อย่างที่ผมบอกจากตอนที่แล้วว่าสามารถที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาได้(อย่างทุลักทุเล) ผมคิดว่าความตื่นเต้นมันคงจะหมดไปอย่างไม่ต้องสงสัย ผมจึงเริ่มเดินสำรวจสนามบินเพื่อความสะดวกในวันกลับ ที่นี่มี internet ให้เล่นแต่ว่าต้องหยอดตังค์ อัตราค่าบริการก็ 100 เยน/10 นาที ผมอยากจะหยอดเงินเพื่อส่งข่าวบอกให้คนในบอร์ดรู้ว่าผมมาถึงแล้วนะ (ไม่ได้ไปติดสจ๊วตหนุ่มอย่างที่ใครหลายๆคนเคยโพสใส่ฟืนสุมไฟเอาไว้ ผมไม่โกรธหรอกครับ แต่ว่าอย่าให้เจอตัวละกัน) แต่ก็ไม่มีเศษสำหรับหยอด ที่เมืองไทยเค้าไม่มีเหรียญให้แลกครับมีแต่ธนบัตร
เมื่อสำรวจสนามบินจนเป็นที่พอใจแล้ว ตอนนี้เวลาเกือบๆที่จะสี่ทุ่ม รถไฟเหลืออีก 3 ขบวน ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามแผนการและข้อมูลที่เตรียมเอาไว้
ที่นี่มีสถานนีรถไฟอยู่ที่ชั้นใต้ดิน มีให้บริการอยู่ 2 เจ้าคือ JR ขาใหญ่ และ Keisei ขาลีบ (อ่านว่า เคย์เซน์ นะครับ) ผมเลือกไปของ Keisei ขาลีบ เพราะราคามันถูกกว่าของ JR อยู่ 280 เยน และก็ถึงเร็วกว่าสายของ JR สนนราคาของเจ้า Keisei ก็ตกอยู่ 1000 เยน (ที่เรียกว่า JR ขาใหญ่ก็เพราะว่าเป็นรถไฟที่เป็นของรัฐวิสาหกิจ มีให้บริการอยู่ทุกๆที่ทั่วประเทศ ส่วนของ เคย์เซย์ มีให้บริการเพียงแค่ไม่กี่เส้นทางเท่านั้น) ผมเดินลงไปยังชั้นใต้ดินไปยังส่วนของ Keisei แต่ต้องมาชะงักตัวชาขาเป็นเหน็บอยู่ตรงหน้าตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เอาอีกแล้วเพราะว่าภาษาที่ตู้ขายตั๋วรถไฟกับตารางบอกสถานนีทุกๆสถานีเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยที่ไม่มีภาษาสากล ซึ่งผิดกับที่หลายๆคนเป่าหูว่าให้ตั้งใจเรียนอังกฤษเอาไว้ให้มากๆ เผื่อไปต่างประเทศจะได้ไม่ลำบาก (เพื่อนผมมันก็เคยบอกเอาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนไปว่า เฮ้ยพี่ตรูเคยไปญี่ปุ่นมา ที่นู้นเค้าไม่ใช้ภาษาอังกฤษกัน เค้าใช้กันแต่ญี่ปุ่น ที่พี่ตรูรอดกลับมาได้เพราะเค้าเขียนภาษาจีนได้ แล้วฟึงพูดญี่ปุ่นหรือเขียนภาษาจีนได้ป่าวฟระ ผมก็เลยบอกให้มันมั่นใจว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ปกติตรูก็พูดอังกฤษไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนภาษาญี่ปุ่นกับจีนไม่ต้องเป็นห่วงไม่ได้เลย )ตอนนั้นผมยืนอึ้งในภูมิปัญญาของคนญี่ปุ่นสามารถคิดค้นตัวหนังสือที่แสน คาวาอี้ ได้ขนาดนี้ และในขณะนั้นเองฉากหนึ่งๆของหนังเกาหลีเรื่อง Please Teach me English ที่มีภาษาอังกฤษลอยไปมาเต็มไปหมด ตอนนี้กลับกันคือภาษาญี่นปุ่นลอยไปมาเต็มหัวผมไปหมด ผมนึกในใจพระเจ้าทำไมท่านต้องอยากทดสอบความสามารถทางด้านภาษาของผมขนาดนี้ ผมได้แต่ยืนอึ้งไปพักใหญ่ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกเลย คนญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนก็มาหยอดแล้วก็จากไป ผมก็พยายามสังเกตุวิธีการซื้อของเค้าแต่ก็มองไม่เห็น ผมอยากจะเดินเข้าไปถามพวกเค้าจริงๆว่าตั๋วเนี๊ยมันซื้อยังไงกัน แต่เพราะด้วยความอ่อนด๋อยของภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญที่สุดก็กลัวว่าบุคลที่จะเป็นแสงสว่างของผมจะเป็นแบบพี่ชาย ตม.คนนั้นอีก (กลัวเมาภาษาญี่ปุ่น) ในเวลานั้นผมได้แต่ยืนโทษตัวเองอยู่ว่าทำไมตูไม่ยืนอ่านหนังสือ(ฟรี)ในร้านหนังสือให้ดีๆก่อนฟระ (มีหนังสือเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่น มีอยู่เล่มหนึ่งที่มีสอนวิธีการซื้อตั๋วจากเครื่องขายอัตโนมัติ) ผมยืนไว้อาลัยให้กับความผิดพลาดตรงนั้นตรงนั้นเกือบ 15 นาที หลังจากที่ตั้งสติได้ เอาวะต้องลองดูกันซักตั้ง ไม่ลองตรูอาจจะต้องตายอยู่ตรงนี้(คิดไปนั่น) หลังจากที่ลองดูจากข้อมูลที่พอมีอยู่คือตั๋วสถานีปลายทางราคา 1000 เยน แล้วลองกดไปมั่วๆดูและแล้วในที่สุด.... ในที่สุดผมก็ได้ตั๋วราคา 1000 เยนมาครอบครอง
ผมเลือกนั่งรถไฟที่มันเป็น Local เพราะจะจอดทุกๆสถานีทั้งเล็กและใหญ่ (แต่จริงๆแล้วรถเที่ยวนั้นมาถึงพอดี และก็ไม่รีบเพราะไม่มีที่ไป) จริงๆแล้วผมอยากดูความเป็นญี่ปุ่น ให้คุ้มค่ากับที่ตั้งตาคอยมานาน ตอนที่อยู่บนรถไฟ ผมเห็นคนญี่ปุ่นมากมาย ผมยังนึกในใจเลยว่าที่นี่หรอคือญี่ปุ่น นี่ตรูมาถึงแล้วจริงๆหรอเนี่ยผมถามตัวเองหลายๆครั้งมาก ผมสังเกตุผู้ชายวัยทำงานที่นี่แทบทุกคนใส่สูตร ในเวลาขณะนี้เหมือนทุกๆคนที่ขึ้นมาบนนี้จะตึงๆกันมาแทบทุกคน (สงสัยคนญี่ปุ่นชอบดื่มจะเป็นเรื่องจริง) หรืออาจเป็นกิจกรรมสังสรรค์หลังเลิกงานของคนที่นี่ก็ได้ (แต่ว่าไม่มีขนาดที่ว่าคลานขึ้นรถไฟ หรือว่าลงไปกองกับพื้น) นอกจากนี้บนรถไฟคนญี่ปุ่นเค้ามีกิจกรรมทำกันเรื่อยๆ (ไว้เล่าให้ฟังทีหลัง (อย่าเพิ่งว่าเค้าไอ้ขี้กั๊กนะ)) บนรถไฟเฉพาะที่ผมขึ้น มีสาวๆให้แอบมองมากมาย ทั้งสวยและไม่สวยน่ารักและไม่น่ารักปะปนกันไป (เฉพาะตู้ที่ผมขึ้นเจอแบบน่ารักจี๊ดๆอยู่สามคน) รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆจอดตามสถานนีต่างๆคนเริ่มน้อยลงๆเรื่อยๆแต่ละครั้งที่ประตูเปิดผมแทบลงไปชักดิ้นโชว์สเต๊ปเบรคเด๊นซ์กับพื้นรถไฟ เพราะอะไรนะหรอ เพราะที่นี่หนาวโครต ตอนนั้นอุณหภูมินอกรถไฟน่าจะไม่เกิน 14 องศา(ปกติอยู่ในห้องแอร์ 22-26 องศา ผมก็แทบบ้าแล้ว)
เหลืออีกไม่กี่สถานนีผมก็จะถึงที่หมายแล้ว ผมสังเกตุในตู้โดยสารขบวนนี้เหลือผมกับคุณลุงอีกคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็นั่งอยู่ตรงข้ามผม พอรถไปแล่นไปได้ซักพัก เค้าก็มานั่งใกล้ๆผม และแล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คุณลุงคนนั้นเริ่มเปิดฉากการสนทนาด้วยภาษาที่เค้าคุ้นเคย(อีกแล้ว) แต่ว่าผมจำไม่ได้หรอกว่าคุยอะไรไปบ้างแต่ที่แน่ๆก็คือคุยไม่ค่อยรู้เรื่องอ่ะครับ ที่ๆจำได้ก็คือ ไอ แอม ไทย กะ อู เอ โน๊ะ (ชื่อสถานีที่จะลง ส่วน ไอ ไลค์ อะเดาว์ วีดีโอ) อันนี้ผมไม่ได้พูดออกไป ส่วนมากให้ความเงียบคุยกันมากกว่า หลังจากที่ถึงที่หมายแล้ว คุณลุงเค้าก็ยังเดินตามมาส่งผมอีก ผมรู้ได้ไงน่ะหรอเพราะขนาดผมเข้าห้องน้ำลุงเค้ายังเป็นห่วงเดินตามเข้ามาเป็นเพื่อนอีกน่ะสิ ตอนนั้นผมนึกในใจว่าลุงต้องเป็นพวกมิจฉาชีพ หรือ พวกเกย์เฒ่าหรือป่าวฟระ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นจะร้องขอความช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษ คนที่นี่เค้าจะฟังออกมั้ยเนี่ย ผมเลยรีบออกจากสถานนีแล้วเดินไปตามทาง ที่นี่มีบันไดเพื่อขึ้นไปยังสวนสาธารณะ Ueno ซึ่งอยู่บนสถานนีรถไฟผมรีบไปหยุดพักดูสถานการที่นั่น คุณลุงคนนั้นก็ยังเดินตามผมมาและเดินตรงมาที่ผม....
แต่ว่าไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกครับ คุณลุงเค้าดูจะเป็นห่วงผมมากกว่า (ผมดูจากแววตา และก็ใบหน้าท่าทางของเค้า)อาจเพราะเค้ารู้ว่าผมเป็นคนแปลกหน้า(หน้าแปลกอีกต่างหาก) แถมยังบ้าใส่เสื้อยืดตัวเดียวอีก สงสัยกลัวผมหนาวคุณลุงเลยจับเสื้อกันหนาวของตัวเอง แล้วก็ทำท่าสั่นๆแบบหนาวๆ ผมก็หยิบเสื้อกันหนาวของผมมาใส่ให้ดูเพื่อบอกว่าผมก็มีนะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง หลังจากนั้นคุณลุงก็เหมือนจะพยายามบอกทางโดยการชี้ไปที่ทิศทางหนึ่งแล้วก็พูดว่า Hotel ผมส่ายหน้าแล้วก็ขอบคุณเค้าไป และในท้ายที่สุดหลังจากนั้นผมก็ไม่ลืมที่จะล่ำลาคุณลุงเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า อาริงาโตะ แอน ซาโยนาระ ขอบคุณครับ...
ปล.1 อันนี้เป็นวิธีการซื้อตั๋วจากตู้นะครับ
1.ให้เราเลือกจำนวนผู้โดยสารก่อน ซึ่งตั๋วจะมีอยู่ 2 แบบคือ ตั๋วเด็กและตั๋วผู้ใหญ่และยังสามารถเลือกจำนวนผู้โดยสารได้อีกด้วย
2.ถ้าคิดว่าไม่ค่อยปลื้มภาษาญี่ปุ่นเท่าไรก็สามารถเปลี่ยนภาษาได้ตรงนี้
3.กดตรงนี้ก็จะสามารถเข้าไปเลือกราคาตั๋วแบบเที่ยวเดียวได้
4.เลือกราคาตั๋วให้ตรงกับสถานีปลายทาง ซึ่งจะมีราคาบอกอยู่บนแผนที่ ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นและเป็น Line ของ JR ให้โหลดแผนที่ไปด้วยแล้วใช้นับจำนวนสถานีเอาก็สามารถทำได้ครับ
5.บริเวณด้านล่างของตู้จะมีที่ใส่ ธนบัตรและเหรียญ และที่รับตั๋ว (ลืมถ่ายมาก่ะ)
ปล.2 ตู้ขายตั๋วรถไฟจะมีอยู่ 2 แบบนะครับคือแบบที่เห็นจะเป็นแบบใหม่จะใช้งานง่ายกว่าอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นเก่า และตู้แบบนี้เป็นแบบ touch screen และที่สำคัญเลือกภาษาอังกฤษได้ด้วย
ปล.3 ตู้รถไฟของทุกๆทีจะใช้งานในลักษณะนี้เหมือนกันทั้งหมดเพียงแต่ว่าจะต่างกันเล็กน้อยอย่างของ Keisei ตรงภาษาอังกฤษที่ให้เลือกจะอยู่มุมล่างของจอแทน
ปล.4 เราสามารถใช้เหรียญที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 เยนจนถึง 500 เยน และธนบัตรตั้งแต่ 1000 - 10000 เยนในการซื้อตั๋วได้โดยที่ตู้จะทอนเงินเรามาเอง
โฮก...เริ่มกลัว ญี่ปุ่น 555
ReplyDeleteอ่านไม่ออก เหอๆ