มกระเป๋า ที่ใครก็ไม่สามารถมาแย่งชิง แต่สามารถแบ่งปันไปได้
รถไฟสาย เคเซย์ ที่ยังไม่ออก
วิ่งจาก อุเอโนะ ไป สนามบินนาริตะ
คืนนี้ผมตัดสินใจที่จะนอนที่ สนามบิน ที่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนมาว่าจะขอนอนซักคืน
(จริงๆแล้วถุงนอนมันเปียก T_T ) ซึ่งการที่จะนอนสนามบินมันก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายนัก เพราะ
ที่นี่เค้ารักษาความปลอดภัยค่อนข้างเข้มงวดมาก ขนาดตอนที่เดินขึ้นมาจาก สถานีรถไฟ
เพื่อที่จะเข้าไปยัง terminal ยังขอดู Passport เลย ตอนแรกผมเห็นด่าตรวจ ตกใจมาก
ทำท่าจะเดินกลับ มีกวักมือเรียกด้วยนะ หลังจากนั้นผมก็เนียนๆไปนั่ง อยู่ในเทอมินอลขาเข้า
จนคนหมดก็แกล้งนั่งหลับอยู่ที่นั่น ทุกอย่างเริ่มเงียบ ซักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามด้วยถ้อย
คำง่ายๆ ว่า Stay ผมก็ตอบกลับไปว่า Stay หลังจากนั้นเค้าก็พาไปยังส่วนท้ายๆของเทอมินอล
เป็นที่ๆ รวมกันอยู่ของ คนที่ Stay เพื่อที่จะขึ้นเครื่องตอนเช้าๆ (แต่ผมขึ้นตอนสายๆ อ่ะ แอบเนียน)
ซึ่งเจ้าหน้าที่เค้ามา ขอจดหมายเลข Passport และขอดูตั๋วเครื่องบิน เค้าดูก็แปลกใจนิดๆ
อาจเป็นเพราะผมขึ้นเครื่องตอน 9 โมงกว่ามั้ง ( ที่เมืองไทยนั่งรถเมลไม่ทันนี่นา )
เที่ยงคืนทุกอย่างเงียบสงบ ไฟดวงหลักๆถูกปิดลง ความเงียบและสลัวเข้ามาเยือน
คืนนี้สบายแฮะ ไม่หนาวด้วย แถมยังมีคนมานอนเฝ้าดูแลความปลอดภัยอีก....
ที่นอนอันแสนสบาย ในคืนสุดท้าย
ณ สนามบิน นาริตะ
ทุกอย่างมีเริ่มต้น ก็ต้องมีที่สิ้นสุด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที และมันเป็นสัจจะธรรมของโลกไปแล้ว
ผมไม่ได้ไม่อยากกลับบ้าน แต่ผมคงคิดถึง ญี่ปุ่นมากๆ และเมื่อคิดถึงก็คงมาหาไม่ได้ง่ายๆเหมือน
ไปเชียงใหม่( เชียงใหม่ผมก็ไม่เคยไป แต่ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร)
แปดโมงกว่าแล้วครับ ผมขอตัว ไปเช็คอินก่อน เด๋ยวจะขึ้นเครื่องไม่ทัน ไม่อยากตกเครื่อง
อย่างวันนี้ก็โดดงานมาวันนึงแล้ว...
นี่คือ รูปสุดท้าย พาหนะที่กำลัง
พาผมกลับบ้าน พร้อมความทรงจำ
เต็มหัว ประสบการณ์ดีๆเต็มกระเป๋า
ลาก่อน ญี่ปุ่น จนกว่าจะได้พบกันใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้เราจะได้เจอกันอีกหรือไม่
ฉันไม่อยากสัญญากับเธอ แต่เธอจงรู้ไว้ ฉันจะไม่มีทางลืมเธอเด็ดขาด ....
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังยืนยันได้ เหมือนกับหนังสือที่เป็นแรงบัลดาลใจ ให้ผมก้าวผ่าน
ข้ามมาจนถึงทุกวันนี้ว่า โตเกียวไม่มีขา และผมขอต่ออีกนิดว่า ฟูจิซังไม่มีขา
ยาบูตาเกะไม่มีขา โตเกียวทาวเวอร์ไม่มีขา และ ญี่ปุ่นก็ไม่มีขา และที่สำคัญ
สาวมอนิ่งมูซูเมะมีขา แต่ไม่รู้ว่าขาของพวกเธอจะมาเดินผ่านเส้นทางของผมเมื่อไร
และทุกๆ สิ่งทุกอย่าง อาจจะมีขา หรือไม่มีขาก็ได้ แต่ตอนนี้เราต่างหากที่ยังมีขาอยู่
ขาที่สามารถ พาเราไปได้ทุกที่ๆอยากไป ขาที่พาจะนำความทุกข์ ความสุขให้ไหล่ผ่านเข้ามา
ในชีวิต ขาที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ความแข็งแรงให้กับจิตใจ ...
ผมเชื่อในขาของผม พอๆกับที่เชื่อว่า ฮอกไกโด และ ฮิโรชิมา ไม่มีขา และซักวัน
ขาของผมคงจะพาผมไปที่นั่นในซักวันหนึ่ง ในขณะที่ขาของผมยังมีแรงอยู่....
ปล. ใครมีอะไีร สงสัยเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่น แลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ เกี่ยวกับการเที่ยว ญี่ปุ่น ยินดีครับ
just drop to say HI (long time no see), when i have time will be read your blog (LOL)
ReplyDeletePS : wish me luck for everything that i want,first i want to get out from .... (2 word) and i hate .... ( begin with U..., why u don't take me there.) this not my perfect day.