Monday, August 4, 2008

ํYugame สาวน้อยขี้งอนแห่ง Shirane

หายไปนานเลย หุๆๆๆ แต่กลับมาอีกแล้ว

    ที่เคยบอกว่าที่นอนที่ทำให้ผมจำได้ดี อาจจะนึกว่าผมเจอผีรึป่าววะบอกไปเลยว่าตลอดทั้งทริป
ไม่มีการเจอผีญี่ปุ่นให้ยุ่มยามลำบากใจ อาจจะเป็นเพราะนิสัยของคนญี่ปุ่นอาจจะขี้เกรงใจ เลย
พอตายไปเลยไม่เป็นผีมาหลอกผม หรืออาจจะรู้ว่าผมพูดฟังญี่ปุ่นไม่ได้ อาจจะทำให้เสียเวลาใน
การสื่อสาร แหมๆๆ คิดไปได้เป็นตุเป็นตะเลย  ... เฮ้อ
    เกือบลืมที่ตั้งใจจะบอกคือ นี่นี่มันหนาวมากๆๆๆๆๆ ถึงที่นี่จะเป็น เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนก็ตามที
แต่ว่าตกกลางคืนที่นี่หนาวมาก อาจเป็นเพราะที่นี่ตั้งอยู่บนเขาสูง ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันสูงแค่ไหน
แต่ก็ที่ดูๆมา ก็สุงขนาดที่ ยังมีหิมะหลงเหลืออยู่ตามยอดเขา และที่บอกว่าผมจดจำที่พักอันสุดแสน
delux (เขียนถูกป่าวหว่า)ได้อย่างแม่นยำเป้นเพราะว่าก่อนนอนคิดว่ามันใกล้บ่อน้ำพุร้อน คงไม่หนาวมาก
แต่ว่ามันกลับผิดถนัด ผมตื่นขึ้นมาตอนใกล้ๆเช้ามืด เนื่องจากมันหนาวๆๆจนนอนไม่หลับ ตอนนั้นผมไม่รู้
ว่ามันหนาวซักเท่าไร ผมรู้แต่ว่าเพลียแล้วก็ง่วงมาก ผมหยิบถุงเท้าทุกคู่ที่มีใส่ เอาผ้าเช๋ดตัวมาห่มเพิ่ม
พอมารู้สึกตัวอีกทีตอนใกล้ๆจะ 6 โมงเช้า รอบๆถุงนอน มีแต่รอยนำ้้ (น่าจะเป็นไอน้ำที่ลอยขึ้นมา)
                                                  ที่นอนแบบ Delux วิวริมระเบียงยามเช้า ...

ใกล้ๆกันนั้นจะมีห้องน้ำที่ใครมองใกลๆอาจจะนึกว่าเป็น บังกะโล(รึเปล่า)นะ ที่นี่มีเทอร์โมมิเตอร์อยู่ที่
หน้าห้องน้ำ ผมตาไม่ฝาด อุณหภูมิตอน 6 โมงเช้าอ่านได้ยังไม่ถึง 8 องศาดี แล้วไอ้ตอนที่ผมนอนอยู่
คงไม่ต้องนึกถึงมันต้้องต่ำกว่า 8 อย่างแน่นอน ถึงว่าขนาดถุงนอนที่กันได้ถึง 8 องศา + กับเสื้อกันหนาว
ยังเอาไม่อยู่ยิ่งคิดก็ยิ่งหนาว(คิดถึง)
แน่นอนว่าวันนี้เราไม่ได้พามาเยี่ยมชมห้องน้ำที่ญี่ปุ่น วันนี้ผมจะต้องต่อโครงการที่ล้มเหลวจากเมื่อวาน
นั่นก็คือ

             Yagameจัง ผมเคยแอบเห็นรูปเธอทางอินเตอร์เนต เธอสวยมาก ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะได้
มาเจอเธอที่นี่ แต่ว่าโชคชะตาทำให้ผมตัดสินใจไปหาเธอทั้งๆที่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเธอเลย นั่นยิ่งทำให้
เธอยิ่งหน้าติดตามค้นหาเข้าไปใหญ่ (ตอนนั้นคิดอย่างนั้น) หลังจากที่กลับเข้าไป 7-11 ในตัวเมืองเพื่อ
ซื้อถ่านสำหรับใส่กล้อง (ลืมหยิบถ่านมาจากกรุงเทพฯ) ผมเดินออกมาตอนราวๆ 8 โมง 10 ซึ่งหลักการ
ในการเดินทางไกลที่ดีคือ เดิน 45 นาทีพัก 15 นาที ผมเดินกลับไปทางเก่าคือเดินขึ้นเขาผ่านไปยัง
Ski resort ตอนแรกๆผมก็ทำตามหลักการทุกอย่างๆ แต่ว่าหนทางที่ตอนแรกว่าดูเหมือนมันใกล้ เท่า
ที่ดูจากแผนที่บ้านของ Yagameจัง น่าจะเลย Ski resort ไปไม่เกิน 3-4 กม.นี่นา แต่ว่านี่ยิ่งเดินกลับ
กลายเป็นว่ายิ่งสูงขึ้น ทางๆจากที่เคยมีฟุตบาทสำหรับให้เดิน ตอนนี้แทบกลายจะเป็นถนน เพียงแค่สอง
แลนเล็กๆเพื่อให้รถแล่นสวนผ่านกันได้ ทำไมมันไกลจังวะ  อีกนานมั้ยวะกว่าจะถึง เฮ้ยทำไมมันสร้าง
ถนนอย่างนี้วะ ขดเป็นงูเลย สร้างกันอย่างนี้บ้านทำสวนยาง(มะตอย)รึไงวะ จากที่ๆเคยเห็นข้างทางเป็น
เพียงแค่ เศษน้ำแข็ง ผมเดินๆขึ้นไปขึ้นไป จนกระทั่งรอบตัวผมขาวโพลนมีแต่น้ำแข็งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
นี่ผม(กรู)ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะเลยหรอเนี่ย ทริปนี้อะไรมันจะคุ้มขนาดนี้ ....
    แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะ Yagameจัง คงจะรู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจมาหาเธอตั้งแต่แรก เธอก็เลยงอนผมไม่ยอม
ปรากฏตัวออกมาให้ผมชื่นชมความสวยซักที ยิ่งเดินมันก็ยิ่งไกล ยิ่งไกลมันก็ยิ่งเหนื่อย พอยิ่งเหนื่อย
ของบนหลังมันก็ยิ่งหนัก ของยิ่งหนักมันก็ยิ่งท้อแท้ใจ ผมนึกในใจ Yagameจังทำไมขี้งอนอย่างนี้ฟระ
ถ้าอีกครึ่งชั่วโมงไม่ถึงผมจะเดินกลับหลังเพราะตอนนั้นเวลามันก็เที่ยงกว่าแล้ว ระหว่างที่
กำลังบ่นด้วยความน้อยใจอยู่นั้น สายตาผมมองขึ้นไปบนยอดเขาผมเห็นกลุ่มคนกำลังจ้องมองอะไรกัน
อยู่ที่บนนั้น มาถึงแล้วในที่สุดผม(กรู)ก็มาถึงจนได้ เธอคงแกล้งผมจนพอใจแล้วหรือไม่อาจจะเห็นว่าผม
กำลังจะงอนเธอบ้างเธอจึงยอมเผยตัวออกมาให้ผมเห็นจนได้ บ้านของเธออยู่บนยอดเขาสูง รอบๆมีแต่
หิมะปกคลุมอยู่ตลอด ที่นี่คือภูเขา Yagame ที่นี่มีที่จอดรถ ร้านอาหาร ห้องน้ำ ตู้ขายน้ำสิ่งแรกที่ผมทำ
คือเดินไปหยอดตู้น้ำดื่ม ตอนนี้ผมขอฝืนกฏตัวเองหน่อยเถอะ ยังไงๆก็ขอดื่มน้ำส้มQuuให้ชื่นใจหน่อย..
     โครตสวย สวยโครต สองคำนี้คือคำที่ผมพูดกลับไปกลับในใจและนอกใจ ไม่เสียแรงที่ตูทนเดินขึ้น
มาเกือบ 5 ชม. (อ่านไม่ผิดหรอกครับเกือบ 5 ชม.จริงๆ) ผมยืนเฝ้ามองเธอเกือบครึ่งชม. สวยจริงๆ
สุดยอด นี่ถ้าไม่ได้มาที่นี่สงสัยจะเสียใจทั้งชาติแต่ว่าผมอยู่กับเธอที่นี่นานไม่ได้ ผมยังต้องกลับลงไป
ที่ข้างล่างอีก แต่ว่าผมก็สังเกตุเห็นว่ามีรถบัสที่วิ่งขึ้นมาจากข้างล่างเหมือนกัน ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่มา
ถึงที่นี่มักจะใช้รถส่วนตัวกันเป็นส่วนใหญ่ (แต่ว่าป้ายหยุดรถข้างบนนี้ กับ ป้ายที่รถเมล์ไม่มีภาษาอังกฤษ
ซักตัว คิดแล้วก็ยิ่งกลุ้มใจ ) หลังจากที่ได้ล่ำลา Yagameจัง เป็นที่เรียบร้อยแล้วในระหว่างที่รอรถ ผมก็
จัดการเดินทางสำรวจรอบๆที่นี่ (ไม่ได้หาที่นอนนะ กลัวหนาวตาย) ที่นี่มีที่ชมวิวยอดเขา สระน้ำที่กลาย
เป็นน้ำแข็ง ก็เลยไปจัดการชักรูปภาพมาซะ แต่ว่านะที่นี่ก็ออกจะอันตรายเพราะว่าพื้นน้ำแข็งมันลื่นมาก
ก็เลยไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปสำรวจกลางสระน้ำที่ทำทางเดินเข้าไป ก็เลยมองดูอยู่ห่างๆแทน


 

















  

























หนาววๆๆวววๆๆ แล้ว เอาจนได้ สงสัยว่าความร้อนที่ผมสร้างตลอดการเดินขึ้นมาบนยอดเขานี้จะเริ่ม
หมดแล้ว ลำพังแค่เสื่อยืดบางๆตัวเดียวกับกางเกงยีนส์มันคงเอาไม่อยู่แล้ว ก็ว่าคนอื่นๆเค้ามองแปลกๆ
เค้าคงว่า ไอ้บ้านี่มันไม่หนาวหรือไงวะ (หนาวดิผมตอบในใจ)
     หลังจากที่ชมความงามต่างๆจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็เป็นการตัดสินใจลงจากเขา เดินกลับหรือว่านั่งรถ
กลับดี ผมไม่มีข้อมูลเรื่องรถโดยสารเลย(ถ้ามีก็คงไม่เดินขึ้นมาหรอกจริงมั้ย) จะถามก็ไม่กล้า กลัว
เป็นแบบที่กลัว แต่ก็นะกลัวว่าเดินลงไปเองมันจะไม่ถึงมากกว่า ก็เลยบากหน้า + ลำตัว + ขา ขึ้นไป
ถามพนักงานขับรถซึ่งกำลังฟังเพลงจาก Ipod อยู่เป็นภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆว่า Kusatsu Town
แล้วพนักงานขับรถก็ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างยาวๆๆๆๆ พอจับใจความได้ว่า Kusatsu Town 55+
ไปแน่นอน ทั้งคันรถมีคนนั่งอยู่ 4 คนรวมคนขับด้วย รถค่อยๆแล่นลงมาจากบนเขาอย่างระมัดระวัง
เพราะมันชันมาก ขนาดที่ว่าถ้าใครมีสเกตบอร์ด ปล่อยลงมาจากยอดเขาสามารถลงมาถึงที่ Kusatsu
Town ได้โดยที่ไม่ต้องออกแรงไสเลยจริงๆ ตอนลงมาใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงได้มั้ง แต่ว่าตอนลงคง
จะลงเร็วเกินไปหูอื้อๆไปเลย ปัญหาตอนขึ้นไม่เท่าไร ตอนลงนี่สิจะลงยังไง จะจ่ายตังยังไง
แล้วมันเท่าไร ที่สำคัญผมเคยได้ยินมาว่ารถเมล์ญี่ปุ่นเค้าไม่มีตังทอนซะด้วย พอมาถึงที่หมายผมกะว่าจะ
แอบดูคนสองคนที่นั่งมาด้วยกัน แต่ขอโทษสองคนนั้นเค้าซื้อตั๋วมาเรียบร้อยจากสถานนีข้างล่างแล้วจ่ะ
ผมก็เลยต้องรับกรรมกับคนขับรถแทน เหอๆๆ Hom much fare ? ไม่รู้ว่าผมพูดถูกรึเปล่าแต่ที่แน่ๆคือ
เค้่าก็ขอตังที่ผมเตรียวไว้เป็นเศษเหรียญราว 1110 เยน เค้าก็ค่อยๆหยอดลงไปในช่องหรับเหรียญ
แล้วก็ขานไปด้วยประมาณว่า 500 เยน 600 เยน 700 เยน จนครบ 1100 เยน เหลือทอนคืนมาให้ผม
10 เยน 55+ กะไว้ไม่มีพลาด
     ผมกำลังแย่ นี่คือาการของคนที่กำลังจะไม่สบาย เนื่องจากอากาศข้างบนกับข้างล่างมันต่างกันเกิน
ไป ความกดอากาศบวกกับความเหนื่อยล้าของร่างกายผมตลอดหลายๆวันที่สะสมมา มันแย่ขนาดใหน
น่ะหรอขนาดที่ว่าเดินไปไหนแทบไม่ไหว ตัวร้อนขนาดที่ว่าตาแทบจะลืมไม่ขึ้นเพราะความร้อนที่อยู่ในตัว
(ไม่ใช่เห็นคนเค้าจู๋จี๋กันหรอกนะ) โชคดีที่คืนนี้ผมมองหาที่นอนเอาไว้แล้ว ผมฝืนเดินกลับจากท่ารถ
Kusatsu Station ตัดผ่าน Yabutake เลยผ่านสวนที่ผมพักเมื่อคืน ที่หลังสวนนี้มี ศาลาอยู่และ
ใกล้ๆกันนั้นมีห้องน้ำอยู่ด้วยผมเลือกที่นี่เป็นที่นอนของผมคืนนี้ แต่ตอนนี้มันยังไม่ 5 โมงเลยใครมันจะ
ไปนอนลงเด่ญวมีคนผ่านมาเห็นนึกว่าศพเด๋ยวจะมีเรื่องเอา ตอนนั้นบอกเลยว่าอาการเข้าขั้นแย่มากๆๆ
ใช่แล้วถ้าเป็นไข้เพราะอากาศหนาวต้องแช่ Onsen สิ เสียงกระซิบเป็นภาษาไทยลอยเข้ามาในหู
เสียงใครวะ ผมนึกในใจ เสียงตูนี่หว่า สงสัยจะป่วยจนเพี้ยนไปแล้ว...555

คราวหน้าก็จะพาไปแช่ Onsen นะคะ
 
                            
                             

 






1 comment:

  1. แย่เลยไปเที่ยวแต่ดันไม่สบายซะหนิ

    ReplyDelete