Saturday, May 22, 2010

ลูกผู้ชายชื่อ...ทองมั่น

    ใครก็ไม่รู้ ผมไม่รู้จัก แต่ผมก็ได้กระโดดขึ้นหลังรถมาแล้ว ใจง่ายจริงกรู - -

   ผู้ชายคนนึงรับผู้ชายคนนึงที่ไม่รู้จักจากข้างทางป่าเขานั่งรถไปด้วยกัน คุณว่าผู้ชาย
คนนี้คิดอะไรกันอยู่ ...
    
    น้องจะไปไหนอ่ะ นี่คือประโยคแรกที่เขาถามผมหลังจากที่รถจอดที่วัดแม่กลาง 
อ๋อ ผมจะเดินขึ้นดอยอ่ะครับ แล้วพี่ล่ะครับ ผมถามตอบกลับไป
  " อ๋อพี่ขายของอยู่ตรงนี้แหล่ะ คืนนี้ที่อำเภอมีงาน หมายถึงงานผ้าพ้นเมืองที่ผมพูดถึงเมื่อกี้
พี่ก็เลยมานอนที่นี่ ขี้เกียจกลับบ้าน แล้วน้องอ่ะจะนอนที่ไหน" 
" ยังไม่รู้เลยครับ แถวนี้มีรีสอร์ทรึเปล่าครับ เห็นแถวๆนี้มีอยู่สองสามแห่ง "
" อ๋อตรงนั้น ตรงน้ำตกมีรีสอร์ทอยู่คืนละสี่ร้อยมั้ง " 
" อ้าวแล้วปกติพี่จะนอนตรงไหนล่ะครับ "
" ตรงนั้นอ่ะ แล้วก็ชี้ไปที่ ศาลาที่ไม่มีกำแพงใกล้ๆกุฏิเจ้าอาวาส นอนกับพี่ก็ได้นะ "
" ไม่เป็นไรครับพี่ ผมมีเต้นท์มาด้วยถุงนอนผมก็มีมา "
" งั้นไปอาบน้ำกัน ดึกๆจะหนาว" เฮ้ยๆไรวะเนี่ย เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ จะชวนไปอาบน้ำกัน
ถึงพี่จะดู...แต่ ผมไม่ไว้ใจพี่อ่ะ "ประโยคอันนี้ผมนึกในใจ " 

    .....  หลังจากที่อาบน้ำเสร็จโดยสวัสดิภาพ และกางเต้นท์เสร็จโดยเรียบร้อย
ก็ได้เวลาหาข้อมูล ต่างๆ ( เดี๋ยวจะเอาไว้บอกตอนท้ายนะครับ) และหลังจากที่หาข้อมูล
ที่ต้องการเสร็จแล้วก็ถึงฉากนั้นแล้ว...
        
          อ๊ะๆๆ คิดไรอยู่ปล่าวเนี่ย สรุปเลยดีกว่านะ ปล่อยนานเดี๋ยวจะเลอะเทอะกันใหญ่ - -
  
      พี่คนที่เค้ารับผมมาเค้าชื่อว่าพี่ ทองมั่น พี่เค้าเป็นคนสุรินทร์ แต่ว่าเพิ่งมาตั้งรกราก
ที่นี่ได้ราวๆ 5 ปี พี่เค้าเล่าว่าตอนแรกพี่ไม่ใช่พ่อค้าหรอกนะ พี่เค้าทำงานอยู่โรงงานยางรถยนต์แห่ง
หนึ่งที่แหลมฉบัง ได้เงินเดือน+สวัสดิการ ที่คิดว่าสบายในระดับหนึ่งทีเดียว พี่เค้าเล่าว่าเค้าเคย
มาเที่ยวที่นี่ เห็นพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ดูมีความสุข สนุกในการขายของ และช่วงนั้นเค้าเบื่องานที่ทำงาน
เนื่องจากมันเป็นงานประจำซ้ำซาก พี่เค้าเลยตัดสินใจลาออกจากงาน ขายบ้านที่ซื้อไว้ที่แหลมฉบัง
 หนีความเบื่อหน่ายของชีวิต ขึ้นมาวิ่งรถค้าขายของส่งในตลาดที่เชียงใหม่
ขับข้ามจังหวัดรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ภายหลังๆจากที่มีปัญหาครอบครัว(ขออนุญาตไม่บอก)
พี่เค้าเลยตัดสินใจกลับมาที่ๆอยากอยู่อยากทำจริงๆ  แม้ว่ามันรายได้จะไม่มากมาย
เท่าตอนวิ่งขายของส่งให้ตลาด หรือ งานจะสบายกาย +เงินมากพอ เท่าที่โรงงานยางรถยนต์แห่งนั้น
 แต่พี่เค้าบอกว่าเค้าทำที่นี่มีความสุขมากกว่า ขายของได้แม้มันไม่มากมาย
 รายได้ไม่แน่นอน แต่ทำแล้วสบายใจมีความสุข ไม่ต้องรวย ไม่ต้องมีมากขอแค่พอมีพอกินไปวันๆ
ก็พอแล้ว ผมเคยถามพี่เค้าว่าเสียดายมั้ยที่ลาออกจากงาน พี่เค้าก็ยอมรับนะว่าเสียดาย
แต่ผมสังเกตุดูว่าจริงๆแล้วพี่เค้าเสียดายแต่พี่เค้าไม่เสียใจหรอกที่ทำตามใจตัวเอง
คืนนั้นผมได้คุยอะไรมากมายกับพี่ทองมั่น ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากผู้ชายคนนั้น
ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้มาเจอที่นี่ ผมได้รับน้ำใจจากผู้ชายแปลกหน้าคนนี้โดยไม่ต้องร้องขอ
จะมีซักกี่คนบนโลกกันนะที่เป็นแบบนี้ ... แบบพี่ทองมั่น 

    ปล. ผมได้เรียนรู้ว่าบางทีบางเรื่องที่เราไม่อาจบอกใครได้ แต่บางทีการพูดคุยกับคน
ที่ไม่รู้จักดี อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้
    ปล.2 ผมได้คุยกับคนที่ขายของแถวๆนั้นเค้าเล่าให้ฟังว่าพี่ทองมั่นเป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ อัธยาสัยดี
ทั้งที่พี่เค้าเพิ่งมาเริ่มขายของตรงนี้ได้แค่ไม่กี่เดือนแต่ก็เป็นที่รักของคนแถวนั้นจริงๆ
   ปล.3 อันนี้เป็นข้อมูลทางด้านการท่องเที่ยวที่ผมได้มาจากพี่เค้า ซึ่งผมว่ามันเป็นข้อมูลที่มีค่า
และผมจะเอามาแบ่งปันดังนี้ 
 - วัดแม่กลางเป็นวัดที่อยู่ตรงตีนทางขึ้นดอยอินทนนท์ ตรงนี้จะมีที่จอดรถขนาดใหญ่ มีร้านอาหาร
ห้องน้ำ ตลาดขายผักผลไม้ที่ละรึก และบางทีฤดูกาลเทศกาล ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาขอนอนเป็น
ประจำ และที่นี่มี คิวรถสองแถวและรถตู้สำหรับเช่าเหมาขึ้นดอย โดยจะเสียค่าบริการดังนี้
    ค่าเหมารถสองแถว จะอยู่ราวๆ 1300 บาทจะพาเที่ยว สถานที่สำคัญๆ
บนดอยราวๆ 3-4 ชม.ตาตกลงกัน ส่วนรถตู้ จะเสียค่าเช่าราวๆ 1700 บาท
  - ในการขึ้นดอยถ้ามาคนเดียว ต้องการที่จะขึ้นไปบนยอดดอย พี่เค้าแนะนำว่าให้ไปที่ด่านเก็บเงิน
แล้วก็ให้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าอยากขึ้นไปดอย แล้วเจ้าหน้าที่เค้าจะคอยฝากเราไปกับรถนักท่องเที่ยว
โดยที่เราไม่ต้องออกแรงโบกรถเองเลยล่ะ  
- บริเวณวัดแม่กลางมีน้ำตกด้วยนะ ชื่อน้ำตกแม่กลางซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าประมาณ 20 บาทให้กับอุทยาน
- ในการที่จะมา วัดแม่กลาง หรือด่านเก็บเงินด่านแรก นอกจากเราจะโบกรถเข้ามาได้แล้ว
เรายังสามารถเดินเข้ามาได้ด้วย - - อันนี้ล้อเล่นครับ
  จริงๆแล้วเราสามารถขึ้นรถ สองแถวตรง วัดพระธาตุจอมทองซึ่งเป็นสีเหลือง
เหมือนกับรถสาย เชียงใหม่ - จอมทอง  แต่ป้ายหน้ารถจะเขียน ว่า จอมทอง - แม่แจ่ม
ซึ่งการเดินทางไปแม่แจ่มจะต้องใช้เส้นทางนี้แล้ว สามารถเลือกลง
ตรงด่านเก็บเงินที่หนึ่ง ตรงวัดแม่กลาง หรือด่านเก็บเงินที่ สองตรงทางแยกไปอำเภอแม่แจ่มได้เหมือนกัน

   คนที่ๆผมไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้ คนที่มีความกล้าๆที่จะทำอะไรตามที่ตัวเอง
อยากทำตรงหน้า ทำให้ผมนึกถึงตัวละคร ซูซูกิ ไคโตะ จากเรื่องบีชบอย 
คนที่กล้าทิ้งงานอันที่เรียกว่าสุดๆของความสะบายและมั่นคง คนที่ทำตามจิตวิญญานความต้องการ
  ผมศรัทธาพี่มากเลยครับ เพราะผมไม่มีความกล้าหาญอย่างพี่  และที่สำคัญพี่เป็นคนที่มีน้ำใจมากๆ
คนนึงเลยทีเดียว 

   ปล.สุดท้าย ลานที่ว่างตรงวัดแม่กลางดูดาวสวยดีนะครับ แม้ว่ากลางคืนอากาศอาจจะเย็นไปนิด
สำหรับคนที่ขี้เหงาและขี้หนาว  ตอนนี้เราก็ใกล้กันขึ้นมาอีกนิดแล้วนะ น้องดาวจ๋า ^ ^
   

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่ 2

     ตีนดอยอินทนนท์ คือเป้าหมายของวันนี้ ผมตั้งใจจะไปนอนค้างคืนที่นั่น
วันรุ่งขึ้นจะได้ เริ่มออกเดินเท้าขึ้นดอยอินทนนท์ 
      ผมมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเมืองเชียงใหม่เต็มเอี๊ยดๆๆ แต่กลับไม่ค่อยมีข้อมูลการเดินทางเชิงลึก
เพื่อที่จะไปดอยอินทนนท์เลย เอาวะยังไงก็อย่ากลัวที่นี่เมืองไทย 555+ ประโยคนี้อีกแล้ว
      ออกจากตัวเมืองเพื่อที่จะเดินทางออกไปอำเภอจอมทาง อาจใช้เวลาเดินทางร่วมๆหนึ่งชั่วโมง
ซึ่งจัดว่าเป็นระยะทางที่ค่อนข้างไกล จากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก จากเมืองเล็กสู่ทุ่งนา จากทุ่งนา
สู่เมืองเล็ก จากเมืองเล็กสู่หมู่บ้าน วิวตลอดสองข้างทางเป็นเช่นนี้สลับกันไป อ๊ะ ๆๆ ช้างเผือก
เอ้ยๆๆ ช้างเผือกแฝด เฮ้ยๆๆลูกช้าง ไม่ต้องแปลกใจที่ urumi เพ้อตลอดทาง ทนหน่อยนะครับ
คนเพิ่งเคยมาครั้งแรก  เอ้ยๆๆ ช้างกรูอยู่หนาย ๆๆๆ
      ค่ารถ 32 บาทจากเชียงใหม่สู่ตัวอำเภอจอมทอง ซึ่งท่ารถจะจอดอยู่ที่พระธาตุจอมทอง
ซึ่งมองเห็นตัวองค์พระธาตุขนาดใหญ่ ผมไม่ได้มาไหว้พระ ผมจะไปดูดาว
ดังนั้นผมจึงไม่ได้ไปสักการะทั้งๆที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายกระทำกัน
  แต่ว่านะท่ารถที่อยู่ในเน็ตที่จะขึ้นดอยอยู่ตรงไหนหว่า หลังจากที่ใช้ปากถาม คนขับรถแถวนั้นแล้ว
ได้ผลว่า ไม่มีหรอกครับ เจ้ารถสองแถวที่ว่าน่ะ จากจอมทองสู่อินทนนท์
      เหวง นี่ คืออาการของนักเดินทางที่โดนข้อมูลเป็น เท็จหลอกลวง (ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะคะ)
 เอาไงดีวะรู้งี้กรูลงตั้งแต่สามแยกจอมทองก็ดีหรอก
      ผมจึงต้องนั่งรถกลับไปที่สามแยกจอมทองอีกครั้ง ซึ่งนั่งย้อนกลับไปราวๆ 3-4 กม.ซึ่งก่อน
ซึ่งขนะนั้นที่ตรงนั้นแยกจอมทองกำลังมีงานผ้าพื้นบ้านพอดี เค้ามีขบวนแห่ชาวบ้าน มีเด็กนักเรียน
น่ารักเป็นดรัมอยู่ข้างหน้า แต่ว่าเวลาของผมมันเหลือน้อยแล้วอ่ะ ไม่มีเวลามาไขว้เขว หลังจากตุนเสบียง
พร้อมเครื่องดื่มเกลือแร่ และน้ำดื่ม
   และตอนนี้ ผมมีข้อมูลเพียงแค่ จากสามแยกจอมทองถึงยอดดอยระยะทาง 41 กม. 
     เกือบห้าโมงเย็นที่ผมเริ่มเดินจากทางเข้า ไม่มีข้อมูล ไม่มีสองแถวผ่าน มีแต่รถชาวบ้าน รถชาวเขา
รถของเขา รถของใครๆ แต่ไม่มีรถของผม ต้องเดินเท้าเท่านั้น ที่พักยังหาไม่ได้ มันจะอะไรกันนักหนา
ชีวิตกรู ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตจะต้องมาตก ระกำลำบากตั้งแต่วันแรกเลย T T
    ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ รถที่ผ่านมาก็เริ่มน้อยลง พร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะเลิกงาน
" วันนี้นายจะไม่ทำโอหน่อยหรอ " ผมแอบถามดวงอาทิตย์ในใจ
" ไม่หรอกว่ะ ช่วงนี้หน้าหนาวกรูต้อง รีบกลับบ้าน " ( เพ้อขนาดหนัก - -" ) 
โอ๊ะตรงนั้นมีวัด เข้าไปถามดีกว่า
 "น้องครับว่าอีกนานมั้ย กว่าจะถึงด่านอุทยานด่านแรก" 
 "ประมาณ 30 กม.ครับ" เด็กนักเรียนคนนั้นตอบผม พร้อมด้วยคำตอบ ที่ถูกยืนยันอีกครั้งจากพระรูปหนึ่ง
ซึ่งไม่ต้องบอกว่าเป็นคนพื้นที่ อ้าวไหนแผนที่แม่มบอก 8 กม.ไงฟระ สงสัยจะโดนหลอกอีกแล้วกรู
    อยากจะร้องไห้ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ทำไมมันไม่เหมือนข้อมูลที่หาได้ในเน็ตเลยฟระ ข้อมูลแม่ม
หลอกลวงทั้งนั้น แล้วนี่จะทำยังไงดีฟระเนี่ย 
     ในบางเวลาที่เราอยู่บนหนทางที่ยากลำบาก มองไม่เห็นทางไปต่อข้างหน้า มองไม่เห็นที่พักพิง
มองไม่เห็นใคร ในเวลาที่เรากำลังสู้อยู่ด้วยตัวคนเดียว อาจจะมีทางอยู่แค่ 3 ทางให้เลือก
คือ กลับหลัง  หยุดเดิน  หรือเดินต่อ ในสถานะการอย่างนี้ ผมเลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
คำว่าไปตายเอาดาบหน้า คือคำที่ผมท่องไว้ในใจ ตลอดเวลาที่เดิน
เอ " แต่ว่ากรูไม่มีดาบนี่หว่า ข้างทางแม่มก็เป็นป่า "
สงสัยจะได้ตายเอาข้างหน้าจริงๆ - -
     นับว่าโชคยังดี ผมเริ่มมองเห็นป้าย รีสอร์ท ประปรายแล้ว อีก 3 กม. อีก 4 กม.
มีสองที่ จดๆเบอร์โทร เอาไว้ตอนแรกกะว่าจะไปขอกางเตนท์นอนตรงด่านเก็บตังค์
สงสัยจะเสียเงินหนัก ตั้งแต่วันแรกเลยหรอฟระ เอาวะเสียตังค์ดีกว่าเสียตัว เอ้ยเสียชีวิต 
  แม่มเอ้ย!! คนแถวนี้ ไม่มีใครจอดรถถามกรูซักคำหรอว่าไปไหนขับผ่านไปมา หันมามองอยู่ได้
น้ำใจอ่ะมีมั้ย ( ไม่ยอมโทษตัวเองนะคนเรา ปากอ่ะมีมั้ย ) เอาวะใกล้ถึงรีสอร์ตข้างหน้าแล้ว
คืน 500-600 ก็เอา และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มีรถปิ๊กอัพ isuzu สีฟ้าคันหนึ่งค่อยๆ
ชะลอความเร็ว แล้วจอดอยู่ข้างหน้าห่างออกไป ราว 20 เมตร และแล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งลงมา
หน้าตาออกแนว ...หน่อย ในจังหวะแรกผมถึงกับผงะ น้องจะไปไหน ผมก็ทำใจดีตอบออกไปว่า
" ผมจะไปด่านอุทยานด่านแรกอ่ะครับ อีกใกลมั้ย" 
"อีกประมาณ กิโลกว่าๆ ไปด้วยกันกับพี่ไหมพี่จะ ไปทางนั้นพอดี "
ชั่วโมงนี้ผมต้องการข้อมูลเพื่อที่จะทำภารกิจให้เสร็จสิ้น จะต้องตัดความกลัวทิ้งไป
ใจดีสู้เสือ เพื่อภารกิจ เพื่อภารกิจ ....
    " ไปครับพี่ ขอติดรถไปด้วย " 
ใครจะรู้ว่า ผู้ชายคนนี้จะทำให้ผม ได้เรียนรู้อะไร ที่จะจดจำตลอดไป.... 

ปล.เชื่อมั้ยครับ ตอนไปญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าข้อมูลที่หาได้ มันแน่นอนและดีกว่า
เที่ยวเมืองไทยเยอะมาก . 

 

บันทึกลับ ภารกิจเดินพิชิตยอดดอย ตอนที่ 1

ตั้งชื่อให้น่าติดตามเหมือน ละครของอาฉลองไว้ก่อน แต่จริงๆไม่มีอะไร -*-
     
    หลังจากลงรถไฟมา ....  
ที่นี่ที่ไหนอ่ะ  อ๋อสถานีรถไฟเชียงใหม่
(อุตส่าห์ลุ้นกะจะเจอ น้องนานา ซักหน่อยจะได้จีบก่อนไอ้แดน นอกเรื่อง + เพ้อ)  
ในตอนแรกผมตั้งใจที่หาที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ก่อนแต่ทว่า
ภารกิจลับที่ผมได้รับมอบหมายมา ได้ถูกเตรียมการใหม่ตอนอยู่บนรถไฟ จะชักช้าไม่ได้เด็ดขาด

    หากใครที่เคยไปตัวเมืองเชียงใหม่ คงจะพอทราบได้ว่าเมืองเชียงใหม่แม้เป็นเมืองที่เจริญแต่
ว่ากลับไม่มีขนส่งมวลที่เป็นรูปร่างเท่าไรนัก ที่นี่มีรถเมล์ แต่ไม่มาก ดังนั้นใครมาเมืองเชียงใหม่
ให้นึกในใจไว้เลยว่าที่นี่ ไม่มีรถเมลล์ มีแต่ taxi ตุ๊กๆ และสองแถวที่เค้าเรียกกันว่า รถแดง
    รถแดง นี่คือ พาหนะหลักของคนที่นี่  ในตอนที่ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ มักได้ยิน
คำล่ำลือเกี่ยวกับรถแดง ทั้งจากในเน็ตและคนพื้นที่  
' มึงพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ระวังโดนโขกนะเว้ย '
" ระวังนั่งๆอยู่แม่งจะจอดทิ้งเมื่อไรก็ได้ "
" นึกว่านั่งรถแข่ง ตำรวจยังไม่กล้าจับพวกมันเลย "
" ตอนวิ่งเหมือนรถเมล์ ตอนจ่ายตังค์เหมือน taxi "
อะไรแย่ๆ ถูกซึมซับเข้าสู่หัวสมองผมทั้งหมด ดังนั้นผมตั้งใจจะไม่ใช่บริการเจ้ารถแดงนี้
ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญ ระยะทางจาก สถานีรถไฟ ถึงที่หมายตามจุดต่างๆ แผนที่ในตัวเมือง
หาได้ตาม google map ไม่มีพลาดทุกข้อมูล ตอนที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟจะมีคิวรถแดง
กับตุ๊กๆอยู่มาก วิธีการเลี่ยงที่ดีที่สุดคือ ทำตัวให้เหมือนเป็นคนท้องถิ่น ทำตัวเหมือนรู้จักเส้นทาง
เนียนๆไปนั่นเอง 
      ที่นี่เชียงใหม่ แม้ว่าจะอยู่ภาคเหนือ แต่ว่าความร้อนแรงของแสงแดดยามบ่ายมันก็ร้ายกาจ
ไปไม่น้อยกว่าเมืองชายทะเลอย่างสัตหีบ ร้อนโครตๆ ยังนึกในใจ กรูเดินตากแดดแถวๆบ้านก็ได้ฟระ
ไม่เห็นต้องนั่งรถไฟให้ริดสีดวงสึกขนาดนี้เลย เฮ้อ
       ใช้เท้าเดิน ราวครึ่งชั่วโมง จากสถานนีรถไฟถึงประตูเชียงใหม่ ที่นี่จะมีท่ารถ เชียงใหม่ - จอมทอง
ซึ่งเป็นรถสองแถว และรถบัสขนาดเล็ก เชียงใหม่ - ดอยเต่า - ฮอด ผมจะขึ้นรถที่นี่แหล่ะ
      ลืมบอกไปนะครับ เดี๋ยวขอสาธยายถึงตัวเมืองเชียงใหม่ตามที่ผมรู้จักซักหน่อยก่อน
ที่ตัวเมืองเชียงใหม่จะมีแหล่งที่เป็นใจกลางเมืองคล้ายๆกำแพงเมืองเก่า ผมก็ไม่รู้ว่าเรียกอะไรเหมือนกัน
ซึ้งจะมีประตูอยู่สี่ทิศสำคัญมีชื่อเรียกตามนี้

         ประตูช้างเผือกจะอยู่ทางทิศเหนือ ถ้าไปทางนี้จะไป ขนส่งช้างเผือก ซึ่งเป็น Bus Terminal
ระหว่างอำเภอไว้เดินทางไปยังอำเภอต่างๆของเชียงใหม่ ส่วนขนส่งอาเขตเป็น Bus Terminal
 แบบ ระหว่างจังหวัด ถ้าใครนั่งรถมาจากกรุงเทพฯ หรือว่าจะเดินทางไปจังหวัดอื่นๆต้องมาขึ้นรถที่นี่
         ประตูช้างเผือกจะอยู่ทางทิศตะวันออก ไนท์บาซ่าจะอยู่ทางทิศประตูนี้(มั้ง) แถบนี้นักท่อง
เที่ยวต่างชาติจะเยอะมากๆๆๆ ดังนั้นความรู้สึกเหมือนน้องๆข้าวสาร
         ประตูท่าแพ ประตูนี้จะอยู่ทางทิศใต้ จะมีท่ารถสองแถวสีเหลือง  เชียงใหม่ - จอมทอง
กับรถบัส ชียงใหม่ - ดอยเต่า - ฮอด
         ประตูสวนดอกจะอยู่ทางทิศตะวันตก ฝั่งประตูนี้ดูเจริญตา และดูเหมือนว่าความเจริญแบบเมืองๆ
จะอยู่ทางฝั่งนี้ เพราะเป็นฝั่งที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ^0^





     
 









  ยิ่งเดินผ่านผู้คนมากเท่าไร ผมอยากเป็นจาพนมขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพราะอยากเล่นจริงเจ็บจริง แต่จะพูดว่า ช้างกรูอยู่ไหน ??
ถ้าเปรียบสาวงาม เหมือนช้างเผือก ที่มีมีเดินกันแทบขวักไขว่
อย่างกับ ปางช้าง อ๊่ากๆๆๆ ช้างกรูอยู่หนายยยย !!!! 
     
     เลิกๆกลับมาที่ท่ารถดีกว่า เร็วๆเดี๋ยวมืดพอดี ผมบอกรึยังว่าเราจะไป ดูดาวที่ดอยอินทนน์กัน
เพราะผมเชื่อว่าในจุดที่สูงที่สุดเราจะมองเห็นดาวได้ใกล้ที่สุด ผมแค่อยากเข้าไปใกล้เธอ...เท่านั้น

Saturday, May 15, 2010

ชีวิตเปื้อนฝุ่น บนรถไฟชั้น 3

    ผมไม่ใช่ไอ้ป๋องตัวละครเรื่องชีวิตเปื้อนฝุ่น แต่น้องโอปอลคนนี้กลับมีชีวิต เสื้อผ้า หน้าผม ที่เปื้อนฝุ่น
 รถไฟชั้นสาม ราคา 211 บาทจาก กรุงเทพ-เชียงใหม่ ราคานี้อาจจะถูกกว่าค่าแท๊กซี่ใครบางคนจากบ้าน
ไปสยาม หรือแม้แต่อาจจะยังไม่ได้ค่า ที่นั่งดีๆในโรงหนังชั้นหนึ่งตามศูนย์การค้าใหญ่ยัก
    เงินจำนวนนี้ไม่มากสำหรับคนที่มี  แต่บางทีมันก็เป็นเงินที่หามาได้ไม่ง่ายสำหรับใครหลายคน
        รถไฟใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ประมาณ 14 - 16 ชั่วโมง
        รถบัสใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง
        เครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดหน่อย 
คนมีตังค์มักไม่มีเวลาเหลือเฟือ  แต่คนที่มีเวลาเหลือเฟือมักไม่มีตังค์ 
แต่ว่า บางที ความสุข อาจจะไม่ได้ขึ้นกับตังค์  
    บนรถไฟชั้น สาม ผมกำลังมีความสุข บรรยากาศ ในตู้ชั้นสาม แม้ว่าที่นั่งมันจะลากบาก แถมนอนยาก
เพราะว่าที่พิงมันตั้งฉากกับที่นั่ง ปรับนอนไม่ได้ ฝุ่นลอยละล่องเข้ามาทางหน้าต่าง เข้าหน้า+ปาก ตลอดคืน
ไม่มีหมอน มีแต่เป้ใหม่ที่ใบใหญ่ขึ้น นอนหนุนแทนหมอน 
    ตอนนี้เดือน กพ. แน่นอนว่ามันยังอยู่ช่วงปลายฤดูหนาว บรรยากาศข้างทาง ไร่นา ขุนเขา หุบเขา
หุบเหว หมอกหนา โรงเรียน หมู่บ้าน วัด ผู้คน ตลอดสองข้างทาง มันทำให้บรรยากาศมีสีสรรมากขึ้น
ผมเพิ่งได้เข้าใจคำว่า จุดหมายนั้นไม่สำคัญ ตลอดเวลาที่เราเดินทางต่างหากที่น่าจดจำ หนาวแฮะๆๆ 
    ของขายบนรถไฟมีแทบทั้งวันทั้งคืน  เช้านี้  กาแฟร้อนๆ ของพี่สาว(ป้า)ที่เอามาขาย ผ้าเย็น
เช็ดหน้าจากน้องหนูที่เพิ่งปิดเทอม(รึเปล่า) นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆวันซ้ำซากบนรางรถไฟสายนี้
    พอลืมตาดูโลก บทสนทนาก็เปิดฉากอีกครั้ง เราสามคน คุยกันโขมง ไม่รู้จะอะไรกันนักหนา
" อุโมงขุนตาล ยาวกี่เท่าไร "
" พี่ทำงานรถไฟมากี่ปีแล้ว " 
" จากจังหวัดนี้ต่อไปจังหวัดอะไร " อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย จำไม่ได้แล้ว
    
      เหมือนกับที่หลายคนเคยบอกเอาไว้ รถไฟไทยถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ทำไมมันยังไม่ถึงฟระ
นี่นั่งจนริดสีดวงสึก มันก็ยังไม่ถึงเชียงใหม่ ความไม่ตรงเวลาของคนไทยมันลามไปถึงรถไฟ
อย่างไม่น่าแปลกใจ และนี่คือคุณภาพชีวิตของคนไทยอีกแง่มุมหนึ่งครับ 555+
      ตามตารางบอกว่าจะถึง 12.45 แต่ว่ามันถึงจริงๆตอนเกือบ 14.00 เหอๆๆ
ลืมบอกไปคุณลุงคนนั้นเค้าลงตั้งแต่ลำพูนแล้วล่ะ แล้วก็ถัดจากลำพูนมาครึ่งชม.ก็ถึงเชียงใหม่ซักที
ตอนนี้เหลือแค่ คนเดียวแล้วนะ  เอาน่ะยังไงคนที่นี่ก็ยังพูดภาษาไทยกันอยู่...

     ไม่ได้กลัวนะ  แต่แค่หวั่นใจ  แต่ถึงยังไงก็กลับไปไม่ได้แล้วใช่มั้ยล่ะ ....

ปล.บนรถไฟแม้ตอนที่รถยังวิ่งเค้าก็ยังทำความสะอาดกัน ทำให้ผมได้รู้ว่าทำไมชีวิตผมถึงได้เปื้อนฝุ่น
ปล.2 รถไฟเค้าจะมีการตัดต่อขบวนกันตลอด เช่น รถไฟมี 7 โบกี้ ๆ 1-3 จะไปเชียงใหม่ ส่วนที่เหลือ
จะถูกตัดออกให้สั้นลง ส่วนที่ 4-7 อาจไปแค่ลำปาง ดังนั้นอย่ามั่วตู้โบกี้ อาจทำให้ไม่ถึงที่หมาย
ปล.3 บางครั้งถ้าขบวนยาวๆเวลาขึ้นเขาอาจต้องรอหัวรถจักรจากสถานีใกล้ๆมาช่วยเสริมแรงลากจูง
ปล.4 คนขับรถไฟเค้าแบ่งขับตามความชำนาญ เช่น ในเมือง บนเขา ที่ราบ
เรียกกันว่า เจ้าที่ เจ้าป่า และเจ้าเขา ( อันนี้พนักงงานรถไฟเล่าให้ฟัง )
ปล.5 ไอ้น้องคนนั้นเล่าให้ฟังว่าบางครั้งตอนฝนตก หัวรถจักรมีดับด้วย ตอนนั้นปลี่ยนหัวไป 3 หัวจะถึงที่
หมาย  มีเรื่องให้ตื่นเต้นตลอดการเดินทาง นี่แหละค่ะ รถไฟไทย 
ปล.6 บนรถไฟจะมีตำรวจรถไฟอยู่ด้วยอย่างน้อยขบวนละ 1 คน 
ปล. สุดท้าย หมู่บ้านตามรางรถไฟตามแนวเขา หลายหมู่บ้านน่าอยู่มากๆ ถูกซุกซ่อนอยู่ในหุบเขา
ท่ามกลางสายหมอก ไม่มีไฟฟ้า และแม้แต่สัญญานโทรศัพท์ 555+
ปล.ท้ายสุดๆ มีคำแนะนำจากผู้สันทัดรถไฟชั้นสาม บอกไว้ว่าอย่านอนหันหัวไปตามแนวทางเดิน
เพราะจะทำให้เส้นผมและหนังศรีษะจะได้กินของฟรีที่เค้าเอาของมาขายได้ 

Monday, May 11, 2009

สุดสายปลายทาง ...จากจุดเริ่มต้น ถึง จุดเริ่มต้น การเดินทางที่เป็นวงกลม

    ความทรมานจากการที่ต้อง ทนนอนในถุงนอนเปียกๆ มันทำให้ผมหลับไม่เต็มอิ่มนัก
วันนี้คงเป็นวันสุดท้าย ที่ผมจะได้เดินทางในโตเกียว ถ้านับเวลา ผมคงเหลือเวลาอยู่ที่นี่
เพียงแค่ 30 ชม.เท่านั้น
   เช้านี้เป็นเช้าที่ค่อนข้างดูหม่นๆนิดหน่อย นั่นเป็นเพราะเม็ดฝนเล็กๆ ยังคงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
ทำไมมันถึงตกไม่เลิกนะ รึว่าฝนไม่อยากให้ผมกลับรึเปล่านะ หรือว่าอยากจะไล่ให้ผมกลับบ้านเร็วๆ
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ห้องน้ำหมายเลข 5 ของสวนสาธารณะ โยโยกิ ล้างหน้า แปรงฟัน
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะรองน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะใส่ขวด เพื่อนำไปดื่ม
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ดูผู้คนผ่านไปมา กิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ ที่มีพื้นที่ สำหรับพวกเขา
วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้ยิน ภาษาที่ผมฟังฟังไม่ออกลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
......  นี่เธอ ดูต้นไม้นั้นสิ เหมือนต้น แคเลย   -*-
เสียงนี้ทำให้ผมประหลาดใจ !!  เฮ้ย มีคนไทยมาเที่ยวสวนสาธารณะด้วยหรือวะเนี่ย
( เปล่าหรอกครับ ผมเพิ่งมารู้ที่หลัง ว่าที่สวนสาธารณะแห่งนี้ ทุกๆปีเค้าจะจัดงาน ไทยเฟตติวัล)
ซึ่งผมเคยเห็น โฆษณา นี้ที่สถานีรถไฟ Harajuku แล้วล่ะ แต่ว่าผมอ่านไม่ออกว่าจัดที่ไหน
.... ลาก่อน เพื่อนไร้บ้าน ที่ผมไม่รู้จัก
.... ลาก่อน คุณลุงเจ้าหน้าที่ ที่ขี่จักรยานมาทักทายผมเมื่อตอนเช้า
.... ลาก่อนต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศและอากาศ ที่แสนจะสดชื่น
.... ลาก่อน ที่ๆ ให้ผมมานอนอยู่แทบทุกคืนในโตเกียว
.....ลาก่อน โยโยกิ พาร์ค









ใบเหมือนต้น เมเปิล ถ้าตอนช่วง
ใบไม้แดง คงจะสวยไปอีกแบบ














ต้นไม้ใหญ่ใน โยโยกิ









   ฮาราจุกุ คือสถานที่ๆต่อมาที่ผมไปบอกลา ที่นี่เป็นที่ๆผมมากี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ถึงวันนี้ฝนยังคงตก
อยู่ แต่เพราะด้วยความที่เป็นวันหยุด ทำให้จำนวนคนไม่ได้แปรผันกับสภาพอากาศ
.... ลาก่อนร้าน LOVX ที่ขายตั๋วคอนเสริตท์ มอนิ่งมูซูเมะ ให้กับผม
.... ลาก่อนร้าน ร้อยเยน (จริงแล้ว ร้อยห้าเยน)ที่ขายขนม กับของฝากชิ้นเล็กให้ผม
.... ลาก่อน ดาราเกาหลี ที่ผมเดินหลงเข้าไปตอนเค้ากำลังถ่ายอยู่ (รู้เพราะมีคนเกาหลีตะโกนเรียกชื่อ
ดาราชายคนนั้นอยู่ แต่ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเค้าชื่ออะไร )
.... ลาก่อน เด็กเล็กและเด็กโตที่ทำให้หัวใจ ผมพองโตมากขึ้นเวลาเดินอยู่ในถนนแห่งนี้
..... ลาก่อน เด็กหลุย เด็กป๊อป เด็กร็อค เด็กพั้ง เด็กแนว เด็กแฟว เด็กแว้น เด็กเม้ง เด็กฯลฯ
.... ลาก่อน ฮาราจุกุ




ร้าน LOVX ที่ขายตั๋วคอน
















ถนนสาย Takeshita ที่ทำให้หัวใจพองโต












   ชินจูกุ คือ สถานที่ๆสุดท้ายที่สามารถใช้เท้าเดินถึงได้ ที่นี่มีเสนห์ ทั้งกลางวัน และกลางคืน
แตกต่างกันไป เป็นมหานครที่ไม่เคยหลับ (ผมคิดว่าอย่างั้นนะ แต่จะแอบงีบบ้างตอนไหนผมก็ไม่รู็แฮะ)
.... ลาก่อน Hub ขนาดใหญ่ของ โตเกียว
.... ลาก่อนร้านอาหาร มื้อแรก และมื้อสุดท้าย ของผมที่ญี่ปุ่น (เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าต่อไปจะไม่มีลูกค้าแบกเป้
ใบโตมา กินช้า ยืนกินเกะกะร้านอีกแล้ว)
.... ลาก่อน คาบูกิโซ ลาก่อน โฮสเทส สาวสวย หนุ่มหล่อ ที่แปะป้ายอยู่หน้าร้านที่ผมเดินผ่าน
.... ลาก่อนร้าน อินเตอร์เนต ร้านปาจิงโกะ ร้านเช่า DVD xxx ที่ผมไม่เคยไปใช้บริการ
.... ลาก่อน ซาเอบะ เรียว ที่ผมพยายามเดินตามหากระดาน XYZ ทั่วสถานีรถไฟแต่ก็หาไม่เจอ
.... ลาก่อน ชินจูกุ








ร้านขาย อาหารหยอดเหรียญ ราคาถูกย่าน ชินจูกุ




















ราคาไม่แพง แต่อื่ม ตื้อ @_@



















หนุ่มหล่อ















สาวสวยใน คลับ โฮสเทล











   และที่สุดท้ายจริงๆ ที่ผมจะบอกลา ก็คือ Ueno ที่นี่เป็นที่แรกที่ผมเดินทางมาถึง ที่นี่เป็นที่แรกที่ให้
ผมได้พักพิงในคืนแรกที่มาถึงที่นี่ และเป็นจุดเริ่มต้น ของเรื่องราวทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น
ที่นี่กว้างกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก เพราะผมมารู้ได้จริงๆ ก็ตอนที่มาเก็บตกเอาวันสุดท้ายก่อนลาจาก
.... ลาก่อนคุณลุง ซามูไรคนสุดท้าย ที่ยืนเป็นสัญลักษณ์ของ อุเอโนะ
.....ลาก่อนคนไร้บ้านแห่ง อุเอโนะ ที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่าการอยู่ร่วมกัน
.... ลาก่อน สวนสาธารณะที่มีทุกอย่างสมบูรณ์รวมอยู่ในที่เดียว (มีอะไรบ้างไปหาอ่านในตอนเก่าๆนะครับ)
.... ลาก่อน โต๊ะเก้าอี้ ที่ให้ผมนั่งพักพิงตอน ที่ผมเหนี่อยล้า ให้ผมพักพิงตอนที่หลงทางและสับสน
.... ลาก่อนสระน้ำ เป็ดน้อย นกกา ผู้คนที่เดินผ่าน มาตลอด 14 วัน
.... ลาก่อน น้องสาวที่น่ารักคนนั้น ที่เดินมาซื้อของกับคุณแม่ ที่ทำให้ผมรู้ว่า
     ผมยังมีหัวใจที่ยังสามารถ เต้นเร็วผิดจังหวะได้
.... ลาก่อนรถไฟ สาย Yamatone ที่พาผมวนรอบกรุงโตเกียว ต่อไปผมคงไม่ได้มานั่งอีกแล้ว
.... ลาก่อนอากาศหนาวๆ ยามเช้า ยามค่ำคืน
.... ลาก่อน Ueno







คุณลุง ซามูไร คนสุดท้าย
ที่ไม่ใช่
Tom Cruise














สระน้ำขนาดใหญ่ ใน อุเอโนะ พาร์ค















สนามซ้อม เบสบอล ในสวน














หนุ่มสาว Rock and Roll หลงยุค
ที่มีจังหวะการเต้นไม่อยาก แต่ดึงดูด













แถม ๆ เท่ห์ดีจริง

















พื้นที่กว้างๆ สำหรับทุกๆคน


















อุเอโนะ ยามค่ำคืน













ลาก่อน เจ้ารถไฟสาย ยามาโตเนะ (สีเขียว)













   ผมนั่งรถไฟ สายเคเซย์กลับไปยัง นาริตะ สถานที่ๆผมมา ทุกอย่างที่เคยเดินไปข้างหน้าเร็วบ้าง ช้าบ้าง
ตอนนี้เหมือนทุกอย่างกำลังไหลย้อนกลับ เมื่อ 14 วันก่อนผมเอาร่างกาย และหัวใจที่ไม่มั่นใจ
ไหลผ่านมาตามรางรถไฟ ด้วยความหวังเล็กๆ ที่จะเติมเต็มความรู้สึกบางอย่าง
  และตอนนี้ สิ่งที่ผมตั้งใจมาหา บางอย่างอาจจะขาดไปบ้าง บางอย่างอาจจะเกินจนล้นไปบ้าง
แต่นี่แหละ ที่เค้าเรียกว่า ชีวิตหล่ะ น่าแปลกตอนที่ผมนั่ง (ยืนมาจาก) นาริตะครั้งแรก
ทุกสิ่งทุกอย่างคือความตื่นเต้น ทุกอย่างดูแปลกใหม่ ทุกอย่างรอบตัวดูน่าสนไปหมด
แต่ตอนนี้ทุกอย่างจะทำให้ผมคิดถึง ..
  กระเป๋า ที่เคยหนักไปด้วย ครีมโอ และ ขนมปัง ตอนนี้ถูกแทนที่ไปด้วย ความทุกข์ ความสุข
ประสบการณ์ต่างๆ อยู่เต็มกระเป๋า ที่ใครก็ไม่สามารถมาแย่งชิง แต่สามารถแบ่งปันไปได้







รถไฟสาย เคเซย์ ที่ยังไม่ออก
วิ่งจาก อุเอโนะ ไป สนามบินนาริตะ











คืนนี้ผมตัดสินใจที่จะนอนที่ สนามบิน ที่เป็นความตั้งใจตั้งแต่ตอนมาว่าจะขอนอนซักคืน
(จริงๆแล้วถุงนอนมันเปียก T_T ) ซึ่งการที่จะนอนสนามบินมันก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายนัก เพราะ
ที่นี่เค้ารักษาความปลอดภัยค่อนข้างเข้มงวดมาก ขนาดตอนที่เดินขึ้นมาจาก สถานีรถไฟ
เพื่อที่จะเข้าไปยัง terminal ยังขอดู Passport เลย ตอนแรกผมเห็นด่าตรวจ ตกใจมาก
ทำท่าจะเดินกลับ มีกวักมือเรียกด้วยนะ  หลังจากนั้นผมก็เนียนๆไปนั่ง อยู่ในเทอมินอลขาเข้า
จนคนหมดก็แกล้งนั่งหลับอยู่ที่นั่น ทุกอย่างเริ่มเงียบ ซักพักก็มีเจ้าหน้าที่มาสอบถามด้วยถ้อย
คำง่ายๆ ว่า Stay ผมก็ตอบกลับไปว่า Stay หลังจากนั้นเค้าก็พาไปยังส่วนท้ายๆของเทอมินอล
เป็นที่ๆ รวมกันอยู่ของ คนที่ Stay เพื่อที่จะขึ้นเครื่องตอนเช้าๆ (แต่ผมขึ้นตอนสายๆ อ่ะ แอบเนียน)
ซึ่งเจ้าหน้าที่เค้ามา ขอจดหมายเลข Passport และขอดูตั๋วเครื่องบิน เค้าดูก็แปลกใจนิดๆ
อาจเป็นเพราะผมขึ้นเครื่องตอน 9 โมงกว่ามั้ง ( ที่เมืองไทยนั่งรถเมลไม่ทันนี่นา )
เที่ยงคืนทุกอย่างเงียบสงบ ไฟดวงหลักๆถูกปิดลง ความเงียบและสลัวเข้ามาเยือน
คืนนี้สบายแฮะ ไม่หนาวด้วย แถมยังมีคนมานอนเฝ้าดูแลความปลอดภัยอีก....







ที่นอนอันแสนสบาย ในคืนสุดท้าย
ณ สนามบิน นาริตะ










ทุกอย่างมีเริ่มต้น ก็ต้องมีที่สิ้นสุด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที และมันเป็นสัจจะธรรมของโลกไปแล้ว
ผมไม่ได้ไม่อยากกลับบ้าน แต่ผมคงคิดถึง ญี่ปุ่นมากๆ และเมื่อคิดถึงก็คงมาหาไม่ได้ง่ายๆเหมือน
ไปเชียงใหม่( เชียงใหม่ผมก็ไม่เคยไป แต่ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร)
แปดโมงกว่าแล้วครับ ผมขอตัว ไปเช็คอินก่อน เด๋ยวจะขึ้นเครื่องไม่ทัน ไม่อยากตกเครื่อง
อย่างวันนี้ก็โดดงานมาวันนึงแล้ว...





นี่คือ รูปสุดท้าย พาหนะที่กำลัง
พาผมกลับบ้าน พร้อมความทรงจำ
เต็มหัว ประสบการณ์ดีๆเต็มกระเป๋า











ลาก่อน ญี่ปุ่น จนกว่าจะได้พบกันใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้เราจะได้เจอกันอีกหรือไม่
ฉันไม่อยากสัญญากับเธอ แต่เธอจงรู้ไว้ ฉันจะไม่มีทางลืมเธอเด็ดขาด ....

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังยืนยันได้ เหมือนกับหนังสือที่เป็นแรงบัลดาลใจ ให้ผมก้าวผ่าน
ข้ามมาจนถึงทุกวันนี้ว่า โตเกียวไม่มีขา และผมขอต่ออีกนิดว่า ฟูจิซังไม่มีขา
ยาบูตาเกะไม่มีขา โตเกียวทาวเวอร์ไม่มีขา และ ญี่ปุ่นก็ไม่มีขา และที่สำคัญ
สาวมอนิ่งมูซูเมะมีขา แต่ไม่รู้ว่าขาของพวกเธอจะมาเดินผ่านเส้นทางของผมเมื่อไร
และทุกๆ สิ่งทุกอย่าง อาจจะมีขา หรือไม่มีขาก็ได้ แต่ตอนนี้เราต่างหากที่ยังมีขาอยู่
ขาที่สามารถ พาเราไปได้ทุกที่ๆอยากไป ขาที่พาจะนำความทุกข์ ความสุขให้ไหล่ผ่านเข้ามา
ในชีวิต ขาที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ ความแข็งแรงให้กับจิตใจ ...

ผมเชื่อในขาของผม พอๆกับที่เชื่อว่า ฮอกไกโด และ ฮิโรชิมา ไม่มีขา และซักวัน
ขาของผมคงจะพาผมไปที่นั่นในซักวันหนึ่ง ในขณะที่ขาของผมยังมีแรงอยู่....


ปล. ใครมีอะไีร สงสัยเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่น แลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ เกี่ยวกับการเที่ยว ญี่ปุ่น ยินดีครับ

 
 






Sunday, May 3, 2009

จาก Asakusa จนถึง Akihabara

 
 ฝนโปรยปรายมาแต่เช้าตรู่ ขนาดของมันไม่ใหญ่ให้ชวนกลัวเปียกเท่าที่เมืองไทย
เหมือนกับว่าใครบางคนกำลังรีดผ้า เวลาของผมเหลืออีก สองวันหากไม่นับวันกลับ
วัด Asakusa ชื่อนี้ อาจจะคุ้นหูคนหลายๆคน เพราะเป็นที่ยอดนิยมสำหรับกรุ๊ปทัวร์
ที่อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ฉะนั้นที่ยอดนิยมอย่างนี้ไม่มาก็คงไม่ได้

 ผมเลือกใช้การเดินเท้าจากสถานี Ueno ซึ่งถ้าหากนั่งรถไฟใต้ดินไปก็ถึงไม่ยาก
แต่ผมเลือกที่จะเดินไปเพื่อที่ขอมองและสำรวจทำความรู้จักกับสองข้างทาง
ซึ่งจะมีชื่อถนนและแผนที่บอกเป็นระยะ เดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอเองครับ
ฝนตกตลอดทาง ถึงไม่หนักแต่ก็ทำใ้ห้เสื้อชื้นและหัวเปียกได้ แน่นอนครับ
แมนๆอย่างผมไม่ถือร่มหรอก ตัวเปียกนิดหน่อยเท่ห์จะตาย พระเอกมิวสิคเมืองไทยชอบ

   ผมมาถึงที่วัด Asakusa ราวแปดโมง ที่นี่ดูเงียบเชียบ ร้านค้าที่อยู่สองข้างทางตลอดทางเข้า
ปิดตลอดฝั่ง เอ๋ ๆ รึว่าที่นี่เค้าหยุดที่วันเสาร์หว่า แล้วนี่ตรูจะซื้อของฝากที่ไหนล่ะเนี่ย แต่ช่าง
มันเถอะเดินเที่ยวก่อนดีกว่า ถนนทางเข้าทั้งเส้นแทบไม่มีคน ดังนี้ถ้าใครคิดจะถ่ายรูปเจ้าโคมไฟ
สีแดงล่ะก็ขอแนะนำให้มาเช้าๆนะครับ รับรองได้แต่ภาพโคมไฟ โดยที่ไม่มีคนอื่นแถมแน่นอนครับ
   แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว Asakusa ไม่ใช่ชื่อวัดแห่งนี้หรอกนะครับ แต่ Asakusa คือชื่อศาลเจ้า
เล็กๆที่ตั้งอยู่ภายในวัดแห่งนี้ ซึ่งวัดแห่งนี้ชื่อจริงๆก็คือ วัด Senjori และวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่
กวนอิมตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นเอาไว้ ถ้าใครศัทราเจ้าแม่กวนอิมเป็นพิเศษไม่น่าพลาดที่นี่
   พอสายๆหน่อย เหมือนคนละโลก คนไม่รู้แห่มากไหนเยอะแยะมากมาย คนญี่ปุ่น นักท่องเที่ยว
ทั้งฝรั่ง และ คนไทย ถ้าที่นี่มีคนร้อยคน ผมคิดว่าน่าจะมีคนไทย อยู่ไม่ต่ำกว่า 10 คน ถ้าที่เมืองไทย
ผมแค่ว่าถ้าอากาศอย่างนี้ ฝนตกอย่างนี้เราคงจะไปเดินห้าง หรือไม่ก็นอนอยู่บ้านมากกว่าจริงมั้ย...
   และในขณะที่ผมกำลังเลือกซื้อของที่ระลึกอยู่นั้น ก็มีภาษาที่คุ้นหูลอยกระทบ เป็นหญิงชายคนไทย
กำลังเลือกซื้อของอยู่เหมือนผม แต่เค้าคงดูไม่ออกหรอกว่าผมเป็นคนไทย เพราะตอนนั้นผมกำลัง
แกล้งทำหน้าให้คล้ายคนเกาหลีอยู่  " นี่เธอดูสิ ไม่เห็นจะสวยเลย แพงก็แพง บ้านเรายังสวยกว่า "
" อย่าซื้อไปเยอะนะ อันสองอันก็พอ " เหอๆๆ พวงกุญแจ อันละ 300 - 500 เยน ถึงมันอาจจะดูแพง
ถึงมันอาจจะไม่สวย ก็ซื้อไปฝากเถอะครับ จริงๆแล้วคนรับเค้าอาจจะไม่ดีใจที่ได้ของถูกหรือแพง
แต่ที่เค้าดีใจแน่ๆคือ คุณยังอุตส่าห์นึกถึงเค้าอยู่ แม้คุณจะมีความสุขอยู่ ดังนั้นอย่าตีค่าว่ามันแพงหรือถูก
เพราะน้ำใจไม่ควรถูกตีเป็นตัวเงิน อันนี้ผมนึกในใจไม่กล้าบอกเค้าไป เพราะตอนนี้ผมเป็นคนเกาหลีอยู่
  การเลือกซื้อของฝากมันยากนะ โดยเฉพาะต้องคิดว่าเราต้องซื้อให้ใครบ้าง คนๆนี้เราอยากให้อะไรเค้า
และตอนนี้เงินเราเหลืออยู่เท่าไรหว่า T_T







โคมไฟสีแดงใหญ่ สัญลักษณ์ของวัด
Senjori













มีโคมไฟสีทองข้างๆด้วยนะ

















บรรยากาศยามเช้าฝนตก เงียบมาก !!














วัดนนี้เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม
















อันนี้ต่างหาก ศาลเจ้า Asakusa อยู่
จริงๆแล้วภายในวัดนั่นแหละ















สองข้างทางเป็นร้านขายของ นี่ยังเช้าอยู่
สายๆนี่แทบไหล่ชนไหล่เลยครับ













มีนักเรียนมาทัศนศึกษาด้วย

นักเรียน ^_^














  นี่ก็นักเรียน
^_^

เค้าแพ้คนในเครื่องแบบอ่า -*-














ไหว้พระให้กวักควันะธูปเข้าหาตัว











ขากลับผมก็เดินกลับจาก Asakusa มายัง Ueno ตอนนี้มันยังเย็นไม่มากนัก หลังจากที่หาข้าวกินแถวๆ
Ueno ที่เป็นร้านหยอดเหรียญเพราะไม่ต้องสั่งอาหาร 555 ความแตกจนได้ อุตส่าห์เนียนเป็นคนญี่ปุ่น
มาตลอด 10 กว่าวัน ความมาแตกตอนสั่ง ราเมน ยื่นบัตรรายการอาหารไป แล้วมานั่งรอที่โต๊ะ
เจ้าของร้านเค้าตะโกนถามมาว่า @#%!!*+  โซบะ  มันคืออะไรหว่า เค้าถามใครหว่า 555 โดนตะโกน
ถามอยู่ สองสามครั้ง จนรู้แล้วว่า เอาเส้นโซบะ อ๊ะป่าว ผมก็ตอบง่ายๆสั้นๆ ว่าโซบะ พอเสร็จแล้วเค้า
จะมาวางที่ตรงเคาเตอร์ เราก็ไปหยิบถาดมาตั้งที่โต๊ะ แต่คราวนี้เจ้าของร้านเค้าแถมช้อนให้ 555 เค้า
คงดูออกว่ายูคงเป็นคนไทย เพราะคนญี่ปุ่นเวลาเค้ากินพวก ราเมน ข้าว เค้าจะไม่ใช้ช้อนกันแต่จะใช้
ช้อนก็ต่อเมื่อ กินข้าวแกงกระหรี่ ( เมื่อเช้าสั่งข้าวหมูทอดก็ไม่แถมช้อน ) แล้วก็บอกว่า water รู้แล้ว
ค่ะเมื่อเช้าเค้าก็มา -_-!
  ผมชอบอัธยาศัยของ ร้านค้า พนักงาน หรือทุกสิ่งเกี่ยวกับการบริการของที่นี่ มันช่างแตกต่างจาก
ที่เมืองไทย ที่ๆเราพยายามขายคำว่าการบริการเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆของประเทศ แต่ในความ
เป็นจริงแล้ว คุณภาพของการบริการในประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับ เชื้อชาติ การแต่งตัว และความสามารถ
ในการจ่าย ( Tip ) ของผู้รับบริการ รณรงค์กันเข้าไป ถ้าเรายังแก้นิสัยนี้ไม่ได้ ที่ปลูกฝั่งกันมาจนเป็น
วัฒนธรรมไปแล้วที่ให้ ดูคนจากภายนอก เศร้าใจจริงๆครับ ...

   จาก Ueno ไปยัง Akihabara ห่างออกไป สองป้ายรถไฟ ท้องอิ่ม แรงมี ก็เดินไปซิครับ เดินตามราง
รถไฟฟ้าไปเรื่อยๆ ที่นี่คนญี่ปุ่นใช้พื้นที่กันคุ้มมาก ใต้รางรถไฟคุณอาจจะเห็นร้านขายดอกไม้
ร้านอาหารหรู ที่จอดรถเสียตังค์ หรืออะไรต่างๆ ที่สามารถจะยัดลงไปได้ในพื้นที่ว่างๆ
  ผมเดินมาถึงเมื่อไรไม่รู้ แต่ที่รู้ๆผมน่าจะเดินมาถึงย่าน Akahabara แล้วล่ะ เพราะดูจาก สภาพแวดล้อม
รอบตัวๆมันบอกอย่างนั้น ตึกแถวเรียงกันเป็นตับ ถูกแบ่งเป็นชั้นๆเพื่อขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
ถ้านึกไม่นอกมันน่าจะเหมือน ตึกแถว บริเวณบ้านหม้อ บวกกับของขาย แถวๆ คลองถม สะพานเหล็ก
บ้านหม้อ และพันทิพย์ เอามารวมๆๆๆ กันไว้ที่เดียว คือ Akihabara ของที่นี่ไม่ได้ถูกกว่าที่อื่นนัก
ไม่ว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ราคาถูกกว่าที่พันทิพย์ไม่มากนัก ทั้งมือหนึ่งหรือสอง  และถ้าคิดจะมาคอม
พิวเตอร์ notebook มือหนึ่ง มือสองที่นี่ล่ะก็ ขอให้คุณเดินกลับไปที่พันทิพย์จะดีกว่า
  แต่ถ้าคุณจะมาหาเครื่องเล่นเกมส์ อุปกรณ์เสริม แผ่นเกมส์ ทั้งปกติและแนว H Game ( เยอะมากกก)
ผมขอเดิมพันด้วย DVD Tokyo Hot ที่มีอยู่เลยว่าที่นี่มีแต่ของแท้ ทั้งนั้น
   ซึ่งของที่ผมคิดว่าน่าที่จะมาซื้อที่นี่ น่าจะเป็นพวกกล้องถ่ายรูป mp3 เกมส์ พวกนี้ราคาจะถูกกว่าที่
เมืองไทยเยอะมาก และถ้าเป็นสินค้ามือสองประเภทนี้ยิ่งถูกหนักเข้าไปใหญ่เลย...
    ระหว่างที่ผมเดินเล่นๆไปเรื่อยๆอยู่นั้น สายตาผมก็หันไปเห็น ท่อนขาตุ๊กตาเป่าลม
ใส่กระโปรงนักเรียนห้อยอยู่บนที่สูง ข้างหน้าร้านมีชุดนักเรียน ชุดเมด ชุดพยาบาล ที่นี่เป็นร้านขายของ
คอสเพลหรอ ..... ไม่ใช่ที่นี่คือร้าน Sex Shop ขนาด 5 ชั้น หนึ่งคูหา ไม่ๆๆๆๆๆ ผิดกฏหมายไม่เอานา
ผมเดินรีบออกมา ได้สามก้าว เฮ้ยที่นี่ ญี่ปุ่นนี่หว่า ไม่ผิดกฏหมาย ใหนๆก็มาถึงขอเข้าไปดูหน่อยเถอะฟะ
  เหอๆๆ ใครอ่านถึงตอนนี้อาจจะหาว่าผมทะลึ่งรึเปล่า ครับ ผมทะลึ่งถ้าคิดเป็นแบบคนไทย
แต่ที่นี่ญี่ปุ่น ที่ร้าน Sex Shop เปิดกันอย่างเสรี หนังโป๊บางเรื่องยอดขายมากกว่าศิลปินเพลง
หนังสือโป๊หาได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ บุหรี่หาง่ายเหมือนน้ำดื่มหยอดเหรียญ เช่นเดียวกับ Beer
เมืองที่เต็มไปด้วยอบายมุขขนาดนี้ กลับมีคดีทำร้ายร่างกายผู้หญิง ละเมิดทางเพศอย่างรุนแรงน้อยมาก
  ต่อๆ ที่ร้าน Sex Shop ร้านนี้ชื่อว่าร้าน Love Mercy มีห้าชั้น ชั้นหนึ่งขาย เสื้อผ้าแบบนี้ Cosplay
ชั้นที่สอง สำหรับคุณผู้หญิง ชั้นสามสำหรับคุณผู้ชาย ชั้นที่สี่ขายหนังสือ ชั้นที่ห้า ขาย CD-DVD ครับ
ที่นี่ก้เหมือนร้านขายของปกติ มีคนเข้าออกแทบตลอดเวลา พนักงานหนุ่มหน้าตาดีเลิกงานก็มาซื้อกลับบ้าน
ซื้อของกันเป้นปกติ เหมือนซื้อมาม่าจาก 7-11 ผมว่านี่แหละอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่
ทำให้การละเมิดทางเพศรุนแรงมีน้อย (ใครอยากถามอะไรหลังไมค์ครับ)
ถ้าใครซื้อของจากร้านนี้กลับเมืองไทยระวังหน่อยนะครับ ถ้าถูก ตม.เมืองไทยจับได้ล่ะก็ เน่าแน่ครับ
เพราะมันเป็นผิดสิ่งกฏหมายห้ามนำเข้าราชอณาจักรนะ (ถ้าไม่โดนตรวจก็ไม่เป็นไรครับ 
เพราะเค้าสุ่มตรวจ) -_-!!

  ได้เวลากลับผมก็ต้องกลับ และก็ต้องกลับไปที่ๆเก่า กลับไปหาเพื่อน เพื่อนที่ไม่มีบ้านและผมจะไม่
มีบ้านอีกแค่ 2 คืนเท่านั้น ผมก็จะกลับไปหาบ้านและครอบครัวของผมแล้ว....
   แต่ว่าคืนนี้มันยังไม่จบง่ายเหมือนทุกคืนสิครับ เพราะเดินตากฝนมาทั้งวัน ถุงนอนมันเปียก
รองเท้าเปียก ถึงเท้าเปียก กระเป๋าชื้น เฮ้อๆๆ จะกลับอยู่แล้วอ่ะ ยังโดนเรื่องอย่างนี้อีก ไม่น่าทำแท่ห์
เป็นพระเอก MV เลยตรู ที่นี่ญี่ปุ่น ไม่ใช่เมืองไทย ไฟไหนมาไหน ถือร่มจะเทห์กว่านะ
คืนนี้หนาวๆๆๆๆ มาก อาจเพราะกลางคืนฝนก็ตกหนักด้วย อากาศยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่
เฮ้อๆๆ เมื่อไรจะเช้าซักทีฟระเนี่ย หนาว!!!!!!!

ปล.วิธีการไหว้ระนั้น ผมได้(แอบ)เรียนรู้มาจากกรุ๊ปทัวร์ไทยวันนั้น
ก็ขอขอบคุณไว้ที่นี่ด้วยนะครับ ว่า ก่อนไหว้พระให้ล้างมือก่อนด้วย
น้ำที่อยู่ในอ่างใกล้ๆกัน( อ่างมีทุกที่ๆมีวัดหรือ ศาลเจ้า )ให้ใช้กระบวยน้ำ
เพื่อล้างมือ ล้างหน้า เพื่อล้างความสกปรก ก่อนที่จะไหว้พระ
และก็ตอนไหว้พระ ถ้ามีการใช้ธูปจะมีกระถางธูป
เวลาเอาธูปไปปักที่กระถางแล้ว ก็ให้เอามือกวักควันธูปเข้าหาตัว
เป็นอันเสร็จพิธีครับ ...



 



 

Saturday, April 18, 2009

เกือบลืมหายใจ เพราะ Tokyo Tower

   Tokyo Station. คือสุดปลายทางที่มาถึง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มของวันนี้เหมือนกัน ตึกสูงใหญ่แข่งกันขึ้นมาแต่ทว่ามีระเบียบ ถนนกว้างแต่ไม่มากไปด้วยรถ ผู้มากมายเดินสวนทางกันไปตามแต่ทางของตัวเอง เหมือนกับผม ถ้าคุณอยากเห็นความยิ่งใหญ่ที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นระเบียบ ที่นั่นมีสิ่งที่นี้อยู่ .
   ห่างไปสองช่วงตึก คุณจะเห็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของที่นี่ Imperial Palace คือพระราชวังของราชวงค์ โดยปกติหนึ่งปีจะเปิดให้เข้าชมเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น คือ วันที่ 2 ม.ค. และ 23 ธ.ค. โชคไม่ดีที่วันนี้เป็นที่ 16 พ.ค. เลยอดเข้าไป แต่ว่าไม่เป็นไรครับ เพราะแค่ข้างนอกก็สวยพอแล้ว ลักษณะของพระราชวังห้อมล้อมไปด้วยคูน้ำขนาดใหญ่(มาก) และมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากๆด้วยเช่นกัน กว่าจะเดินครบรอบใช้เวลาเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว แต่ถ้าคิดว่ารอบๆนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะก็ ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด รอบๆของพระราชวังนั้น มีสวนสาธารณะกระจายตัวอยู่โดยรอบ เหมือนจะบอกใบ้ว่าพื้นที่นี้เป็นของทุกคน เช่น เด็กนักเรียน ม.ต้น มาทำกิจกรรมวาดรูป (หญิงล้วนนะคะ) ผมชอบเด็กญี่ปุ่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ เค้ามักแสดงออกอย่างที่เค้ารู้สึก และเป็นอยู่ แต่บางทีมันอาจจะมองว่ามันเกินไปนิดสำหรับคนไทย แต่ผมว่าคนที่นู่นเหมือนเค้าจะสอนให้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง บางทีสิ่งนั้นอาจเป็นทำให้เด็กที่นู่นได้เติบโตมากับความเป็นตัวตนที่แท้จริงก็ได้







ป้อมหน้าวัง ข้างในเข้ามะได้


















สะพาน Meganebashi
เพิ่งรู้จักชื่อเมื่อกี้ตอนหา วันที่เปิดให้เข้าชม

















 คูน้ำ รอบๆ พระราชวัง (เรียกคูถูกป่าว)
















มองสวนสน ผ่านไปยัง โตเกียวทาวเวอร์ด้วย














  หลังจากเดินมาครบหนึ่งรอบ และกำลังเดินชมภายนอกรั้วอยู่นั้น มีฝรั่งอยู่คนนึงยื่นของมาให้ (อะไรวะ
เพิ่งเจอกัน ใ้ห้ของขวัญตรูเลยหรอวะเนี่ย มันหวังอะไรหรือเปล่า ) แน่นอนเค้าหวังอะไรจากผม แค่มองตา
ก็รู้แล้ว ถ่ายรูปให้หน่อยครับ เฮ้อๆๆๆ  ก่อนจากก็มีแซวด้วยนะ Are you Japan ? มันมาอีกแล้วว 55+
ผมตอบกลับไปว่า Thai เค้าก็ทำหน้าแบร่ๆๆ สงสัยมันจะไม่เคยมาเที่ยวไม่งั้นชวนป๋มคุยต่อแล่วล่ะ 
  จากจุดนี้ คุณสามารถมองเห็น โตเกียวทาวเวอร์ได้ นั่นที่จุดหมายหลักของค่ำคืนนี้ แน่นอนผมเดินไป
เช่นเคย ถึงแม้มันจะค่อนข้างไกลหน่อย แต่ด้วยวิวสองข้างทางตลอดจุดหมาย ก็จะทำให้คุณลืมเหนื่อยเลย
ทีเดียว

 ระหว่างทางระหว่างอิมพาเลสและโตเกียวทาวเวอร์ จะผ่านสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง คือ สวนสาธารณะ Hibiya
เป็นสวนสาธาณะขนาดใหญ่(มาก)กลางใจเมือง แถมยังเป็นสวนสไตล์ยุโรป ไม่ว่าเป็นตัวตึก
การจัดสวนดอกไม้ อื่นๆอีกมากมาย เสียดายผมเพิ่งเดินมาพบ ฮิบิจังโดยบังเอิญ
เลยไม่มีเวลาบอกรักเธอ เพราะวันนี้ผมมีดันนัดสำคัญซะแล้ว บ๊ายบายนะจ๊ะ ฮิบิจัง






สวนดอกกุหลาบของ Hibiya จัง


















เน้นแต่สวนดอกไม้
เริ่มไม่แน่ใจตัวเองแล้ว


 








 ไม่ผิดจากที่คาดนัก ผมมาก่อนเวลานัดพอสมควร พระอาทิตย์ยังไม่ตก เจ้าโครงเหล็กสีแดงขนาดใหญ่
ยังไม่สองแสง ก็ยังเหลือเวลาให้เอาอะไรให้ใส่ท้อง ขนมดังโงะ ข้าวปั้น และนมกล่องจาก 7-11 คืออาหาร
ของนักผจญภัยต่างถิ่นแถมเงินน้อยอย่างผม ตอนแรกผมตั้งใจจะแค่มาจ้องมองความงามของเจ้าโครง
เหล็กสีแดงจากภายนอกเท่านั้น ไม่เข้าไปข้างในหรอกเพราะมันเสียตังค์
แต่ว่าเพราะข้างนอกฟ้ามืดแล้ว  แถมยังหนาววววอีก และก็ไหนๆแล้วไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้กลับมา
เหยียบอีกรึเปล่า เอาวะ ไหนๆก็จะขึ้นแล้ว เอาดูมันทั้งสองชั้นนั่นแหละ
 เอาให้จนหมดตัวกันไปเลย 555 (ประชดซะ)
   ข้างนอกหนาวแต่ข้างในอบอุ่น แต่ถึงจะอบอุ่นแต่มันก็เหงาเพราะสถานที่นี้ อาจไม่เหมาะกับการมาคน
เดียวนัก เพราะคนรอบๆตัวต่างยืนยันว่าให้มากันเป็นคู่ดีกว่า เหมือนหลุดมาอีกโลกแค่ก้าวเท้าผ่านประตู
พนักงานให้การต้อนรับอย่างดี พร้อมกับนำขึ้นลิฟเพื่อพาไปยังชั้นสำหรับการชมวิวจากจุดชมวิว (ติดใจพนัก
งานฮะ สงสัยใครจะมาทำงานที่นี่ได้ คงคัดกันหน้าดู อยากทำงานที่นี่บ้างจัง ) คืนวันศุกร์ คนเยอะ มีทั้ง
คู่เด็กนักเรียน คู่คนหนุ่มสาว คู่วัยทำงาน จนกระทั้งคู่รักจากอินเดีย (ทามไมมีฉานคนเดียวหว่า T_T )
  พอลงจากลิฟแล้วเราจะต้องเดินไปขึ้นลิฟอีกตัวที่พาเราไปยังชั้นชมวิว คราวนี้จะเห็นวิวจากโครงเหล็กสีแดง
พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีบรรยายแนะนำเป็นภาษาญี่ปุ่น เหอๆๆ
  เหมือนก้าวเข้ามาอยู่อีกโลกใบหนึ่ง รอบตัวมืดสลัว ห้องกระจก แสงไฟจากตึกที่อยู่ด้านล่าง แสงไฟจาก
รถยนต์ ไฟทาง ไฟจราจร อากาศเย็นนิดๆ โครตสวยย !!!!!!!!!!! อะไรมันจะขนาดนี้วะ ไม่น่าเชื่อ นี่หรอ
โตเกียวทาวเวอร์ ที่นี่ผมหยิบกล้องออกมา กด กด ๆๆๆๆๆๆ แบบไม่ต้องเล็ง เพราะหันไปทางไหนก็ถูกใจ
ตายแล้ววว เกือบตายเลยตรู ลืมหายใจ  555 ผมเข้าใจคำว่าสวยจนลืมหายใจมันเป็นยังไง หน้าชิดกระจก
เหมือนเด็กๆที่หลงไหลอยากได้ของเล่นที่อยู่ในตู้ แต่คราวนี้ไม่ใช่กลับเป็นผมที่อยู่ในตู้และกำลังหลงไหล
ของทีี่อยู่ภายนอกตู้ ปกติผมไม่ค่อยชอบกับของที่มนุษย์ทำออกมาเพื่อเบียดเบียนธรรมชาติ
อย่างตึกสูง ถนน หรืออะไรๆ ต่างๆที่เป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างมันขึ้นมาเพื่อที่ทิ้งห่างจากจากตัวตนดั้งเดิม
แต่คราวนี้ผมยอมฮะ ผมยอมแพ้เลย ส่วนตรงที่ผมชอบมากเป็นพิเศษจะเป็นส่วนตรงทิศของ
สะพาน Rainbow ที่ข้าม ไป Odaiba สะพานสวยกลางน้ำ ไฟเปลี่ยนสี เครื่องบิน ขึ้น-ลง
จากสนามบิน Haneda ถ้าใครมีตั๋วอีก ชั้นก็ขึ้นลิฟไปดูชั้นที่สูงกว่าได้

  หลังจากที่กลับลงมาจากจุดชมวิวบนสุดลิฟก็พาผมลงมายังชั้นที่ต่ำกว่าจุดชมวิว ที่นี้จะมีคาเฟ่ และจุดชมวิวที่ไม่สูง
มีการจัดรายการสดๆของดีเจ คนสวย เค้าห้ามถ่ายรูปอ่า เลยได้แต่เก็บภาพเธอไว้ในความทรงจำ
เท่านั้น ตอนนั้นผมสัญญากับตัวเองไว้เลยว่ายังไง ชาตินี้ผมต้องกลับมาที่นี่อีก และถ้าถึงตอนนั้นผมอาจจะ
มีความสุขมากขึ้นเพราะมีใครซักคน(เธอคนนั้น)มาเป็นเพื่อน (ชั้นนี้แหละที่ๆพื้นจะมีกระจกมองลงไปที่
พื้น ได้เหมือนกับที่เราเห็นในทีวีอ่ะ แต่ผมไม่รู้ว่าอันไหน เอริเคยมาจับ ผมก็เลยจับทุกอันเลย )
  ไม่อยากกลับเพราะกลัวว่าชาตินี้จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีก บางครั้งการจากลาตอนที่กำลังรู้สึกดีๆต่อกัน
มันจะฝากความรู้สึกดีๆที่น่าจดจำได้มากกว่ามั้ย (จริงๆแล้ว สามทุ่มต่างหาก ดึกแล้ว ) ผมต้องเดินกลับไป
ขึ้นรถไฟที่ Tokyo station อีก ที่นี่เป้นที่ๆผมใช้เวลาบอกรักค่อนข้างน้อย แต่ว่าเป็นอีกที่ๆผมรักไม่น้อย
เหมือนเวลาที่อยู่ด้วยกัน เลย บางครั้งคนเราอาจไม่ต้องพูดคำว่ารักกันมากมายนัก แค่เพียงให้เราบอก
ผ่านความรู้สึก ความรู้สึก..ที่แปลออกมาเป็นคำพูดว่า  ผมหลงรักโตเกียวทาวเวอร์ ซะแล้วล่ะ  ... 







ตึกสีแดง กลางกรุงโตเกียว





















ของจริงสวยมากๆๆๆ


















มุมมองไปทาง Rainbow Bridge









เก็บตกจากบล๊อกครับ
 1.ถ้าจะมาที่โตเกียวทาวเวอร์มีรถไฟผ่านใกล้ๆก็ของ Tokyo Metro สาย Toei Meta Line ลงสถานี
Onarimon (สายใต้ดิน) ถ้าชอบนั่งแบบสายบนดินก็ สายของ Jr ลงที่ สถานี Shimbashi ครับเดิน
น้อยกว่าเดินจาก สถานีโตเกียวโขเลย
2. จุดชมวิวของโตเกียวทาวเวอร์ จะมีอยู่สองชั้นหลัก โดยชั้นธรรมดา Observation ราคา 820 เยน
ส่วนถ้าใครอยากไปดูให้สูงแบบสุดๆ ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 600 เยน สำหรับตั๋ว Spacial Observation
ซึ่งจะต้องขึ้นจากชั้น Observation
3.หลังจากลงมาแล้วไม่สามารถกลับขึ้นไปชมใหม่อีกรอบได้ ฉะนั้นต้องดูให้แน่นก่อนค่อยลง
4. เค้าปิดให้ขึ้นตอน 2 ทุ่มแต่จะไล่ลงมาน่าจะซักราวๆ 4-5 ทุ่มนะ ถ้าผมจำไม่ผิด
5.ที่ขายของที่ระลึกอยู่ชั้น 2-5 นะถ้าจำไม่พลาด เดินเข้าไปซื้อได้เลยไม่ต้องใช้ตั๋ว


















ปล. ในบางที บางสิ่งบางอย่างอาจอยู่เพียงแค่เราเลือกที่จะทำหรือไม่
และผลมันก็อาจแตกต่างหรือไม่ก็ได้ ในบางทีคำตอบที่เราค้นหาอาจจะไม่ได้อยู่ตรงผลของมัน
แต่ มันอาจจะอยู่ที่เหตุ บางทีความสวยเมื่อมองจากภายนอกแล้ว แต่ถ้าได้เข้าไปมองจากข้างใน
อาจจะให้เราค้นพบสิ่งที่สวย เหมือนกับภายนอก หรือถ้าไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่เราจะเรียนรู้
ถ้าเราอยากจะรู้ ....
  
สนใจรูปทั้งทริปเพิ่มเติมก็ เข้าไปดูใน Photo นะครับ