Wednesday, July 2, 2008

Kusatsu Onsen อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน ตอนแรก

   วันนี้เป็นวันที่สามของการใช้ชีวิตในต่างแดนของผม Kusatsu Onsen คือสถานที่ๆผมกำลังจะเดินทางไป
ฆ่าเวลาที่มีเหลืออยู่อย่างมหาศาลให้หมดไป
เหตุผลผมเลือกมาที่นี่ เพราะว่าผมรู้จักที่นี่ผ่านรายการ Say Hi แล้ว

   ผมต้องเดินทางไปยัง Shinjuku bus station ซึ่งอยู่ห่างจาก Yoyogi park เพียงแค่ 2 ป้ายรถไฟ
ผมเลือกที่จะใช้เดินเท้าไปตามแนวขอบรางรถไฟ ใช้เวลาราวๆ 40 นาทีก็เดินมาถึงแล้ว
ซึ่งท่ารถก็
อยู่ตรง ทางออกของสถานีรถไฟ New south exit ซึ่งถ้าใครมารถไฟ ก็ใช้ทางออกนี้ แต่ถ้าเดินมา
เรื่อยๆ ก็ไม่ต้องหาเพราะถ้าเดินมาถึง Shinjuku แล้วก็จะเจอเอง ส่วนเรื่องตารางการเดินรถ หรือราย
ละเอียดนั้น ไม่ต้องห่วงครับ ถ้ามคิดว่าม
ีีความสามารถทาง ภาษาญี่ปุ่นอยู่ล่ะก็ไปถามเจ้าหน้าที่หรือว่าดู
ตามป้ายแปะได้ แต่ว่าผมมีข้อมูลเกี่ยวกับตารางเดินรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร
ตอนที่ผมกำลังจะไปซื้อตั๋วนั้น พอเจ้าหน้าที่เค้าพอรู้ว่าเราไม่สามารถใช้ภาษาท้องถิ่นได้เค้า
ก็เลยส่งกระดาษ มาให้เราหนึ่งแผ่น ผมก็จัดการเขียนรายละเอียดของวันเวลาเดินทาง ไป-กลับ 
เป็นตัวเลขและภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆหลังจากที่เค้าพิมพ์ตั๋วออกมาแล้ว เจ้าหน้าที่เค้าจะทวนตั๋ว
ให้เราเข้าใจเป็นภาษาญี่ปุ่น(อีกแล้ว)...



 

อันนี้เป็นรูปตั๋วรถทัวร์ครับ
ภาษาญี่ปุ่นยุบยับเลย 
       

 

 

 

 

 ผมเลือกที่จะเดินทางตอนเดินทางตอนเที่ยงและก็จะไปถึงที่หมายราวๆ 4 โมงเย็น
ตอนนี้เวลาประมาณ 10 โมงเช้ากว่าๆยังเหลือเวลาอีกเืกือบ 2 ชม.ก็เลยเดินเล่นแถวๆ
Shinjuku ซะก่อนอยากจะบอกว่าที่นี่ดูเจริญมากกว่าทุกๆที่ๆผมเคยไป
อาจเป็นเพราะว่าที่นี่เป็น hub สถานีขนาดใหญ่ ผมเดินสำรวจที่นี่อย่างระมัดระวัง
(กลัว หลงทาง) เดินสำรวจไปสำรวจมาผมก็ได้กินข้าวเป็นมื้อแรกในรอบ 2-3 วัน
หลังจากที่ประทังชีวิตไปวันๆด้วย
ขนมครีมโอที่เตรียมมาจากเมืองไทย
ซึ่งอาหารจานแรกของผมก็คือข้าวกับผักชุบแป้งทอดราคาก็เพียง 340เยน
เท่านั้น
และที่ผมเลือกินที่ร้านนี้ก็เพราะว่าที่นี่ไม่ต้องสั่งอาหารใช้เป็นแบบตู้หยอดเหรียญเอา
และที่นี่เป็นก็ร้านยืนกิน คนที่มากินอาหารในร้านแบบนี้ส่วนใหญ่กินเสร็จแล้วมักจะรีบ
เดินออกไปกัน(ไม่กลัวจุกกันบ้างเลยหรือไงเนี่ย) ส่วนปริมาณน่ะหรอ บอกเลยว่า 340 เยน
(โครตอิ่มๆๆจนท้องจะแตก) ขนาดว่าผมเป็นคนที่ค่อน ข้างกินจุแล้วนะ สาวๆที่นี่กัน จนหมดแล้ว
ออกไปจากร้านเดินแบบเร็วโครตไอ้เราล่ะก็จุกจนแทบเดินไม่ไหวเลยทีเดียว

  เหลือเวลาอีก 30 นาทีหลังจากที่หลงทางพักเล็กๆผมก็มานั่งรอรถในสถานีซึ่งก็อยู่ที่เดียวกับที่
ขายตั๋วนั่นแหละเดินเข้าไปนิดเดียวเองก็ถึงแล้ว รถจะออกมาก่อนเวลาเดินทางประมาณ 10 นาที
และก็เดินทางตรง เวลาพอดี ซึ่งทางเดินขึ้นรถ หรือทางลงรถ เค้าจะทำสัญลักษณ์ให้เราเดินตาม
ถ้ามีรถจอดอยู่หลายๆคัน และก็ไม่รุ้ว่าต้องขึ้นรถคันไหน ให้ลองยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่เค้าก็จะชี้ให้เราเอง
ซึ่งผมก็ใช้วิธีนั้น พอเค้าชี้ปุ๊บ เราก็เดินลัดไปปั๊บเลย เค้าก็เป่านกหวีดดัง ปี๊ดๆเลยพร้อมกับชี้ ให้เราเดิน
ให้ถูกช่องทาง ...  เขินจริงๆเลยตรู

   พอรถขยับไอ้เราก็กะจะชมทัศนียภาพชนบทตลอดเส้นทาง  รถยังไม่ทันถอยออกมาไม่ทันพ้นเขต
Shinjuku เลย หลับครับหลับยาวเลยอาจเป็นเพราะว่าตื่นแต่เช้ามา  2 วันติดแล้ว ผมหลับไปราวๆ
สองชั่วโมงกว่า รู้สึกตัวตื่นมาพบกับวิวข้างทางที่สูงชัน รถกำลังเล่นไปตามทางบนภูเขา ผมไม่เคยเดินทาง
ไปภาคเหนือเลยบอกไม่ได้ว่าเหมือนกันหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆตามทางที่ไปยังพอมีต้นซากุระหลอมแหลม
ให้ดูอยู่สองสามต้น  คุณป้าสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็บ่นกันไม่หยุดปาก ขี้เหร่ๆๆ
ก็ูขี้เหร่จิงๆนั่นแหละมีอยู่ 2-3 ต้นพลอม แพลมอยู่บนเขา เฮ้อ... ตลอดเส้นทางที่ตื่นดูอยู่ทำให้ผมแปลกตา
แปลกใจกับทรรศนียภาพอยู่เป็นระยะๆ  อาการง่วงๆที่ค้างๆอยู่
ก็ดูจะหายไปเลยเหมือนกัน รถมาถึงที่หมายเกือบๆ 4 โมงเย็นจริงๆ ที่นี่ดูเค้าจะรักษาเวลามากเป็นพิเศษ
ข้างๆสถานีรถก็จะมีป้ายบอก เส้นทางและสถานที่ๆน่าสนใจของเมืองนี้  ที่แรกที่ผมจะไปคือ Yabutake
(แปลว่าตาน้ำแร่ จำมาจากรายการ Say Hi)  ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนักเดินเท้าเอาประมาณ 3-5 นาที 
  แค่นี้เองหรอวะ Yabutake  ตรูดูในทีวีกับในเวบ(แม่ง)ออกจะสวย หรอกกันได้นะป้าติ๊ก จำไว้เลย
หลังจากที่ผิดหวังกับ Yabutake ซึ่งคิดว่ามันจะสวยและยิ่งใหญ่เหมือนในทีวี ทำให้ต้องเบนหาเป้าหมาย
ต่อไปคือ ....  หาที่นอน ลำพังจะไปหาโรงแรมก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลมา และที่จำได้ว่า โรงแรมถูก
ที่สุดของที่นี่ คืนนึงตกอยู่ 4000 เยน ไม่มีทางซะล่ะ เพราะผมไม่ได้วางแผนการมาเสียค่าที่พักที่นี่ซะด้วยสิ
ผมเดินเท้าไปตามถนนเรื่อยๆ ก็มาโผล่ที่ Ski Resort ที่นี่มีลานสกีด้วยแต่ว่าขอโทษครับที่นี่มันปิดแล้ว
เพราะว่าหิมะมันละลายไปหมดแล้ว จึงทำให้เล่นสกีไม่ได้ ผมทำการหยุดพักเพื่อเติมพลังงานที่นี่ ยิ่งเย็น
อากาศที่นี่ยิ่งต่ำลงทุกที ผมอยากจะเจ้าเสื้อกันหนาวตัวเก่งออกมาใส่จริงๆแต่ไม่กล้าอายเค้า เพราะเห็นคุณ
ป้าแก่ๆแกยังใส่เสื้อยืดเดินเล่นอยู่เลย เลยต้องทนหนาวเอา กลัวแมนสู้คุณป้าไม่ได้
 
  หลังจากที่พักพอหายเหนื่อยแล้วก็กะว่าจะเดินทางไปที่ Mt.Shirane ผมเคยเห็นรูปจากในเวปซึ่งสวยมาก
แต่ว่าก็ไม่ได้หาข้อมูลมา เพราะว่าไม่มีอยู่ในข้อมูลของเมือง Kosatsu แห่งนี้ แต่ที่ตัดสินใจไปเพราะว่าเห็นว่า
อยู่ใกล้ๆกับ Ski Resort ซึ่งในแผนที่มันอยู่ติด กันเลย ผมเริ่มเดินทางด้วยขาอีกครั้ง 30 นาทีผ่านไป
40 นาทีผ่านไป คงใกล้ถึงแล้วล่ะผมคิดในใจ ระหว่างนั้นเองผมเห็นรถคันหนึ่งวิ่งออกมาจาก ข้างๆทางผมนึกในใจว่า
นี่อาจเป็นทางลัดก็ได้ ก็เลยลงจากถนนใหญ่เพื่อเดินไปในทางแยกข้างทาง แต่ว่ายิ่งเดินเข้าไป ทางยิ่งแคบลงๆ
จากที่เคยเห็นเป็น ทางสำหรับรถวิ่ง ตอนนี้มันไม่มีให้สำหรับรถวิ่งแล้ว ยิ่งเดินเข้าไปไกลเท่าไร
รอบๆตัวก็ยิ่งมีปริมาณ เศษหิน และกองหิมะมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ ผมชักเริ่มแน่ใจแล้วว่า
ทางนี้เค้าไม่ใช้กันแล้วหล่ะ แต่ผมก็แอบนึกในใจว่าถ้าเดินๆไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ทะลุเองนั่นแหละ
 แต่ก็ยิ่งเดินลึกเท่าไรก็ดันเห็นแต่กองหินถล่มจนถนนขาดจนไม่สามารถใช้การได้แล้ว
และเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่ปิดตายไปแล้ว น่าเสียดายที่นี่มีสถานที่เที่ยวอยู่หลายที่ เช่น จุดชมวิว
หรือน้ำตกอยู่ด้วย แต่ผมเดินไปไม่ถึงหรอกนะดูจากป้ายบอกทางเอา ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ
เดินกลับ หลังเพราะว่าไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกเพราะทางได้ถูกโรยด้วยเกล็ดน้ำแข็งใสจำนวนมาก
ทำให้เสี่ยงเกินที่เดินทางต่อไป(ลื่นจริงๆ) และที่สำคัญคือตอนนี้เริ่มที่จะมืดแล้วด้วย + กับผมลืมเอาไฟฉาย
ติดตัวมาด้วย (เตรียมไว้แล้วแต่ดันลืมหยิบมาจากบ้าน) และตลอดเส้นทางจากถนนใหญ่เข้ามากว่า 4 กม.
ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะมีผมกำลังใช้เส้นทางนี้อยู่เพียงคนเดียว  รอบๆตัวมันก็คือป่า มันอันตรายเกินไป
ผมจึงได้ล่าถอยออกมาจากที่นั่น และกลับมาใช้ถนนเส้นทางเก่า





 

















 

 รูปทางหลงที่เดินเล่นครับ


 

 

 

 

 

 

 

ชั่วโมงกว่าคือเวลาบวกกับความอ่อนล้าของขาที่เสียไปกับการเดินออกนอกเส้นทางทีไม่ได้เตรียมไว้
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความภูมิใจที่ได้คนพบที่ๆคนอื่นเค้าไม่สามารถค้นพบได้แล้ว ถ้า(กรู)ูมากับทัวร์(กรู)
จะได้เจออะไรอย่างนี้มั้ย ผมเริ่มเดินเท้าอีกครั้งยิ่งเดินก็ยิ่งสูง พอยิ่งสูงมันก็ยิ่งมืดพอมันยิ่งมืดมันก็ยิ่งหนาว
ในแผนที่มันใกล้นิดเดียวเองนี่หว่า รึว่าเราจะหลอก ผมเดินจนเริ่มมองทางไม่เห็นถนนตลอดเส้นไม่มีไฟทาง
ถนนที่มีความกว้างเพียง 2 เลน  แทบไม่มีไหล่ทางให้เดินเท้า รถที่วิ่งขึ้นลงต้อง คอยหลบคนเดินเท้า
อย่างผมคนเดียว ซึ่งผมก็กลัวว่ารถมันจะชนกันจริงๆ เพราะทางที่นี่เป็นทางเลี้ยวตามแนวเขา เมื่อมอง
ไม่เห็นจุดหมาย ผมก็ต้องเดินเท้ากลับลงมา ตอนนั้นเวลาประมาณ ทุ่มครึ่งแล้ว  ผมมองลงมาจากภูเขา
ผ่านทางลานสกี ที่ทอดลงไปสู่เบื้องล่าง ผมมองเห็นแสงไฟจากในเมือง แต่รอบๆตัวผมกลับมืดแทบมอง
ไม่เห็นอะไรแล้ว ขากลับผมต้องอาศัยกลับ ลงมาทางลานสกี ถึงมันจะชันแต่ก็ประหยัดเวลาไปกว่า
ครึ่งเลยทีเดียว เพราะว่ามันไม่ต้องอ้อมตามไหล่เขาลงมา
ตอนนี้ผมยังหาที่นอนไม่ได้ เพราะที่เคยส่องๆไว้มันไม่มีแสงไฟเลย และจะให้นอนตอนสองทุ่ม
มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (แต่ก็หมายเอาที่ลานสกีนี้ไว้เป็นไม้ตายเหมือนกัน)ผมก็ตัดสินใจเดินกลับลง
ไปที่ตัวเมืองเพื่อหาที่นอนอีกครั้งหนึ่ง ใช้เวลาราวๆ 40 กว่านาทีก็เดินมาถึง Yabutake ตอนกลางคืน
ที่นี่สวยผิดกับตอนกลางวันมาก อาจเป็นเพราะมีแสงไฟ ทำให้เรามองเห็นไอน้ำ
ร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากสายน้ำอุ่นได้อย่างชัดเจน รอบๆ Yabutake ก็คือร้านค้าต่างๆก็เปิดไฟอย่างสวย
งามจริงๆ เหมือนเมืองตุกตาของเล่นเด็กๆน่ารักๆ นักท่องเที่ยวที่นี่หลังจากแช่ onsen แล้วเค้าก็จะใส่ชุด 
ยูกาตะ ออกมาเดินเล่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักมากันเป็นคู่หนุ่มสาวหรือครอบครัวกัน มีผมที่กลับต้องมาเดิน
เพียงคนเดียวกับชุดที่ใส่มาไม่ได้เปลี่ยนมา 2 วันเต็มๆแล้ว เฮ้อ... 



รูปของ yabutake ยามค่ำคืนครับ 
ขอโทษทีครับที่ถ่ายออกมาไม่สวย
ต้องมาดูด้วยตาครับ ถึงจะเชื่อ


 


 

 

 




 

 หลังจากที่ชักรูปจนเป็นที่พอใจแล้ว ผมก็กลายเป็นคนไร้จุดหมายอีกครั้ง ต้องเดินกลับไป Ski Resort 
อีกรอบ สี่ทุ่มกว่าแล้วผมยังกลายเป็นคนไร้จุดหมายไม่มีที่นอน กลายเป็นคนจรอย่างเต็มตัว ระหว่างทาง
ที่กำลังเดินกลับอยู่นั้น สายตาผมก็เหลือบไปเห็นป้ายบอกทางอันหนึ่งมีคำลงท้ายว่า Park ผมเองก็ไม่รู้
ว่ามันคือที่ไหน แต่ก็เดินไปเพราะหวังว่ามันคงเป็นสวนสาธารณะ มีต้นไม้ มีห้องน้ำ มีหลังคา 
  แต่ว่ามันผิดอย่างที่คาดเอาไว้เลย Park ที่ว่ามันคือ บ่อน้ำพุร้อนเล็กๆหลายบ่อรวมกัน ไม่มีอะไรอย่างที่
ผมคิดเอาไว้เลย ผมเดินออกมาจากที่นั่นอย่างผิดหวัง สี่ทุ่มกว่าแล้ว เหนื่อยก็เหนื่อยเดินมาตั้งแต่ 4 โมงกว่า
ตอนนี้ 4 ทุ่มแล้วยังไม่หยุดเดินเลย แต่ว่าโชคชะตายังเข้าข้างผม ผมมองเห็นตัวตึกร้างอยู่ข้างทาง  
ที่นั่นมีระเบียงสำหรับแทรกตัวได้เอาวะที่นี่แหละ ผมจัดการปีนขึ้นไปชั้นสอง จัดการกางถุงนอน
ที่เตรียมมา และก็รีบเข้าที่นอน เพื่อผักผ่อน เอาแรงให้เร็วที่สุด เพราะว่าพรุ่งนี้ยังมีศึกสำคัญ
รออยู่ข้างหน้า แต่ว่าที่นอนที่นี่มันมีความประทับใจให้น่า้รำลึกถึง

ติดตามอ่านต่อบล๊อกหน้านะจ๊ะ ....


      

1 comment:

  1. จอ 15 กับ 17 ทำไมมันจัดหน้าต่างกันหว่า

    ReplyDelete