Monday, August 4, 2008

ํYugame สาวน้อยขี้งอนแห่ง Shirane

หายไปนานเลย หุๆๆๆ แต่กลับมาอีกแล้ว

    ที่เคยบอกว่าที่นอนที่ทำให้ผมจำได้ดี อาจจะนึกว่าผมเจอผีรึป่าววะบอกไปเลยว่าตลอดทั้งทริป
ไม่มีการเจอผีญี่ปุ่นให้ยุ่มยามลำบากใจ อาจจะเป็นเพราะนิสัยของคนญี่ปุ่นอาจจะขี้เกรงใจ เลย
พอตายไปเลยไม่เป็นผีมาหลอกผม หรืออาจจะรู้ว่าผมพูดฟังญี่ปุ่นไม่ได้ อาจจะทำให้เสียเวลาใน
การสื่อสาร แหมๆๆ คิดไปได้เป็นตุเป็นตะเลย  ... เฮ้อ
    เกือบลืมที่ตั้งใจจะบอกคือ นี่นี่มันหนาวมากๆๆๆๆๆ ถึงที่นี่จะเป็น เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนก็ตามที
แต่ว่าตกกลางคืนที่นี่หนาวมาก อาจเป็นเพราะที่นี่ตั้งอยู่บนเขาสูง ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันสูงแค่ไหน
แต่ก็ที่ดูๆมา ก็สุงขนาดที่ ยังมีหิมะหลงเหลืออยู่ตามยอดเขา และที่บอกว่าผมจดจำที่พักอันสุดแสน
delux (เขียนถูกป่าวหว่า)ได้อย่างแม่นยำเป้นเพราะว่าก่อนนอนคิดว่ามันใกล้บ่อน้ำพุร้อน คงไม่หนาวมาก
แต่ว่ามันกลับผิดถนัด ผมตื่นขึ้นมาตอนใกล้ๆเช้ามืด เนื่องจากมันหนาวๆๆจนนอนไม่หลับ ตอนนั้นผมไม่รู้
ว่ามันหนาวซักเท่าไร ผมรู้แต่ว่าเพลียแล้วก็ง่วงมาก ผมหยิบถุงเท้าทุกคู่ที่มีใส่ เอาผ้าเช๋ดตัวมาห่มเพิ่ม
พอมารู้สึกตัวอีกทีตอนใกล้ๆจะ 6 โมงเช้า รอบๆถุงนอน มีแต่รอยนำ้้ (น่าจะเป็นไอน้ำที่ลอยขึ้นมา)
                                                  ที่นอนแบบ Delux วิวริมระเบียงยามเช้า ...

ใกล้ๆกันนั้นจะมีห้องน้ำที่ใครมองใกลๆอาจจะนึกว่าเป็น บังกะโล(รึเปล่า)นะ ที่นี่มีเทอร์โมมิเตอร์อยู่ที่
หน้าห้องน้ำ ผมตาไม่ฝาด อุณหภูมิตอน 6 โมงเช้าอ่านได้ยังไม่ถึง 8 องศาดี แล้วไอ้ตอนที่ผมนอนอยู่
คงไม่ต้องนึกถึงมันต้้องต่ำกว่า 8 อย่างแน่นอน ถึงว่าขนาดถุงนอนที่กันได้ถึง 8 องศา + กับเสื้อกันหนาว
ยังเอาไม่อยู่ยิ่งคิดก็ยิ่งหนาว(คิดถึง)
แน่นอนว่าวันนี้เราไม่ได้พามาเยี่ยมชมห้องน้ำที่ญี่ปุ่น วันนี้ผมจะต้องต่อโครงการที่ล้มเหลวจากเมื่อวาน
นั่นก็คือ

             Yagameจัง ผมเคยแอบเห็นรูปเธอทางอินเตอร์เนต เธอสวยมาก ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะได้
มาเจอเธอที่นี่ แต่ว่าโชคชะตาทำให้ผมตัดสินใจไปหาเธอทั้งๆที่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเธอเลย นั่นยิ่งทำให้
เธอยิ่งหน้าติดตามค้นหาเข้าไปใหญ่ (ตอนนั้นคิดอย่างนั้น) หลังจากที่กลับเข้าไป 7-11 ในตัวเมืองเพื่อ
ซื้อถ่านสำหรับใส่กล้อง (ลืมหยิบถ่านมาจากกรุงเทพฯ) ผมเดินออกมาตอนราวๆ 8 โมง 10 ซึ่งหลักการ
ในการเดินทางไกลที่ดีคือ เดิน 45 นาทีพัก 15 นาที ผมเดินกลับไปทางเก่าคือเดินขึ้นเขาผ่านไปยัง
Ski resort ตอนแรกๆผมก็ทำตามหลักการทุกอย่างๆ แต่ว่าหนทางที่ตอนแรกว่าดูเหมือนมันใกล้ เท่า
ที่ดูจากแผนที่บ้านของ Yagameจัง น่าจะเลย Ski resort ไปไม่เกิน 3-4 กม.นี่นา แต่ว่านี่ยิ่งเดินกลับ
กลายเป็นว่ายิ่งสูงขึ้น ทางๆจากที่เคยมีฟุตบาทสำหรับให้เดิน ตอนนี้แทบกลายจะเป็นถนน เพียงแค่สอง
แลนเล็กๆเพื่อให้รถแล่นสวนผ่านกันได้ ทำไมมันไกลจังวะ  อีกนานมั้ยวะกว่าจะถึง เฮ้ยทำไมมันสร้าง
ถนนอย่างนี้วะ ขดเป็นงูเลย สร้างกันอย่างนี้บ้านทำสวนยาง(มะตอย)รึไงวะ จากที่ๆเคยเห็นข้างทางเป็น
เพียงแค่ เศษน้ำแข็ง ผมเดินๆขึ้นไปขึ้นไป จนกระทั่งรอบตัวผมขาวโพลนมีแต่น้ำแข็งตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
นี่ผม(กรู)ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะเลยหรอเนี่ย ทริปนี้อะไรมันจะคุ้มขนาดนี้ ....
    แต่ก็อย่างว่าอ่ะนะ Yagameจัง คงจะรู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจมาหาเธอตั้งแต่แรก เธอก็เลยงอนผมไม่ยอม
ปรากฏตัวออกมาให้ผมชื่นชมความสวยซักที ยิ่งเดินมันก็ยิ่งไกล ยิ่งไกลมันก็ยิ่งเหนื่อย พอยิ่งเหนื่อย
ของบนหลังมันก็ยิ่งหนัก ของยิ่งหนักมันก็ยิ่งท้อแท้ใจ ผมนึกในใจ Yagameจังทำไมขี้งอนอย่างนี้ฟระ
ถ้าอีกครึ่งชั่วโมงไม่ถึงผมจะเดินกลับหลังเพราะตอนนั้นเวลามันก็เที่ยงกว่าแล้ว ระหว่างที่
กำลังบ่นด้วยความน้อยใจอยู่นั้น สายตาผมมองขึ้นไปบนยอดเขาผมเห็นกลุ่มคนกำลังจ้องมองอะไรกัน
อยู่ที่บนนั้น มาถึงแล้วในที่สุดผม(กรู)ก็มาถึงจนได้ เธอคงแกล้งผมจนพอใจแล้วหรือไม่อาจจะเห็นว่าผม
กำลังจะงอนเธอบ้างเธอจึงยอมเผยตัวออกมาให้ผมเห็นจนได้ บ้านของเธออยู่บนยอดเขาสูง รอบๆมีแต่
หิมะปกคลุมอยู่ตลอด ที่นี่คือภูเขา Yagame ที่นี่มีที่จอดรถ ร้านอาหาร ห้องน้ำ ตู้ขายน้ำสิ่งแรกที่ผมทำ
คือเดินไปหยอดตู้น้ำดื่ม ตอนนี้ผมขอฝืนกฏตัวเองหน่อยเถอะ ยังไงๆก็ขอดื่มน้ำส้มQuuให้ชื่นใจหน่อย..
     โครตสวย สวยโครต สองคำนี้คือคำที่ผมพูดกลับไปกลับในใจและนอกใจ ไม่เสียแรงที่ตูทนเดินขึ้น
มาเกือบ 5 ชม. (อ่านไม่ผิดหรอกครับเกือบ 5 ชม.จริงๆ) ผมยืนเฝ้ามองเธอเกือบครึ่งชม. สวยจริงๆ
สุดยอด นี่ถ้าไม่ได้มาที่นี่สงสัยจะเสียใจทั้งชาติแต่ว่าผมอยู่กับเธอที่นี่นานไม่ได้ ผมยังต้องกลับลงไป
ที่ข้างล่างอีก แต่ว่าผมก็สังเกตุเห็นว่ามีรถบัสที่วิ่งขึ้นมาจากข้างล่างเหมือนกัน ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่มา
ถึงที่นี่มักจะใช้รถส่วนตัวกันเป็นส่วนใหญ่ (แต่ว่าป้ายหยุดรถข้างบนนี้ กับ ป้ายที่รถเมล์ไม่มีภาษาอังกฤษ
ซักตัว คิดแล้วก็ยิ่งกลุ้มใจ ) หลังจากที่ได้ล่ำลา Yagameจัง เป็นที่เรียบร้อยแล้วในระหว่างที่รอรถ ผมก็
จัดการเดินทางสำรวจรอบๆที่นี่ (ไม่ได้หาที่นอนนะ กลัวหนาวตาย) ที่นี่มีที่ชมวิวยอดเขา สระน้ำที่กลาย
เป็นน้ำแข็ง ก็เลยไปจัดการชักรูปภาพมาซะ แต่ว่านะที่นี่ก็ออกจะอันตรายเพราะว่าพื้นน้ำแข็งมันลื่นมาก
ก็เลยไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปสำรวจกลางสระน้ำที่ทำทางเดินเข้าไป ก็เลยมองดูอยู่ห่างๆแทน


 

















  

























หนาววๆๆวววๆๆ แล้ว เอาจนได้ สงสัยว่าความร้อนที่ผมสร้างตลอดการเดินขึ้นมาบนยอดเขานี้จะเริ่ม
หมดแล้ว ลำพังแค่เสื่อยืดบางๆตัวเดียวกับกางเกงยีนส์มันคงเอาไม่อยู่แล้ว ก็ว่าคนอื่นๆเค้ามองแปลกๆ
เค้าคงว่า ไอ้บ้านี่มันไม่หนาวหรือไงวะ (หนาวดิผมตอบในใจ)
     หลังจากที่ชมความงามต่างๆจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็เป็นการตัดสินใจลงจากเขา เดินกลับหรือว่านั่งรถ
กลับดี ผมไม่มีข้อมูลเรื่องรถโดยสารเลย(ถ้ามีก็คงไม่เดินขึ้นมาหรอกจริงมั้ย) จะถามก็ไม่กล้า กลัว
เป็นแบบที่กลัว แต่ก็นะกลัวว่าเดินลงไปเองมันจะไม่ถึงมากกว่า ก็เลยบากหน้า + ลำตัว + ขา ขึ้นไป
ถามพนักงานขับรถซึ่งกำลังฟังเพลงจาก Ipod อยู่เป็นภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆว่า Kusatsu Town
แล้วพนักงานขับรถก็ตอบกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างยาวๆๆๆๆ พอจับใจความได้ว่า Kusatsu Town 55+
ไปแน่นอน ทั้งคันรถมีคนนั่งอยู่ 4 คนรวมคนขับด้วย รถค่อยๆแล่นลงมาจากบนเขาอย่างระมัดระวัง
เพราะมันชันมาก ขนาดที่ว่าถ้าใครมีสเกตบอร์ด ปล่อยลงมาจากยอดเขาสามารถลงมาถึงที่ Kusatsu
Town ได้โดยที่ไม่ต้องออกแรงไสเลยจริงๆ ตอนลงมาใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงได้มั้ง แต่ว่าตอนลงคง
จะลงเร็วเกินไปหูอื้อๆไปเลย ปัญหาตอนขึ้นไม่เท่าไร ตอนลงนี่สิจะลงยังไง จะจ่ายตังยังไง
แล้วมันเท่าไร ที่สำคัญผมเคยได้ยินมาว่ารถเมล์ญี่ปุ่นเค้าไม่มีตังทอนซะด้วย พอมาถึงที่หมายผมกะว่าจะ
แอบดูคนสองคนที่นั่งมาด้วยกัน แต่ขอโทษสองคนนั้นเค้าซื้อตั๋วมาเรียบร้อยจากสถานนีข้างล่างแล้วจ่ะ
ผมก็เลยต้องรับกรรมกับคนขับรถแทน เหอๆๆ Hom much fare ? ไม่รู้ว่าผมพูดถูกรึเปล่าแต่ที่แน่ๆคือ
เค้่าก็ขอตังที่ผมเตรียวไว้เป็นเศษเหรียญราว 1110 เยน เค้าก็ค่อยๆหยอดลงไปในช่องหรับเหรียญ
แล้วก็ขานไปด้วยประมาณว่า 500 เยน 600 เยน 700 เยน จนครบ 1100 เยน เหลือทอนคืนมาให้ผม
10 เยน 55+ กะไว้ไม่มีพลาด
     ผมกำลังแย่ นี่คือาการของคนที่กำลังจะไม่สบาย เนื่องจากอากาศข้างบนกับข้างล่างมันต่างกันเกิน
ไป ความกดอากาศบวกกับความเหนื่อยล้าของร่างกายผมตลอดหลายๆวันที่สะสมมา มันแย่ขนาดใหน
น่ะหรอขนาดที่ว่าเดินไปไหนแทบไม่ไหว ตัวร้อนขนาดที่ว่าตาแทบจะลืมไม่ขึ้นเพราะความร้อนที่อยู่ในตัว
(ไม่ใช่เห็นคนเค้าจู๋จี๋กันหรอกนะ) โชคดีที่คืนนี้ผมมองหาที่นอนเอาไว้แล้ว ผมฝืนเดินกลับจากท่ารถ
Kusatsu Station ตัดผ่าน Yabutake เลยผ่านสวนที่ผมพักเมื่อคืน ที่หลังสวนนี้มี ศาลาอยู่และ
ใกล้ๆกันนั้นมีห้องน้ำอยู่ด้วยผมเลือกที่นี่เป็นที่นอนของผมคืนนี้ แต่ตอนนี้มันยังไม่ 5 โมงเลยใครมันจะ
ไปนอนลงเด่ญวมีคนผ่านมาเห็นนึกว่าศพเด๋ยวจะมีเรื่องเอา ตอนนั้นบอกเลยว่าอาการเข้าขั้นแย่มากๆๆ
ใช่แล้วถ้าเป็นไข้เพราะอากาศหนาวต้องแช่ Onsen สิ เสียงกระซิบเป็นภาษาไทยลอยเข้ามาในหู
เสียงใครวะ ผมนึกในใจ เสียงตูนี่หว่า สงสัยจะป่วยจนเพี้ยนไปแล้ว...555

คราวหน้าก็จะพาไปแช่ Onsen นะคะ
 
                            
                             

 






Wednesday, July 2, 2008

Kusatsu Onsen อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน ตอนแรก

   วันนี้เป็นวันที่สามของการใช้ชีวิตในต่างแดนของผม Kusatsu Onsen คือสถานที่ๆผมกำลังจะเดินทางไป
ฆ่าเวลาที่มีเหลืออยู่อย่างมหาศาลให้หมดไป
เหตุผลผมเลือกมาที่นี่ เพราะว่าผมรู้จักที่นี่ผ่านรายการ Say Hi แล้ว

   ผมต้องเดินทางไปยัง Shinjuku bus station ซึ่งอยู่ห่างจาก Yoyogi park เพียงแค่ 2 ป้ายรถไฟ
ผมเลือกที่จะใช้เดินเท้าไปตามแนวขอบรางรถไฟ ใช้เวลาราวๆ 40 นาทีก็เดินมาถึงแล้ว
ซึ่งท่ารถก็
อยู่ตรง ทางออกของสถานีรถไฟ New south exit ซึ่งถ้าใครมารถไฟ ก็ใช้ทางออกนี้ แต่ถ้าเดินมา
เรื่อยๆ ก็ไม่ต้องหาเพราะถ้าเดินมาถึง Shinjuku แล้วก็จะเจอเอง ส่วนเรื่องตารางการเดินรถ หรือราย
ละเอียดนั้น ไม่ต้องห่วงครับ ถ้ามคิดว่าม
ีีความสามารถทาง ภาษาญี่ปุ่นอยู่ล่ะก็ไปถามเจ้าหน้าที่หรือว่าดู
ตามป้ายแปะได้ แต่ว่าผมมีข้อมูลเกี่ยวกับตารางเดินรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร
ตอนที่ผมกำลังจะไปซื้อตั๋วนั้น พอเจ้าหน้าที่เค้าพอรู้ว่าเราไม่สามารถใช้ภาษาท้องถิ่นได้เค้า
ก็เลยส่งกระดาษ มาให้เราหนึ่งแผ่น ผมก็จัดการเขียนรายละเอียดของวันเวลาเดินทาง ไป-กลับ 
เป็นตัวเลขและภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆหลังจากที่เค้าพิมพ์ตั๋วออกมาแล้ว เจ้าหน้าที่เค้าจะทวนตั๋ว
ให้เราเข้าใจเป็นภาษาญี่ปุ่น(อีกแล้ว)...



 

อันนี้เป็นรูปตั๋วรถทัวร์ครับ
ภาษาญี่ปุ่นยุบยับเลย 
       

 

 

 

 

 ผมเลือกที่จะเดินทางตอนเดินทางตอนเที่ยงและก็จะไปถึงที่หมายราวๆ 4 โมงเย็น
ตอนนี้เวลาประมาณ 10 โมงเช้ากว่าๆยังเหลือเวลาอีกเืกือบ 2 ชม.ก็เลยเดินเล่นแถวๆ
Shinjuku ซะก่อนอยากจะบอกว่าที่นี่ดูเจริญมากกว่าทุกๆที่ๆผมเคยไป
อาจเป็นเพราะว่าที่นี่เป็น hub สถานีขนาดใหญ่ ผมเดินสำรวจที่นี่อย่างระมัดระวัง
(กลัว หลงทาง) เดินสำรวจไปสำรวจมาผมก็ได้กินข้าวเป็นมื้อแรกในรอบ 2-3 วัน
หลังจากที่ประทังชีวิตไปวันๆด้วย
ขนมครีมโอที่เตรียมมาจากเมืองไทย
ซึ่งอาหารจานแรกของผมก็คือข้าวกับผักชุบแป้งทอดราคาก็เพียง 340เยน
เท่านั้น
และที่ผมเลือกินที่ร้านนี้ก็เพราะว่าที่นี่ไม่ต้องสั่งอาหารใช้เป็นแบบตู้หยอดเหรียญเอา
และที่นี่เป็นก็ร้านยืนกิน คนที่มากินอาหารในร้านแบบนี้ส่วนใหญ่กินเสร็จแล้วมักจะรีบ
เดินออกไปกัน(ไม่กลัวจุกกันบ้างเลยหรือไงเนี่ย) ส่วนปริมาณน่ะหรอ บอกเลยว่า 340 เยน
(โครตอิ่มๆๆจนท้องจะแตก) ขนาดว่าผมเป็นคนที่ค่อน ข้างกินจุแล้วนะ สาวๆที่นี่กัน จนหมดแล้ว
ออกไปจากร้านเดินแบบเร็วโครตไอ้เราล่ะก็จุกจนแทบเดินไม่ไหวเลยทีเดียว

  เหลือเวลาอีก 30 นาทีหลังจากที่หลงทางพักเล็กๆผมก็มานั่งรอรถในสถานีซึ่งก็อยู่ที่เดียวกับที่
ขายตั๋วนั่นแหละเดินเข้าไปนิดเดียวเองก็ถึงแล้ว รถจะออกมาก่อนเวลาเดินทางประมาณ 10 นาที
และก็เดินทางตรง เวลาพอดี ซึ่งทางเดินขึ้นรถ หรือทางลงรถ เค้าจะทำสัญลักษณ์ให้เราเดินตาม
ถ้ามีรถจอดอยู่หลายๆคัน และก็ไม่รุ้ว่าต้องขึ้นรถคันไหน ให้ลองยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่เค้าก็จะชี้ให้เราเอง
ซึ่งผมก็ใช้วิธีนั้น พอเค้าชี้ปุ๊บ เราก็เดินลัดไปปั๊บเลย เค้าก็เป่านกหวีดดัง ปี๊ดๆเลยพร้อมกับชี้ ให้เราเดิน
ให้ถูกช่องทาง ...  เขินจริงๆเลยตรู

   พอรถขยับไอ้เราก็กะจะชมทัศนียภาพชนบทตลอดเส้นทาง  รถยังไม่ทันถอยออกมาไม่ทันพ้นเขต
Shinjuku เลย หลับครับหลับยาวเลยอาจเป็นเพราะว่าตื่นแต่เช้ามา  2 วันติดแล้ว ผมหลับไปราวๆ
สองชั่วโมงกว่า รู้สึกตัวตื่นมาพบกับวิวข้างทางที่สูงชัน รถกำลังเล่นไปตามทางบนภูเขา ผมไม่เคยเดินทาง
ไปภาคเหนือเลยบอกไม่ได้ว่าเหมือนกันหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆตามทางที่ไปยังพอมีต้นซากุระหลอมแหลม
ให้ดูอยู่สองสามต้น  คุณป้าสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็บ่นกันไม่หยุดปาก ขี้เหร่ๆๆ
ก็ูขี้เหร่จิงๆนั่นแหละมีอยู่ 2-3 ต้นพลอม แพลมอยู่บนเขา เฮ้อ... ตลอดเส้นทางที่ตื่นดูอยู่ทำให้ผมแปลกตา
แปลกใจกับทรรศนียภาพอยู่เป็นระยะๆ  อาการง่วงๆที่ค้างๆอยู่
ก็ดูจะหายไปเลยเหมือนกัน รถมาถึงที่หมายเกือบๆ 4 โมงเย็นจริงๆ ที่นี่ดูเค้าจะรักษาเวลามากเป็นพิเศษ
ข้างๆสถานีรถก็จะมีป้ายบอก เส้นทางและสถานที่ๆน่าสนใจของเมืองนี้  ที่แรกที่ผมจะไปคือ Yabutake
(แปลว่าตาน้ำแร่ จำมาจากรายการ Say Hi)  ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนักเดินเท้าเอาประมาณ 3-5 นาที 
  แค่นี้เองหรอวะ Yabutake  ตรูดูในทีวีกับในเวบ(แม่ง)ออกจะสวย หรอกกันได้นะป้าติ๊ก จำไว้เลย
หลังจากที่ผิดหวังกับ Yabutake ซึ่งคิดว่ามันจะสวยและยิ่งใหญ่เหมือนในทีวี ทำให้ต้องเบนหาเป้าหมาย
ต่อไปคือ ....  หาที่นอน ลำพังจะไปหาโรงแรมก็ไม่ได้เตรียมข้อมูลมา และที่จำได้ว่า โรงแรมถูก
ที่สุดของที่นี่ คืนนึงตกอยู่ 4000 เยน ไม่มีทางซะล่ะ เพราะผมไม่ได้วางแผนการมาเสียค่าที่พักที่นี่ซะด้วยสิ
ผมเดินเท้าไปตามถนนเรื่อยๆ ก็มาโผล่ที่ Ski Resort ที่นี่มีลานสกีด้วยแต่ว่าขอโทษครับที่นี่มันปิดแล้ว
เพราะว่าหิมะมันละลายไปหมดแล้ว จึงทำให้เล่นสกีไม่ได้ ผมทำการหยุดพักเพื่อเติมพลังงานที่นี่ ยิ่งเย็น
อากาศที่นี่ยิ่งต่ำลงทุกที ผมอยากจะเจ้าเสื้อกันหนาวตัวเก่งออกมาใส่จริงๆแต่ไม่กล้าอายเค้า เพราะเห็นคุณ
ป้าแก่ๆแกยังใส่เสื้อยืดเดินเล่นอยู่เลย เลยต้องทนหนาวเอา กลัวแมนสู้คุณป้าไม่ได้
 
  หลังจากที่พักพอหายเหนื่อยแล้วก็กะว่าจะเดินทางไปที่ Mt.Shirane ผมเคยเห็นรูปจากในเวปซึ่งสวยมาก
แต่ว่าก็ไม่ได้หาข้อมูลมา เพราะว่าไม่มีอยู่ในข้อมูลของเมือง Kosatsu แห่งนี้ แต่ที่ตัดสินใจไปเพราะว่าเห็นว่า
อยู่ใกล้ๆกับ Ski Resort ซึ่งในแผนที่มันอยู่ติด กันเลย ผมเริ่มเดินทางด้วยขาอีกครั้ง 30 นาทีผ่านไป
40 นาทีผ่านไป คงใกล้ถึงแล้วล่ะผมคิดในใจ ระหว่างนั้นเองผมเห็นรถคันหนึ่งวิ่งออกมาจาก ข้างๆทางผมนึกในใจว่า
นี่อาจเป็นทางลัดก็ได้ ก็เลยลงจากถนนใหญ่เพื่อเดินไปในทางแยกข้างทาง แต่ว่ายิ่งเดินเข้าไป ทางยิ่งแคบลงๆ
จากที่เคยเห็นเป็น ทางสำหรับรถวิ่ง ตอนนี้มันไม่มีให้สำหรับรถวิ่งแล้ว ยิ่งเดินเข้าไปไกลเท่าไร
รอบๆตัวก็ยิ่งมีปริมาณ เศษหิน และกองหิมะมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ ผมชักเริ่มแน่ใจแล้วว่า
ทางนี้เค้าไม่ใช้กันแล้วหล่ะ แต่ผมก็แอบนึกในใจว่าถ้าเดินๆไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ทะลุเองนั่นแหละ
 แต่ก็ยิ่งเดินลึกเท่าไรก็ดันเห็นแต่กองหินถล่มจนถนนขาดจนไม่สามารถใช้การได้แล้ว
และเส้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่ปิดตายไปแล้ว น่าเสียดายที่นี่มีสถานที่เที่ยวอยู่หลายที่ เช่น จุดชมวิว
หรือน้ำตกอยู่ด้วย แต่ผมเดินไปไม่ถึงหรอกนะดูจากป้ายบอกทางเอา ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ
เดินกลับ หลังเพราะว่าไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อีกเพราะทางได้ถูกโรยด้วยเกล็ดน้ำแข็งใสจำนวนมาก
ทำให้เสี่ยงเกินที่เดินทางต่อไป(ลื่นจริงๆ) และที่สำคัญคือตอนนี้เริ่มที่จะมืดแล้วด้วย + กับผมลืมเอาไฟฉาย
ติดตัวมาด้วย (เตรียมไว้แล้วแต่ดันลืมหยิบมาจากบ้าน) และตลอดเส้นทางจากถนนใหญ่เข้ามากว่า 4 กม.
ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะมีผมกำลังใช้เส้นทางนี้อยู่เพียงคนเดียว  รอบๆตัวมันก็คือป่า มันอันตรายเกินไป
ผมจึงได้ล่าถอยออกมาจากที่นั่น และกลับมาใช้ถนนเส้นทางเก่า





 

















 

 รูปทางหลงที่เดินเล่นครับ


 

 

 

 

 

 

 

ชั่วโมงกว่าคือเวลาบวกกับความอ่อนล้าของขาที่เสียไปกับการเดินออกนอกเส้นทางทีไม่ได้เตรียมไว้
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความภูมิใจที่ได้คนพบที่ๆคนอื่นเค้าไม่สามารถค้นพบได้แล้ว ถ้า(กรู)ูมากับทัวร์(กรู)
จะได้เจออะไรอย่างนี้มั้ย ผมเริ่มเดินเท้าอีกครั้งยิ่งเดินก็ยิ่งสูง พอยิ่งสูงมันก็ยิ่งมืดพอมันยิ่งมืดมันก็ยิ่งหนาว
ในแผนที่มันใกล้นิดเดียวเองนี่หว่า รึว่าเราจะหลอก ผมเดินจนเริ่มมองทางไม่เห็นถนนตลอดเส้นไม่มีไฟทาง
ถนนที่มีความกว้างเพียง 2 เลน  แทบไม่มีไหล่ทางให้เดินเท้า รถที่วิ่งขึ้นลงต้อง คอยหลบคนเดินเท้า
อย่างผมคนเดียว ซึ่งผมก็กลัวว่ารถมันจะชนกันจริงๆ เพราะทางที่นี่เป็นทางเลี้ยวตามแนวเขา เมื่อมอง
ไม่เห็นจุดหมาย ผมก็ต้องเดินเท้ากลับลงมา ตอนนั้นเวลาประมาณ ทุ่มครึ่งแล้ว  ผมมองลงมาจากภูเขา
ผ่านทางลานสกี ที่ทอดลงไปสู่เบื้องล่าง ผมมองเห็นแสงไฟจากในเมือง แต่รอบๆตัวผมกลับมืดแทบมอง
ไม่เห็นอะไรแล้ว ขากลับผมต้องอาศัยกลับ ลงมาทางลานสกี ถึงมันจะชันแต่ก็ประหยัดเวลาไปกว่า
ครึ่งเลยทีเดียว เพราะว่ามันไม่ต้องอ้อมตามไหล่เขาลงมา
ตอนนี้ผมยังหาที่นอนไม่ได้ เพราะที่เคยส่องๆไว้มันไม่มีแสงไฟเลย และจะให้นอนตอนสองทุ่ม
มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (แต่ก็หมายเอาที่ลานสกีนี้ไว้เป็นไม้ตายเหมือนกัน)ผมก็ตัดสินใจเดินกลับลง
ไปที่ตัวเมืองเพื่อหาที่นอนอีกครั้งหนึ่ง ใช้เวลาราวๆ 40 กว่านาทีก็เดินมาถึง Yabutake ตอนกลางคืน
ที่นี่สวยผิดกับตอนกลางวันมาก อาจเป็นเพราะมีแสงไฟ ทำให้เรามองเห็นไอน้ำ
ร้อนที่พวยพุ่งออกมาจากสายน้ำอุ่นได้อย่างชัดเจน รอบๆ Yabutake ก็คือร้านค้าต่างๆก็เปิดไฟอย่างสวย
งามจริงๆ เหมือนเมืองตุกตาของเล่นเด็กๆน่ารักๆ นักท่องเที่ยวที่นี่หลังจากแช่ onsen แล้วเค้าก็จะใส่ชุด 
ยูกาตะ ออกมาเดินเล่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักมากันเป็นคู่หนุ่มสาวหรือครอบครัวกัน มีผมที่กลับต้องมาเดิน
เพียงคนเดียวกับชุดที่ใส่มาไม่ได้เปลี่ยนมา 2 วันเต็มๆแล้ว เฮ้อ... 



รูปของ yabutake ยามค่ำคืนครับ 
ขอโทษทีครับที่ถ่ายออกมาไม่สวย
ต้องมาดูด้วยตาครับ ถึงจะเชื่อ


 


 

 

 




 

 หลังจากที่ชักรูปจนเป็นที่พอใจแล้ว ผมก็กลายเป็นคนไร้จุดหมายอีกครั้ง ต้องเดินกลับไป Ski Resort 
อีกรอบ สี่ทุ่มกว่าแล้วผมยังกลายเป็นคนไร้จุดหมายไม่มีที่นอน กลายเป็นคนจรอย่างเต็มตัว ระหว่างทาง
ที่กำลังเดินกลับอยู่นั้น สายตาผมก็เหลือบไปเห็นป้ายบอกทางอันหนึ่งมีคำลงท้ายว่า Park ผมเองก็ไม่รู้
ว่ามันคือที่ไหน แต่ก็เดินไปเพราะหวังว่ามันคงเป็นสวนสาธารณะ มีต้นไม้ มีห้องน้ำ มีหลังคา 
  แต่ว่ามันผิดอย่างที่คาดเอาไว้เลย Park ที่ว่ามันคือ บ่อน้ำพุร้อนเล็กๆหลายบ่อรวมกัน ไม่มีอะไรอย่างที่
ผมคิดเอาไว้เลย ผมเดินออกมาจากที่นั่นอย่างผิดหวัง สี่ทุ่มกว่าแล้ว เหนื่อยก็เหนื่อยเดินมาตั้งแต่ 4 โมงกว่า
ตอนนี้ 4 ทุ่มแล้วยังไม่หยุดเดินเลย แต่ว่าโชคชะตายังเข้าข้างผม ผมมองเห็นตัวตึกร้างอยู่ข้างทาง  
ที่นั่นมีระเบียงสำหรับแทรกตัวได้เอาวะที่นี่แหละ ผมจัดการปีนขึ้นไปชั้นสอง จัดการกางถุงนอน
ที่เตรียมมา และก็รีบเข้าที่นอน เพื่อผักผ่อน เอาแรงให้เร็วที่สุด เพราะว่าพรุ่งนี้ยังมีศึกสำคัญ
รออยู่ข้างหน้า แต่ว่าที่นอนที่นี่มันมีความประทับใจให้น่า้รำลึกถึง

ติดตามอ่านต่อบล๊อกหน้านะจ๊ะ ....


      

Sunday, June 29, 2008

นางฟ้าเดินดินถิ่น Harajuku และ ทุกสิ่งทุอย่างที่ Yoyoki

     หลังจากที่นั่งพัก เฝ้าสังเกตุการณ์ และเดินเล่นรอบๆสวนสาธารณะ อุเอโนะเป็นที่พอใจแล้ว เป้าหมายหรือภาระกิจที่สำคัญที่สุดของการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ก็เพื่อดูคอนเสริ์ตของ สาวๆมอนิ่งมูซูเมะ ซึ่งตามข้อมูลที่ได้หาเก็บมาจาก internet จะมีร้านขายตั๋วมือสองอยู่แถวๆย่าน Harajuku แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปคือ Harajuku จากสวนสาธารณะ อุเอโนะ ถ้าเราเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นสถานนีรถไฟสายของ JR และ Tokyo Metro ส่วนการซื้อตั๋วของทั้งคู่ก็ไม่ยากเย็นนักเหมือนกับการซื้อตั๋วของ เคย์เซย์ นั่นแหละ
   190 เยน คือราคาตั๋วของรถไฟ JR Yamatone Line สำหรับนั่งไป Harajuku ซึ่งใครที่คิดจะเที่ยวโตเกียวคุณก็จะผูกพันกับรถไฟสายนี้เป็นพิเศษเพราะนี่เป็นสายรถที่ผ่านใจกลางเมืองใหญ่สำคัญๆของโตเกียวแทบทั้งสิ้น 
   ราวๆ สีสิบกว่านาที สำหรับการเดินทางก็มาถึง สถานที่เค้าเรียกขานกันว่า Harajuku ที่ใครๆที่เคยมาเยือนแล้วกลับไปจะต้องเอาไปพูดกันต่างๆนาๆถึงความแปลกประหลาด ของบุคคลที่เยี่ยมเยือนที่นี่ แต่ที่นี่สำหรับผม สิ่งที่ว่าแปลกๆมันก็มีอยู่จริงอย่างที่เค้าร่ำลือกัน อย่างเช่น จะมีสาวๆหรือ เด็กวัยรุ่น แต่งกายแบบชุด ที่ตัดแบบผ้าลายลูกไม้ถือร่มลายลูกไม้ แต่งหน้าจัดๆ หรือเด็กสาววัยรุ่นแต่งตัวนุ่งมินิสเกิตร์ตน่าตาน่ารักเดินลากกระเป๋าลากใบเล็กๆสีชมพู ลายน่ารักๆ เห็นอยู่หลายคนเหมือนกัน อย่างกับว่าที่นี่กำลังฮิต นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจแต่ก็ไม่มากมายนัก แต่ที่แปลกใจและทำให้ประทับใจสุดๆ เดินอมยิ้มตลอดการเดินทางผ่านเข้ามายังถนน Takeshita  คือเด็กๆผู้หญิงน่าตานักรักมากมายเดินอยุ่บนถนนสวนทางกันไปมา เกิดมาผมไม่เคยเห็นเด็กๆน่าตาน่ารักจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน เดินไปอมยิ้มไปเหมือนคนบ้าเลย 555 (ก็คนมันมีความสุขนี่หว่า) แต่ที่สังเกตุดูส่วนใหญ่วัยรุ่นที่มาเดินที่นักมักจะเป็นกลุ่มเพื่อนกันมากกว่ากลุ่มคู่รักกัน
    
หลังจากที่ปฏิบัติภาระกิจการซื้อตั๋วคอนเสร็จแล้วผมก็เดินทางไปยังสวนสาธารณะโยโยกิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ซึ่งสถานที่น่าสนใจของละแวกนี้ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งถ้าใครมีขาที่แข็งแรงและมีกระเป๋าตังค์ที่แบนแฟบคุณจะชอบที่นี่มากเพราะละแวกนี้มี ที่เที่ยวที่องค์การการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแนะนำมาก็มี Shibuya ไล่มาเป็น Yoyogi Sport Center , Yoyogi Park ,Meiji Shirin และก็เป็น Harajuku ถ้าใครคิดจะมาเที่ยวที่นี่หล่ะก็ ขอแนะนำควรมีเวลาให้ซักอย่างน้อยคือหนึ่งวันกับหนึ่งคืน ไม่งั้นคุณอาจจะพลาดอะไรดีๆจากแถวนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
     ที่สวนสาธารณะ โยโยกิ ที่นี่ดูจะกว้างกว่า อุเอโนะ และดูเหมือนว่าคนที่นี่ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง คู่รัก หมาแมว นักดนตรี นักกีฬา ต่างมาทำกิจกรรมที่นี่เป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะว่าที่นี่มีพื้นที่มากมายจริงๆ ต้นไม้ในสวนแห่งนี้เท่าที่ดูด้วยสายตาคิดว่าอายุไม่ต่ำกว่า 60-70 ปีเลยทีเดียว
    ที่นี่มีสวนดอกไม้ ที่นี่มีลานสุนัขวิ่งเล่น ที่นี่มีลู่จักรยานและจักรยานให้เช่าเพื่อออกกำลังกาย ผ่อนคลาย ที่นี่มีนักดนตรีทั้งมือใหม่และมือเก่าเล่นทั้งเดี่ยวเล่นเป็นวง ไม่ว่าจะเป็น ไวโอลีน ทรัมเป็ด แซกโซโฟน กีตาร์ ฟลุต หรือเครื่องดนตีอีกหลายอย่างที่ผมไม่รู้จัก นี่มีนักเต้นที่เค้ามาจับกลุ่มร่วมกันเพื่อทำกิจกรรมการเต้นแบบแปลกๆที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหน ที่นี่มีเด็กบอร์ดมือใหม่และเก่า ที่นี่มีเด็กวัยรุ่นมาจูบกันให้นักท่องเที่ยวอย่างผมแอบมองอย่างอิจฉา และที่แห่งนี้ทำให้ผมเข้าใจคำว่าการใช้เวลาร่วมกัน ... 
    ผมอิจฉาคนญี่ปุ่นที่มีสถานที่ๆดีๆอย่างนี้ในการใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ที่บ้านเราอาจจะเคยเห็นเด็กๆไปนั่งติวหนังสือกันในร้าน Fast Food แต่ที่นี่เด็กๆเค้ามักจะพากันมาที่สวนสาธาณะ มีอาหารกล่องปิ๊กนิกกัน ครอบครัวก็ใช้เวลาร่วมกัน เด็กวัยรุ่นที่นี่ผมยังเห็นมากันกับครอบครัว แต่ที่บ้านเราผมมักเห็นเด็กๆซึ่งอยู่ในวัยเดียวกันนี้ ชอบไปกับเพื่อนฝูงหรือเพื่อนต่างเพศเสียมากกว่า อาจเป็นเพราะว่า บ้านเราไม่มีสถานที่ดีๆ สำหรับใช้เวลาร่วมกันเหมือนที่นี่  ผมอิจฉาคนที่นี่จริงๆ ... 
    ผมใช้เวลาไปกับสวนสาธาณะ Yoyoki ทั้งวัน และคืนนี้ผมตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตแบบ Homeless อีกครั้ง เพราะพรุ่งนี้เช้าผมต้องเดินทางออกต่างจังหวัด และสถานีรถบัสก็อยู่ที่ ชินจูกุ ซึ่งก็ห่างออกไปแค่ 2 ป้ายรถไฟเท่านั้น ครั้นจะไปที่พักที่ตั้งใจไว้แถวๆ Asakusa มันก็ไกลเกินไป ดังนั้นผมก็ต้องเตรียมหาที่นอนตั้งแต่เนิ่นๆเอาไว้ พอพระอาทิตย์เริ่มตก ผมก็จัดการเดินหาที่นอนอีกครั้ง แต่ว่าก็หาไม่ได้อีกเหมือนเคย อะไรๆก็ดูไม่ลงตัวเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ พูดง่ายๆก็คือหาที่ถูกใจไม่เจอนั่นเอง แต่ก็แอบเหล่เอาไว้แก้ขัดหลายที่เหมือนกัน  จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจได้ซะที เพราะเดินหาจนถึง สามทุ่มกว่า เอามันใต้ต้นไม้นี้แหละ(วะ) เพราะตรงนี้ไม่มีคนเดินผ่าน ถึงแม้ว่าจะติดถนน และเมื่อแอบมุมต้นไม้แล้ว ไม่มีใครมองเห็นเราแน่ๆ  ....
      สำหรับผมตอนนี้พื้นดินเป็นเหมือนเตียง ถุงนอนก็เหมือนผ้าห่มอันcแสนอุ่น กระเป๋าเดินทางก็กลายสภาพมาเป็นหมอนใบโต อากาศกำลังเย็นสบาย เหมาะกับถุงนอนใบใหญ่ที่เตรียมมาสำหรับฤดูนี้โดยเฉพาะ ชีวิตผมตอนนี้ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว กินอิ่ม นอนหลับ เที่ยวไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดพัก  สบายใจสุดๆ ที่ไม่ต้องคิดถึงใครหรือเรื่องอะไร การที่เดินมาทั้งวันทำให้ผมหลับไปโดยที่ยังไม่ได้นับแกะที่เตรียมมาเลย 
      กา กา... เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นอีกแล้ว แสงแดดสาดลงมาที่พื้นดินขนาดที่ว่ามองเห็นมดกำลังออกกำลังกายหลังตื่นนอน เอ้ยเช้าขนาดนี้เลยหรอ(วะ) ซวยแล้วเด๋ยวมีคนมาเห็นแล้วนึกว่าใครเอาศพมาทิ้งไว้ตรงนี้ แต่ว่ามองดูนาฬิกาดีๆเฮ้ยเพิ่ง ตี 4 ครึ่งเอง หลังจากนั้นก็เดินไปที่ห้องน้ำสาธารณะใกล้ๆเพื่อที่จะล้างหน้า แปรงฟัน แต่ขอโทษเถอะน้ำในห้องก๊อกเย็นมากๆ เย็นกว่าน้ำในตู้เย็นที่บ้านอีก จะชักตายเพราะความเย็นล้างหน้าแปรงฟันแต่ละทีเฮ้อ สุดๆ      .....


  
  อันนี้เป็นภาพถ่ายจากห้องสูทที่เข้าพักเมื่อคืนนี้ จะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่บนยอดตึกด้วย เวลาตอนที่ถ่ายก็ประมาณ ตี5 ส่วนห้องนี้ก็ตั้งอยู่แถวๆเนินบริเวณ สีแยกระหว่างถนนที่ข้ามระหว่าง สวนสาธารณะ Yoyogi กับ Yoyogi Sport Center

 

 

 

ปล.ใครที่อยากรู้วิธีการซื้อตั๋วบัตรคอนเสริตให้ไปดูตามลิ้งนี้นะครับ
pingbook.com/board

Thursday, June 19, 2008

บ้านหลังใหญ่ใน Ueno

        ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับการไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบติดดินแบบสุดๆและในนั้นก็มีเรื่องของคนที่ไม่มีบ้าน(Homeless) จากหนังสือเรื่อง โตเกียวไม่มีขา ของคุณนิ้วกลม และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมายืนอยู่ ณ ที่ตรงนี้... ตอนนี้ผมกำลังมองหาความเป็นญี่ปุ่นในมุมมองที่เป็นของตัวผมเอง และผมก็ใช้วิธีการเดียวกับในหนังสือคือ ผมต้องทำชีวิตให้แนบชิดให้มากที่สุดและตอนนี้เองผมกำลังจะกลายเป็นHomeless (น่าจะเป็น Hotelless เสียมากกว่า) เวลาตอนนี้คือห้าทุ่มกว่าๆแล้วผมยังเดินหาที่นอนอยู่ในสวนสาธารณะ Ueno(อุเอโนะ) ตอนนี้รอบๆตัวมีแต่ความมืด ถนน และก็คนที่ไม่มีบ้านทั้งหลาย ผมใช้เวลาในการสำรวจไปเรื่อยๆเพื่อหาที่สำหรับนอนที่ดีที่สุด ผมใช้เวลาเดินสำรวจเกือบชั่วโมง การเดินสำรวจหาที่นอนเป็นอันล้มเหลวเพราะผมไม่สามารถหาที่ๆสำหรับนอนได้ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้กลับแทนคือการได้เห็น สวนอุเอโนะแห่งนี้ในยามค่ำคืน บอกได้เลยว่ามันดูแตกต่างจากตอนกลางวันค่อนข้างมาก และเมื่อหาที่นอนไม่ได้ผมเลยเดินกลับมายังบริเวณด้านหน้าสวนสาธารณะ ซึ่งตามบริเวณเก้าอี้ต่างๆใต้ต้นไม้ภายในสวน ถูกจับจองกันหมดแล้วจากผู้ที่มาถึงก่อน ที่บริเวณหน้าสวนสาธาณะแห่งนี้มีเก้าอี้ยาวอยู่หลายตัว แต่ว่าอยู่ในที่โล่งไม่มีอะไรบังลมหนาวหรือน้ำค้าง ซึ่งบางตัวก็ถูกจับจองเอาไว้ก่อนแล้ว บางคนเป็นดูเป็น Homeless มืออาชีพ ส่วนบางคนก็เป็นมือสมัครเล่น (เช่นพวกคนที่ตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายและก็ผม) คืนแรกสำหรับ Homeless มือสมัครเล่นอย่างผมค่อนข้าง ทุลักทุเรพอสมควร(อีกแล้ว) เก้าอี้ยาวไม่พอสำหรับเหยีดขา แล้วก็ที่สำคัญคืนแรกผมยังไม่กล้าที่จะไว้วางใจคนรอบตัวมากนัก ผมนอนบนเก้าอี้โดยที่ยังสะพายกระเป๋าอยู่ข้างหลัง (ลองนึกภาพเต่านอนหงายดูนะครับ) หลับๆตื่นๆ นั่งๆลุกๆนอนๆอยู่อย่างนั้น ไม่หลับซักที ซักพักก็มีรถตำรวจมาหยุดจอดดูความเรียบร้อยผมก็รีบลุกขึ้นมานั่งแทน และก็รีบเดินออกจากบริเวณนั้น กลัวเค้าขอดูบัตรประชาชน (กลัวโดนส่งกลับประเทศ)ผมใช้เวลาเดินหาที่นอนใหม่อีกราวๆ ครึ่งชั่วโมงกว่า และก็ต้องกลับมาที่เดิมจนได้(ที่อื่นมันนอนไม่ได้นี่นา แถมใต้ต้นไม้ยังหนาวมากๆอีก) และแล้วผมก็ต้องกลับมานอนในสภาพแบบเดิมอีก ตอนนั้นน่าจะราวๆประมาณ ตีหนึ่งกว่าๆ ผมนึกในใจว่าทนหน่อยโว้ยเดี๋ยวก็เช้าแล้ว แต่ก็เหมือนเดิมคือหลับๆตื่นๆ เป็นเพราะอากาศที่แสนจะหนาวโดยเฉพาะช่วงล่างที่สวมแค่กางเกงยีนซึ่งมันไม่สามารถป้องกันความหนาวให้ได้อีกแล้ว ตอนนั้นบอกได้เลยว่าทรมานมาก ง่วงก็ง่วง หนาวก็หนาว ในที่สุดผมก็ตัดสินใจหยิบอุปกรณ์เสริมไม้ตายชิ้นสุดท้ายที่เตรียมมาก็คือถุงนอน ตอนนี้ผมไม่กลัว(อาย)อีกแล้ว ผมหาที่นอนใหม่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน รู้สึกว่าจะเป็นที่นั่งกลมๆ ที่เค้าเลิกใช้แล้ว ผมจัดการกางถุงนอนด้านใต้ แล้วเอาตัวซุกเข้าไปเพื่อหนีความหนาว ปิดหมดทุกที่เพราะผมนอนในที่โล่ง ผมหลับไปตอนใหนก็ไม่รู้.....
     กา กา กา..... เสียงนาฬิกาปลุกบินไปบินมาพร้อมส่งเสียงร้องดัง แทนที่จะเป็นเสียงไก่ขันเหมือนที่เราคุ้นเคยกัน แต่ที่นี่กลับเป็นฝูงอีกาตัวขนาดมหึมา ท้องฟ้าเริ่มสว่าง นี่หกโมงแล้วหรือเนี่ยผมคิดในใจ แต่เมื่อผมดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เฮ้ยเพิ่งตีสี่เองเรอะ พอซักประมาณตีสี่ครึ่งที่นี่สว่างเหมือนกับซัก 7 โมงเช้าที่เมืองไทย (สว่างขนาดว่าถ้าทำเข็มหล่นกับพื้นก็สามารถมองเห็นได้) ทำให้ผมสามารถสรุปตามความคิดตื้นๆของตัวเองได้ว่า คำว่า นาฬิกาปลุก น่าจะเกิดมาจากที่นี่ และญี่ปุ่นทำไมเขาถึงเรียกกันว่า ดินแดนอุทิศอุทัย 
    หลังจากที่จัดการเก็บและเรียบเรียงสัมภาระเรียบร้อยแล้ว กิจกรรมต่อไปที่ผมทำหลังตื่นนอนคือ การเดินสำรวจสวนสาธารณะแห่งนี้ตามคำบอกเล่าตามหนังสือ ที่นี่มีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ สวนสาธารณะ วัด สระน้ำขนาดใหญ่ เรือพาย สวนสัตว์ พิพิธพันธ์ หอศิลป์ Hallสำหรับจัดแสดงงานต่างๆ ลานกีฬา ฯลฯ ผมเดินดูอย่างไม่ใส่ใจนักทำให้สามารถเก็บรายละเอียดได้ไม่มากเท่าไร วันนี้เป็นวันอังคาร เป็นช่วงเริ่มต้นของวันหยุด Golden Week ทำให้คนทะยอยมาที่นี่ค่อนข้างมากเป็นพิเศษประมาณว่า 6-7 โมงเช้าคนญี่ปุ่นแทบเต็มสวนเลยทีเดียว ส่วนมากมักจะมาออกกำลังกายกันตอนเช้าๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังไม่ตี 5 ดีคนญี่ปุ่นมักจะมาออกกำลังกายกันแล้ว พอหลัง 7 โมงไปแล้วผมจะเห็นมากันเป็นแบบครอบครัวมากกว่า และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นต่างออกไปจากเมืองไทยคือ เด็กวัยรุ่นที่นี่วันหยุดมักจะมาเที่ยวกับครอบครัว หรือ หนุ่มสาวมักจะพากันมาเดทตามสวนสาธารณะ หรือมากับกลุ่มเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นถ้ามาญี่ปุ่นแล้วก็สังเกตุว่าวันหยุดตามสวนสาธารณะจะมีบรรดาฝูงชนหลั่งไหล  
     แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมอดคิดถึงไม่ได้ของสวนสาธารณะ Ueno แห่งนี้ก็คือเหล่าบรรดา คนไร้บ้านทั้งหลาย ซึ่งก็เหมือนตามคำบอกเล่าในหนังสือที่ผมอ่านมา สำหรับที่นี่มีจำนวนคนไร้บ้านมาก ซึ่งผมก็พอจะสามารถจะค้นหาคำตอบได้ด้วยตัวเองว่าทำไมที่นี่ถึงได้มีคนไร้บ้านเป็นจำนวนมาก เพราะบรรดาคนไร้บ้านเหล่านี้เค้าจะเก็บพวกกระป๋องต่างๆขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าถนนข้างๆสวนสาธารณะแห่งนี้จะมีรถมารับซื้อกันเลยทีเดียวและนั่นคือสิ่งที่ผมสังเกตุเห็น แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องเอามาเล่าให้ฟังคือ กิจกรรมหลังตื่นนอนของพวกเขา ก็คือ เค้าจะช่วยกันเก็บขยะรอบๆที่เขานอน ไม่ว่าจะเป็นก้นบุหรี่ เศษพลาสติกเล็กๆของฝาขวดน้ำ หรืออะไรก็ทั้งหลายก็ตามที่พวกคนที่มาเที่ยวหรือก็คือคนที่มีบ้านทั้งหลายมักง่ายทิ้งเอาไว้ให้ดูต่างหน้า (ใครบอกว่าคนญี่ปุ่นไม่มีคนมักง่ายผมขอเถียงเลย เพียงแต่ว่ามีน้อยมากจริงๆ) รวมถึงการเอาไม้กวาดมาใช้กวาดพื้นที่ของสวนสาธารณะ ซึ่งในตอนแรกผมนึกว่าเป็นคนของสวนสาธารณะ ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนผมก็เห็นเป็นอย่างนี้ทุกที่จริงๆ พวกเขาจะช่วยกันทำความสะอาดสถานที่ๆถูกเรียกว่าสวนสาธารณะ แต่สำหรับพวกเค้าแล้วเค้าอาจจะเรียกที่นี่ว่าบ้าน.... 

 

 

 

 





 

 

 

 

 

 














สองรูปแรก คือรูปที่ถ่ายจากสวนอุเอโนะ ส่วนรูปที่สามคือที่นอนของผมในคืนแรก นอนใต้เก้าอี้นั่นแหละ  
    หลังจากที่เก็บข้อมูลของสวนสาธารณะแห่งนี้เรียบร้อย เป้าหมายต่อไปที่สำคัญของผมก็คือการเดินทางไปซื้อตั๋วคอนเสริ์ตที่ Harajuku ....   
    ตอนต่อไปผมจะพาไปยังที่ๆผมเรียกว่า บ้านของผมในญี่ปุ่น

Friday, June 6, 2008

มิตรภาพครั้งแรกบนรถไฟกับคุณลุงผู้ใจดี

      อย่างที่ผมบอกจากตอนที่แล้วว่าสามารถที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาได้(อย่างทุลักทุเล) ผมคิดว่าความตื่นเต้นมันคงจะหมดไปอย่างไม่ต้องสงสัย ผมจึงเริ่มเดินสำรวจสนามบินเพื่อความสะดวกในวันกลับ  ที่นี่มี internet ให้เล่นแต่ว่าต้องหยอดตังค์ อัตราค่าบริการก็ 100 เยน/10 นาที ผมอยากจะหยอดเงินเพื่อส่งข่าวบอกให้คนในบอร์ดรู้ว่าผมมาถึงแล้วนะ (ไม่ได้ไปติดสจ๊วตหนุ่มอย่างที่ใครหลายๆคนเคยโพสใส่ฟืนสุมไฟเอาไว้ ผมไม่โกรธหรอกครับ แต่ว่าอย่าให้เจอตัวละกัน) แต่ก็ไม่มีเศษสำหรับหยอด ที่เมืองไทยเค้าไม่มีเหรียญให้แลกครับมีแต่ธนบัตร 
      เมื่อสำรวจสนามบินจนเป็นที่พอใจแล้ว ตอนนี้เวลาเกือบๆที่จะสี่ทุ่ม รถไฟเหลืออีก 3 ขบวน
ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามแผนการและข้อมูลที่เตรียมเอาไว้
       ที่นี่มีสถานนีรถไฟอยู่ที่ชั้นใต้ดิน มีให้บริการอยู่ 2 เจ้าคือ JR ขาใหญ่ และ Keisei ขาลีบ (อ่านว่า เคย์เซน์ นะครับ) ผมเลือกไปของ Keisei ขาลีบ เพราะราคามันถูกกว่าของ JR อยู่ 280 เยน และก็ถึงเร็วกว่าสายของ JR สนนราคาของเจ้า Keisei ก็ตกอยู่ 1000 เยน (ที่เรียกว่า JR ขาใหญ่ก็เพราะว่าเป็นรถไฟที่เป็นของรัฐวิสาหกิจ มีให้บริการอยู่ทุกๆที่ทั่วประเทศ ส่วนของ เคย์เซย์ มีให้บริการเพียงแค่ไม่กี่เส้นทางเท่านั้น) 
ผมเดินลงไปยังชั้นใต้ดินไปยังส่วนของ Keisei แต่ต้องมาชะงักตัวชาขาเป็นเหน็บอยู่ตรงหน้าตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เอาอีกแล้วเพราะว่าภาษาที่ตู้ขายตั๋วรถไฟกับตารางบอกสถานนีทุกๆสถานีเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยที่ไม่มีภาษาสากล ซึ่งผิดกับที่หลายๆคนเป่าหูว่าให้ตั้งใจเรียนอังกฤษเอาไว้ให้มากๆ เผื่อไปต่างประเทศจะได้ไม่ลำบาก (เพื่อนผมมันก็เคยบอกเอาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนไปว่า เฮ้ยพี่ตรูเคยไปญี่ปุ่นมา ที่นู้นเค้าไม่ใช้ภาษาอังกฤษกัน เค้าใช้กันแต่ญี่ปุ่น ที่พี่ตรูรอดกลับมาได้เพราะเค้าเขียนภาษาจีนได้ แล้วฟึงพูดญี่ปุ่นหรือเขียนภาษาจีนได้ป่าวฟระ ผมก็เลยบอกให้มันมั่นใจว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ปกติตรูก็พูดอังกฤษไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนภาษาญี่ปุ่นกับจีนไม่ต้องเป็นห่วงไม่ได้เลย )ตอนนั้นผมยืนอึ้งในภูมิปัญญาของคนญี่ปุ่นสามารถคิดค้นตัวหนังสือที่แสน คาวาอี้ ได้ขนาดนี้  และในขณะนั้นเองฉากหนึ่งๆของหนังเกาหลีเรื่อง Please Teach me English ที่มีภาษาอังกฤษลอยไปมาเต็มไปหมด ตอนนี้กลับกันคือภาษาญี่นปุ่นลอยไปมาเต็มหัวผมไปหมด ผมนึกในใจพระเจ้าทำไมท่านต้องอยากทดสอบความสามารถทางด้านภาษาของผมขนาดนี้ ผมได้แต่ยืนอึ้งไปพักใหญ่ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกเลย  คนญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนก็มาหยอดแล้วก็จากไป ผมก็พยายามสังเกตุวิธีการซื้อของเค้าแต่ก็มองไม่เห็น ผมอยากจะเดินเข้าไปถามพวกเค้าจริงๆว่าตั๋วเนี๊ยมันซื้อยังไงกัน แต่เพราะด้วยความอ่อนด๋อยของภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด และที่สำคัญที่สุดก็กลัวว่าบุคลที่จะเป็นแสงสว่างของผมจะเป็นแบบพี่ชาย ตม.คนนั้นอีก (กลัวเมาภาษาญี่ปุ่น) ในเวลานั้นผมได้แต่ยืนโทษตัวเองอยู่ว่าทำไมตูไม่ยืนอ่านหนังสือ(ฟรี)ในร้านหนังสือให้ดีๆก่อนฟระ (มีหนังสือเกี่ยวกับเที่ยวญี่ปุ่น มีอยู่เล่มหนึ่งที่มีสอนวิธีการซื้อตั๋วจากเครื่องขายอัตโนมัติ) ผมยืนไว้อาลัยให้กับความผิดพลาดตรงนั้นตรงนั้นเกือบ 15 นาที หลังจากที่ตั้งสติได้ เอาวะต้องลองดูกันซักตั้ง ไม่ลองตรูอาจจะต้องตายอยู่ตรงนี้(คิดไปนั่น) หลังจากที่ลองดูจากข้อมูลที่พอมีอยู่คือตั๋วสถานีปลายทางราคา 1000 เยน แล้วลองกดไปมั่วๆดูและแล้วในที่สุด.... ในที่สุดผมก็ได้ตั๋วราคา 1000 เยนมาครอบครอง 
       ผมเลือกนั่งรถไฟที่มันเป็น Local เพราะจะจอดทุกๆสถานีทั้งเล็กและใหญ่ (แต่จริงๆแล้วรถเที่ยวนั้นมาถึงพอดี และก็ไม่รีบเพราะไม่มีที่ไป) จริงๆแล้วผมอยากดูความเป็นญี่ปุ่น ให้คุ้มค่ากับที่ตั้งตาคอยมานาน ตอนที่อยู่บนรถไฟ ผมเห็นคนญี่ปุ่นมากมาย ผมยังนึกในใจเลยว่าที่นี่หรอคือญี่ปุ่น นี่ตรูมาถึงแล้วจริงๆหรอเนี่ยผมถามตัวเองหลายๆครั้งมาก ผมสังเกตุผู้ชายวัยทำงานที่นี่แทบทุกคนใส่สูตร ในเวลาขณะนี้เหมือนทุกๆคนที่ขึ้นมาบนนี้จะตึงๆกันมาแทบทุกคน (สงสัยคนญี่ปุ่นชอบดื่มจะเป็นเรื่องจริง) หรืออาจเป็นกิจกรรมสังสรรค์หลังเลิกงานของคนที่นี่ก็ได้ (แต่ว่าไม่มีขนาดที่ว่าคลานขึ้นรถไฟ หรือว่าลงไปกองกับพื้น) นอกจากนี้บนรถไฟคนญี่ปุ่นเค้ามีกิจกรรมทำกันเรื่อยๆ (ไว้เล่าให้ฟังทีหลัง (อย่าเพิ่งว่าเค้าไอ้ขี้กั๊กนะ)) บนรถไฟเฉพาะที่ผมขึ้น มีสาวๆให้แอบมองมากมาย ทั้งสวยและไม่สวยน่ารักและไม่น่ารักปะปนกันไป (เฉพาะตู้ที่ผมขึ้นเจอแบบน่ารักจี๊ดๆอยู่สามคน) รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆจอดตามสถานนีต่างๆคนเริ่มน้อยลงๆเรื่อยๆแต่ละครั้งที่ประตูเปิดผมแทบลงไปชักดิ้นโชว์สเต๊ปเบรคเด๊นซ์กับพื้นรถไฟ เพราะอะไรนะหรอ เพราะที่นี่หนาวโครต ตอนนั้นอุณหภูมินอกรถไฟน่าจะไม่เกิน 14 องศา(ปกติอยู่ในห้องแอร์ 22-26 องศา ผมก็แทบบ้าแล้ว)  
       เหลืออีกไม่กี่สถานนีผมก็จะถึงที่หมายแล้ว ผมสังเกตุในตู้โดยสารขบวนนี้เหลือผมกับคุณลุงอีกคนหนึ่ง ซึ่งเค้าก็นั่งอยู่ตรงข้ามผม พอรถไปแล่นไปได้ซักพัก เค้าก็มานั่งใกล้ๆผม และแล้วสิ่งที่ผมกลัวที่สุดมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คุณลุงคนนั้นเริ่มเปิดฉากการสนทนาด้วยภาษาที่เค้าคุ้นเคย(อีกแล้ว) แต่ว่าผมจำไม่ได้หรอกว่าคุยอะไรไปบ้างแต่ที่แน่ๆก็คือคุยไม่ค่อยรู้เรื่องอ่ะครับ ที่ๆจำได้ก็คือ ไอ แอม ไทย กะ อู เอ โน๊ะ (ชื่อสถานีที่จะลง ส่วน ไอ ไลค์ อะเดาว์ วีดีโอ) อันนี้ผมไม่ได้พูดออกไป ส่วนมากให้ความเงียบคุยกันมากกว่า หลังจากที่ถึงที่หมายแล้ว คุณลุงเค้าก็ยังเดินตามมาส่งผมอีก ผมรู้ได้ไงน่ะหรอเพราะขนาดผมเข้าห้องน้ำลุงเค้ายังเป็นห่วงเดินตามเข้ามาเป็นเพื่อนอีกน่ะสิ ตอนนั้นผมนึกในใจว่าลุงต้องเป็นพวกมิจฉาชีพ หรือ พวกเกย์เฒ่าหรือป่าวฟระ แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นจะร้องขอความช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษ คนที่นี่เค้าจะฟังออกมั้ยเนี่ย ผมเลยรีบออกจากสถานนีแล้วเดินไปตามทาง ที่นี่มีบันไดเพื่อขึ้นไปยังสวนสาธารณะ Ueno ซึ่งอยู่บนสถานนีรถไฟผมรีบไปหยุดพักดูสถานการที่นั่น คุณลุงคนนั้นก็ยังเดินตามผมมาและเดินตรงมาที่ผม....
      แต่ว่าไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกครับ คุณลุงเค้าดูจะเป็นห่วงผมมากกว่า (ผมดูจากแววตา และก็ใบหน้าท่าทางของเค้า)อาจเพราะเค้ารู้ว่าผมเป็นคนแปลกหน้า(หน้าแปลกอีกต่างหาก) แถมยังบ้าใส่เสื้อยืดตัวเดียวอีก สงสัยกลัวผมหนาวคุณลุงเลยจับเสื้อกันหนาวของตัวเอง แล้วก็ทำท่าสั่นๆแบบหนาวๆ ผมก็หยิบเสื้อกันหนาวของผมมาใส่ให้ดูเพื่อบอกว่าผมก็มีนะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง  หลังจากนั้นคุณลุงก็เหมือนจะพยายามบอกทางโดยการชี้ไปที่ทิศทางหนึ่งแล้วก็พูดว่า Hotel ผมส่ายหน้าแล้วก็ขอบคุณเค้าไป และในท้ายที่สุดหลังจากนั้นผมก็ไม่ลืมที่จะล่ำลาคุณลุงเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า อาริงาโตะ  แอน ซาโยนาระ  ขอบคุณครับ... 

ปล.1 อันนี้เป็นวิธีการซื้อตั๋วจากตู้นะครับ



 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 


1.ให้เราเลือกจำนวนผู้โดยสารก่อน ซึ่งตั๋วจะมีอยู่ 2 แบบคือ ตั๋วเด็กและตั๋วผู้ใหญ่และยังสามารถเลือกจำนวนผู้โดยสารได้อีกด้วย
2.ถ้าคิดว่าไม่ค่อยปลื้มภาษาญี่ปุ่นเท่าไรก็สามารถเปลี่ยนภาษาได้ตรงนี้
3.กดตรงนี้ก็จะสามารถเข้าไปเลือกราคาตั๋วแบบเที่ยวเดียวได้ 
4.เลือกราคาตั๋วให้ตรงกับสถานีปลายทาง ซึ่งจะมีราคาบอกอยู่บนแผนที่ ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นและเป็น Line ของ JR ให้โหลดแผนที่ไปด้วยแล้วใช้นับจำนวนสถานีเอาก็สามารถทำได้ครับ
5.บริเวณด้านล่างของตู้จะมีที่ใส่ ธนบัตรและเหรียญ และที่รับตั๋ว  (ลืมถ่ายมาก่ะ)

ปล.2 ตู้ขายตั๋วรถไฟจะมีอยู่ 2 แบบนะครับคือแบบที่เห็นจะเป็นแบบใหม่จะใช้งานง่ายกว่าอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นเก่า และตู้แบบนี้เป็นแบบ touch screen และที่สำคัญเลือกภาษาอังกฤษได้ด้วย
ปล.3 ตู้รถไฟของทุกๆทีจะใช้งานในลักษณะนี้เหมือนกันทั้งหมดเพียงแต่ว่าจะต่างกันเล็กน้อยอย่างของ Keisei ตรงภาษาอังกฤษที่ให้เลือกจะอยู่มุมล่างของจอแทน
ปล.4 เราสามารถใช้เหรียญที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 เยนจนถึง 500 เยน และธนบัตรตั้งแต่ 1000 - 10000 เยนในการซื้อตั๋วได้โดยที่ตู้จะทอนเงินเรามาเอง  

Saturday, May 31, 2008

Blue Monday วันเดินทางอันแสน(ไม่)หวาน

      หลังจากที่เมื่อวานของเมื่อวานอัพ blog ใส่ multiply แล้วลืมใส่ Title ข้อความทั้งหลานที่พิมพ์ไปกว่า สองชั่วโมงหายหมดสิ้น และในเมื่อทำใจได้แล้ว ก็มาต่อกันเลยนะจ๊ะ

     และแล้วก็ถึงวันเดินทาง หลายๆคนอาจคิดว่า ผมอยากให้วันนี้มันมาถึงเร็วๆ ผิด ผมไม่อยากให้วันนี้มาถึงเลย เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะความไม่มั่นใจน่ะสิ อย่างที่ผมเคยบ่นๆไปว่า นี่เป็นครั้งแรกของผม ความไม่มั่นใจก็เลยเกิดขึ้นมา ผมไม่ได้กลัว แต่แค่ไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า แล้วเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ข้อมูลที่หามาแทบตายทั้งหลายก็ไม่รู้ว่าจะได้ได้จริงๆหรือป่าว แต่ว่าในเมื่อความต้องการเล็กๆเมื่อ 2 ปีก่อนมันค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างและชัดเจนขึ้น ผมก็ไม่กล้าที่จะทิ้งมันไป....
     วัน จันทร์ ที่ 28 เม.ษ. ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าก็เพราะเครื่องมันออกเช้า หลังจากที่จัดการตรวจสัมภาระทุกอย่างครั้งสุดท้ายอย่างเรียบร้อย(จริงๆไม่เรียบร้อยหรอก ดันลืมของเอาไว้ อุตส่าเตรียมไว้อย่างดี เซ็งมากตลอดเวลาที่นั่งรถไปสนามบิน ) การเดินทางก็ไม่ยากครับสามารถไปได้หลายๆทาง แต่ว่าการเดินทางทริปนี้ผมตั้งใจเอาไว้แล้วว่ามันจะต้องเป็นการเดินทางที่แสนลำบากและหน้าจดจำ(ตังค์ไม่มี) ไหนๆก็ไหนๆก็ขอโดยสารรถเมล์ไปสนามบิน ถามผมว่ามีใครไปส่งมั้ย ไม่มีครับ ผมเดินทางวันจันทร์ แต่ว่าคนที่บ้านเค้ารู้กันเมื่อวันศุกร์ เกรงว่าถ้าเค้ารู้กันก่อนนานๆจะเป็นห่วงเราเร็วขึ้น หลังจากที่ไปถึงสนามบินแล้ว ก็ต้องเผื่อเวลามากหน่อย อย่างช่วงเช็คอิน เพื่อรับ boading pass เอาไว้ใช้ตอนขึ้นเครื่อง หรือตอนผ่าน ตรวจคนเข้า(ออก)เมือง การเดินทางไปที่ Gate อย่างสายการบินเค้ามักจะเปิดให้เช็คอินก่อนเครื่องออกประมาณ 2 ชม.จนถึงราวๆ 40 นาทีก่อนที่เครื่องจะขึ้น เที่ยวบินของผมคือ CX 708 เวลาที่เครื่องออกคือ 09.45 ผมไปถึงที่สนามบินก่อน 08.30 ด้วยความที่ไม่เคยใช้บริการสนามบินมาก่อนตั้งแต่เปิดมา(จนซ่อมไปหลายๆสิบหนแล้ว)
     น้องหมวยคือพนักงานที่ทำการเช็คอินที่ช่อง Business Class (ชื่อน้องหมวยผมไม่ได้ถามเธอหรอกครับแต่ว่าแอบตั้งชื่อเธออยู่ในใจ) อย่าตกใจว่าเฮ้ย นั่งบิสสิเนสเลยเรอะ ป่าวหรอกครับช่องนั้นมันว่างพอดี หลังจากที่ยื่น ตั๋วแล้วก็หนังสือเดินทางเพื่อให้เธอเช็คอินให้ เธอก็ถามผมว่าเช็คอินทางอินเตอร์เนตมาแล้วหรอคะ (สายการบินคาร์ธย์ สามารถเช็คอินทาง internet ได้เพื่อที่สามารถเลือกที่นั่งได้เองครับ) หลังจากที่เธอเปิดดูก็รู้ว่า ตาลุงคนนี้ ยังไม่มีประสบการณ์(การเดินทาง)มาก่อน เธอก็เลยถามอีกว่าต้องการความช่วยเหลือตอนที่อยู่ที่ Hongkong มั้ยคะ(เพราะเธออาจเห็นแววตา และ ใบหน้าผมว่าอาจ ถ้าให้มันไปเองอาจจะไปไม่ถึงที่หมาย) ผมก็ตอบรับอย่างไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เพราะก็กลัวว่าตัวเองจะเดินหลงทางที่ Hongkong จนไปไม่ถึงจริงๆ หลังจากที่ทำการ เช็คอินเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการโทรไปล่ำลาคนทั้งหลายทั้งปวงที่รู้จักและอยากจะล่ำลาด้วยและก็ไม่ลืมโทรหาเพื่อนที่ทิ้งงานให้มันทำแทน ตอนที่เราไม่อยู่
     45 นาทีก่อนเครื่องออกสงสัยหิมะจะตกเมืองไทย ไม่รู้เป็นอะไร อากาศมันหนาวจนทำให้ผมนั่งสั่นไปทั้งตัว ยิ่งใกล้เวลามากเท่าไร อาการแปลกๆมันก็เริ่มมีมากเท่านั้น ตั้งแต่ปวดท้อง ปวดหัว ปวดฉี่ หิวน้ำๆ อื่นๆอีกมากมาย ยิ่งเวลาตอนที่ต้องเดินผ่านทางท่อสำหรับขึ้นไปบนเครื่องแล้ว มันหนาวสั่นมากจนผมก้าวขาแทบไม่ออก (ก็บอกแล้วว่าไม่ได้กลัวเครื่องบินนะครับ แต่กลัวสิ่งที่อยู่ข้างที่เราอาจจะไม่สามารถควบคุมมันได้) หลังจากที่เครื่องขึ้นอาการต่างๆก็ยังไม่ได้ดีขึ้น ระยะเวลา 2 ชม.ของคนเรามันไม่เท่ากัน ตอนนี้ผมเชื่ออย่างสนิทใจ ยิ่งตอนนั้นผู้โดยสารเต็มเที่ยวบิน ผมมองหาคนที่เป็นคนไทยเจอเพียงแค่ 2 คนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด (ส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนฮ่องกงหรือจีน) ยิ่งทำให้ผมไม่สามารถผ่อนคลายลงได้เลย และแล้วนรกบนฟ้า 2 ชม.ผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับว่ามันอยากจะบอกรักและอยู่กับผมให้นานที่สุด แต่แล้วผมก็ผ่านมันมาได้
     ก่อนที่เครื่องจะร่อนลงก็มีแอร์บนเครื่องมาพูดอะไรก็ไม่รู้แต่ก็พอจับใจความได้ว่าก่อนลงให้ไปหาเธอด้วยนะซึ่งผมก็พอเดาออกว่ามันจะหมายความว่าอะไร แต่พอตอนลงผมไม่ได้ไปหาเธอ เพราะคิดว่าตูคงไม่หลงทางหรอก (จริงๆแล้วจำหน้าเธอไม่ได้ เพราะตอนที่ฟังมัวแต่เอาสมาธิไปพยายามฟังว่าเธอจะพยายามสื่อสารอะไรกับผม) แต่ว่าอารมณ์ตอนนั้นมันหายไปอย่างรวดเร็วเพราะอะไรรู้มั้ยครับ เพราะว่าตอนเดินออกมาผมเห็น น่าจะเป็นพนักงานภาคพื้น ของสายการบินถือป้ายชื่อผมตัวเท่าหม้อแกง ตอนแรกผมไม่ได้สะดุดตาชื่อตัวเองหรอกครับแต่สะดุดความน่ารักของเธอต่างหาก ยืนรอผมเหมือนกำลังจะมารับญาติที่เพิ่งมาจากต่างจังหวัด หลังจากที่เธอนำผมมาส่งแถวๆบริเวณ เคาร์เตอร์ชองสายการบิน และบอกว่าให้ผมคอยดูว่า เที่ยวบินที่ผมจะต้องต่อไปญี่ปุ่นจะต้องไปที่ Gate ไหนซึ่งตอนนั้นยังไม่ออก และแล้วเธอก็ทิ้งผมไป ให้เดียวดายอยู่ในสนามบิน
    มีเวลาเหลืออีก 2 ชม.กว่าเครื่องจะออกทำให้ผมมีเวลาสำรวจสนามบินที่ผมคิดว่าดีกว่าของบ้านเราหลายช่วงตัวนัก สนามบินของบ้านเราผมว่าได้แค่ความใหม่ แต่ขาดสิ่งที่สำคัญอย่างที่ HK และ ญี่ปุ่นมีก็คือความสะดวกสะบาย ถ้าให้จัดลำดับสนามบินทั้งสามแห่งนี้ตามความคิดผมๆให้ HK มาเป็นอันดับหนึ่ง ญี่ปุ่น และค่อยมาเป็นบ้านเรา เฮ้อเหนื่อยใจแทน.... กับสนามบินที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกและต้องการเป็นสนามบินอันดับต้นๆของเอเชีย ที่นี่ผมใช้เวลาในการเดินดูอาคารสนามบิน เดินดูสำรวจไปเรื่อยๆ ที่นี่มีรถไฟใต้ดินเหมือนที่ญี่ปุ่นในสนามบิน ซึ่งคาดว่าการเดินทางที่นี่อาจจะสะดวกสะบายไม่แพ้กัน และที่นี่ก็มี internet ฟรีให้ใช้ด้วย (ที่บ้านเรากับญี่ปุ่น ต้องหยอดตังค์เล่นอย่างเดียว)หลังจากที่ส่งข้อความลงบนบอร์ดปิงกี้ ด้วยข้อความภาษาคาราโอเกะ ให้ใครหลายร้องและแปลสร้างความเสียหายให้แก่ผมอย่างสนุกสนาน (ยังไม่ได้ตามคิดบัญชีย้อนหลังเลย ฝากไว้ก่อน)
    พอประตู Gate ของเที่ยวบิน CX 508 คลอดออกมาจาก Board ผมก็รีบไปนั่งรอ และก่อนที่ประตู Gate จะเปิดพนักงาน Gate ก็ประกาศตามหาคนหายไปทั่วสนามบินซึ่งชื่อคุ้นๆ เฮ้ยชื่อตูนี่หว่าประมาณว่า Gtae อยู่หมายเลขนี้นะยะมาให้ถูกด้วย (เห็นมั้ยครับใครเดินทางครั้งแรกแล้วต่อเครื่องไม่ต้องห่วง เค้าไม่ทิ้งเราจริงๆ)
    พอเครื่องบินทะยานฟ้าสู่ญี่ปุ่น คราวนี้ผมต้องใช้เวลาอยู่บนนี้ราวๆ 4 ชม.เศษ แต่คราวนี้ 4 ชม.มันดูสั้นกว่า 2 ชม.ที่แล้วมากๆ รอบๆตัวผมไม่มีใคร ที่นั่งส่วนหางคาดว่ามีผู้โดยสารไม่น่าเกิน 12 คน พนักงานแทบจะ คนต่อคนกับผู้โดยสารทำให้เรามีเวลาสนทนากันมากขึ้น (สนทนาอะไร ผมพูดภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ถ้าให้ฟังก็พอได้ ) หลังจากที่เครื่องบินขึ้นได้ไม่นาน พนักงงานบนเครื่องบินก็จะแจกใบสำหรับที่ใช้ในการเข้าเมืองมา 3 ใบประกอบไปด้วย ใบสำหรับกรอกเข้าเมือง ใบสุขภาพ และก็ใบศุลกากร อย่าลืมกรอกให้เสร็จเรียบร้อยตั้งแต่อยู่บนเครื่องนะครับ สำหรับเอกสารทุกใบกรุณาอ่านให้ดีๆก่อนเขียนลงไปนะครับ เพราะเจ้าใบเข้าเมืองนี้แหละทำให้ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากตรวจคนเข้าเมืองที่นู้น (เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง) 
ส่วนเจ้าใบสุขภาพนี่ เค้าจะถามว่าเราเป็นโรคนี้รึป่าวๆ อ่านไม่ออกกา No ไปเลยครับ(ผมก็อ่านไม่ออก) ส่วนใบสุดท้ายก็ใบศุลกากร ก็กาเหมือนกับใบสุขภาพแหละครับ แล้วก็ใบทั้งหลายนี้ของชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่นเค้าจะแจกให้ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะเค้าอาจจะถามเราก่อนแจกถ้าเค้าไม่แน่ใจ ว่าคุณเป็นคนชาติไหน อย่างผมก็โดน...คือ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นเค้าถามผมเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนที่จะให้ใบสุขภาพมา ผมก็ไม่รอช้าก็ตอบเธอไปด้วยภาษาทางสายตาและใบหน้าคือ กระพริบตาช้าๆ ทำหน้าแอ๊บแบ๊ว อ้าปากเผยอหน่อยๆ แล้วก็ความเงียบซึ่งขาดไม่ได้ เหมือนเธอจะเริ่มรู้อะไรบางอย่างจากผม เธอหันมาใช้ภาษาสากลที่เราบางคนเริ่มเรียนมาตั้งก่อนชั้น ป.4 ว่า Are you Japanese ? คราวนี้ผมกลับใช้หน้าตาที่แอ๊บกว่าเดิม พร้อมตอบกลับไปว่า No เธอเองก็ยังมีความพยายามที่จะเล่นทายสัญชาติกับผมอีก ซึ่งคราวนี้เธอทำให้ผมถึงกับอึ้งบวกทึ่งในสายตาของเธอ Are you Taiwan ? ผมก็ทำหน้าแอ๊บหนักกว่าเดิม แล้วก็ตอบว่า No และก็รีบบอกเธอไปว่า ผมเป็นคนไทยนะ   (เพราะขี้เกียจเล่นทายสัญชาติจนถึงปลายทาง ที่สำคัญผมกลัวเธอจะทายผมเป็นพวก คานาเดี้ยน หรือ อินเดียแดง หรือ ปาปัวนิวกินี ) ผมแอบสงสัยในตัวเธออยุ่ในใจว่า เธอคงจะทำงานหนักไปจริงๆ เฮ้อๆๆๆ สำหรับเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่ผมคิดว่านั่งแล้วสบายที่สุดในบรรดาการนั่งเครื่องทั้งในการเดินทางครั้งนี้ เพราะคนน้อยทำให้ผ่อนคลายจริงๆ มีเพลงฟังด้วยซึ่งส่วนใหญ่ผมเลือกนั่งฟังแต่เพลงไทยเพราะผมรู้ว่าต่อไปนี้อีก 15 วันผมอาจจะไม่ได้ยินภาษาที่ติดตัวผมมาตั้งแต่เกิดอีกก็ได้ (ปล. DJ ที่อัดเสียงและเพลงไว้เป็น DJ คนที่ผมฟังวิทยุบ่อยๆตอนผมยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย หลังจากที่มาเรียนต่อที่ ต่างจังหวัดก็ไม่ได้ฟังอีก จนหลังๆก็ไม่รู้ว่าไปจัดคลื่นไหนแล้ว )
    21.12 น.ของวันที่ 28 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่น ผมคือคนไทยคนล่าสุดที่มาถึง ญี่ปุ่น เครื่องบินลงจอดที่สนามบิน นาริตะ เทอร์มินอล 2 ซึ่งเป็นที่จอดของบรรดาเหล่าสายการบินที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของ สตาร์อาลิแอนท์ทั้งหลาย (ก่อนที่ลงจากเครื่องบินผมท่องเอาไว้ในใจไว้ว่าให้เอาเท้าซ้ายเหยียบแผ่นดินก่อนไปซึ่งชาวเรือเค้าจะถือว่าจะทำให้โชคดี เครื่องบินก็คงจะเหมือนกันจาก แต่ว่าด้วยความตื่นเต้นทำให้ผมจำไม่ได้ว่าก้าวเท้าใหนเหยียบแผ่นดินก่อน แต่คาดว่าน่าจะเป็นเท้าขวานะ )ที่นี่ผมต้องต้องนั่งรถไฟฟ้าสายเล็กๆ จาก Gate ไปยังเทอร์มินอลใหญ่ ซึ่งทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่า ที่นี่คงเป็นญี่ปุ่นจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดีแต่ว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ ผมกำลังเผชิญกับ ด่านสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการเข้าเมืองคือ ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งบางเค้าก็ว่าที่นี่ผ่านยาก แต่บางคนก็ว่าที่นี่ผ่านง่าย แต่สำหรับผมนี่นี่คือที่ๆผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากจุดนนี้เพราะว่าความสะเพราะตอนกรอกใบเข้าเมืองน่ะสิ เพราะไอ้ตรงช่องวัตถุประสงค์การเข้า และ ก็ไอ้เจ้าช่องข้างหลังที่ใส่เบอร์โทรมันติดกัน  ทำให้ตรงช่องที่ใส่วัตถุประสงค์ผมกรอกที่อยู่ของ Hostel ไปอย่างไม่ต้องอ่าน พอตอนยื่นไปเจ้าหน้าที่ ตม.เค้าก็ตรวจไปเรื่อยๆจนมาติดที่ช่องนี้ เจ้าหน้าที่เค้าก็ทำหน้างง บวกสงสัยว่า มาขายแรงงานป่าววะ กรอกวัตถุประสงค์ดันกรอกชื่อ hostel ก่อนที่เค้าจะชี้และอธิบายเป็นภาษา ญี่ปุ่น ทำให้เราใจเสียหนักเข้าไปอีก เค้าก็พยายามชี้ตรงช่องที่เราเขียนผิดแล้วก็พูดภาษาญี่ปุ่นเพื่อพยายามอธิบายๆ อาการตอนนั้นทั้งงและก็ทึ่งคิดในใจว่าสงสัย(กรู)โดนส่งกลับแน่เลย กลับไม่ได้อีก ตั๋วกลับต้องรออีก  15 วันหรือต้องนอนสนามบินแบบ เรื่อง The Terminal ตอนนี้ผมคิดไปต่างๆนาๆ ยิ่งเวลาตอนนี้มือแล้วด้วยถ้าจะหาความช่วยเหลือจากใครคงจะไม่ได้ และก็กลัวเค้าขอดูหลักฐานตอนขอยื่นวีซ่าเพราะเคยอ่านเจอมาว่าให้นำหลักฐานพวกนี้ติดตัวไปด้วย ผมเองก็ไม่ได้เอามายิ่งเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปใหญ่ หลังจากที่ตั้งสติแล้วได้แล้วก็พยายามหาจุดที่ผิดเพื่อที่จะได้แก้ไข เจ้าหน้าที่เองเค้าก็พยายามหาตัวอย่างคู่มือการกรอกที่เป็นภาษาไทยให้ ซึ่งในนั้น มันมีหลายๆภาษามาก ผมเห็นภาษาไทยแวบๆ แต่ก็ไม่ได้บอกเค้าเลยลองพยยามตรวจดูว่ามันผิดยังไง และแล้วสถานะการทุกอย่างก็ค่อยๆคลี่คลายลงเมื่อผมเห็นจุดที่เขียนผิด poposal คือวัตถุประสงค์การเดินทาง ดันไปกรอกที่อยู่เพราะไม่ยอมอ่านให้ดี ดันไปกรอกเรื่อยเปือยตามความเคยชินว่า เห็น Tel.. ข้างหน้าให้ใส่ที่อยู่ ผมก็เลยขอโทดเค้าพร้อมขอปากกา แล้วก็แก้เป็นว่า Travel เท่านั้นเจ้าหน้าที่เค้าก็ยิ้มออก ผมเองก็ยิ้มได้หลังจากที่เค้าติดสติกเกอร์เล็กๆบนหนังสือเดินทางใกล้ๆกับ หน้า visa ว่า load permit 90 days (ผมว่าเค้าก็อยากให้เราเข้าเต็มที่นั่นแหละครับ ไม่ต้องกังวลมาก)หลังจากที่ผ่าน ตรวจคนเข้าเมืองมาได้อย่างทุลุกทุเล จากเดิมที่เคยคิดว่าคืนแรกผมจะนอนที่สนามบินก่อน เพื่อที่จะสำรวจสนามบินเตรียมไว้ก่อนวันเดินทางกลับ พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางเข้าเมืองซึ่งเป็นแผนการอย่างแรกที่ผมวางไว้ แต่ว่าหลังจากที่ผมผ่าน ตม.มาได้ผมกลับกลัวว่าอาจจะโดนส่งกลับถ้าขืนยังนอนที่สนามบิน เพราะเคยอ่านเจอมาว่าสนามบินที่นี่เข้มมากเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดตอนนั้นคือ ต้องรีบออกจากสนามบินให้เร็วที่สุด เพราะถ้าออกไปแล้วจะมาตามตัวผมส่งกลับประเทศยากแน่นอน ตอนนี้เวลาราวๆเกือบ สี่ทุ่มแล้ว รถไฟหมด 5 ทุ่มกว่าๆตอนนี้ผมต้องแข่งกับเวลา ซึ่งผมมีข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางโดยรถไฟอยู่แล้วซึ่งสถานนีที่ผมจะไปคือ Ueno ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าง ตอนนี้ผมไม่มีที่พัก ผมรู้อย่างเดียวว่าผมไม่เสี่ยงกับการอยู่ที่สนามบินแน่ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ผมอิ้งไม่แพ้กับ ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ คือ ตู้ขายตั๋วรถไฟ.....

ปล.1 แอร์สายการบิน คาร์เธย์มีทั้งน่ารักและไม่น่ารักนะคะ ปะปนกันไป
ปล.2 สจ๊วตสายการบินนี้เหมือนเกย์ทุกคน
ปล.3 พนักงานบนเครื่องบินจาก กรุงเทพ ไป ฮ่องกง ส่วนใหญ่เป็นคนจีนและพูดภาษาไทยไม่ได้ ส่วนที่ไปญี่ปุ่น มีทั้ง คนญี่ปุ่นและคนจีน และเที่ยวบินตอนไปญี่ปุ่นเวลาที่พวกเค้าสื่อสารกันจะใช้ภาษาอังกฤษกันนะ
ปล.4 พระอาทิตย์ตกทางฝั่งกราบซ้ายของเครื่องบิน ใครอยากเห็นพระอาทิตย์ตกดินให้เลือกที่นั่งทางฝั่งซ้ายนะครับ (ผมนั่งทางขวาเลยไม่เห็นอ่ะ)
ปล.5 อาหารจากสีเที่ยวบินที่ผมนั่ง อาหารจากกรุงเทพ ไปฮ่องกงเป็นอาหารที่แย่ที่สุด ในบรรดามื้ออาหารบนเครื่องบินทั้ง 4 เที่ยว เพราะอะไรก็คิดกันเอาเองนะครับ
ปล.6 ขั้นตอนการผ่านเข้าเมืองก็อันดับแรก เค้าจะเก็บใบสุขภาพระหว่างทางก่อนที่จะเดินมาถึง ช่องตรวจคนเข้าเมือง และก็จะให้คล้ายๆกับใบรับรองมา หลังจากนั้นก็ไปถ่ายรูป+พิมพ์Scan ลายนิ้วมือที่ counter ตรวจคนเข้าเมืองพอผ่านมาได้ ก็ออกมารับกระเป๋าที่สายพาน หลังจากนั้นก็จะเป็นด่านศุลกากรเป็นลำดับสุดท้าย

อ่านต่อ Blog หน้านะก๊ะ .....

Monday, May 26, 2008

ละลึกความหลังครั้งไปญี่ปุ่น ตอนแรก ... เรามาเตรียมตัวกันเถอะ

ไม่น่าเชื่อว่าผมกลับมาจากญี่ปุ่นได้ สองสัปดาห์แล้ว มันดูเหมือนว่าเพิ่งผ่านไปได้แค่ไม่กี่วัน ผมใช้เวลาในการรอคอยให้ถึงวันนั้น ประมาณ 2 ปี และใช้เวลาอยู่ที่นั่น 15 วัน ซึ่งบางเวลา แต่ละนาทีมันก็ดูผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ในบางนาทีก็เหมือนราวกับว่าผ่านไปเป็นเพียงวินาทีเท่านั้น การเดินทางไปครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของชีวิตที่เดินทางไกล มากกว่า 700 km.  การเดินทางครั้งนี้ให้อะไรที่มากมายกว่าที่เคยคิดเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจอะไรบางอย่าง และก็ทำให้ไม่เข้าใจอะไรบางอย่าง การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมมองโลกบางจุดได้ดีขึ้น และก็ทำให้สายตาของผมมองบางอย่างได้แคบลง ทำให้ผมดูเหมือนจะเข้าใจตัวมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน .... ไม่อยากลองออกไปหาสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ กันหน่อยหรอครับ

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเดินทาง 
  วีซ่า เงิน สัมภาระ ตั๋วเครื่องบิน ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวและแผนการเดินทาง สิ่งเหล่านี้ล้วนจำเป็นต่อการเดินทางทั้งนั้น ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปซักอย่างหนึ่งก็อาจจะทำให้ไม่ถึง ญี่ปุ่นได้
 
วีซ่า  ได้มาจาก blog ที่แล้วไม่ขอพูดถึง
 
เงิน ผมเตรียมเงินสดไป 64000 เยน เพราะหลังจากการคำนวนและวางแผนการเดินทางทั้งหมด น่าจะอยู่ที่ราวๆนี้ และเพื่อความไม่ประมาท ก็ไม่ลืมที่จะ พกบัตร ATM ติดตัวไปด้วยอีกราวๆ 44000 เยน (13000 บาท) ส่วนการแลกเงินแนะนำให้แลกจากบ้านเราไปจะดีกว่า เพราะ ธนาคารที่นู้นกด เรทเราต่ำมากๆ
อย่างที่ผมไปแลกแถวๆ Central World (ร้าน Super Rich เขียวๆ) ซื้อเข้าขายออกราวๆ 30 บาทกว่าๆ/100 เยน เรทซื้อเข้าขายออกต่างกันไม่กี่สิบสตางค์ แต่ที่ธนาคารญี่ปุ่น เค้าขายเราประมาณ 37 บาท/100 เยน ซื้อคืนก็ 28 บาท / 100 เยน ฉะนั้นขอฟันธงไว้เลยว่าแลกเมืองไทยดีที่สุดจริงๆนะ  
  
   สัมภาระ (สำ-ภาระจริงๆ) การเดินทางคราวนี้เป็นแบบ Backpack ทำให้ต้องคำนึงถึง น้ำหนักของสิ่งของที่ต้องแบกอยู่บนหลังแทบตลอดเวลาและมันจะมีความแปรผันกับความสุขในการเดินทาง(ด้วยเท้าเป็นอย่างมาก) ซึ่งการเลือกลักษณะของกระเป๋าก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ผมหาข้อมูลของลักษณะ Backpack ที่ดีและก็ไปหาซ์อมาเป็นแบบ มือ 2 ใบละ 500 บาทแถวๆคลองถมซึ่งผมว่าราคามันก็ไม่ถูกและก็ไม่แพงจนเกิน ใบไม่ใหญ่และก็ไม่เล็กจนเกินไป ซึ่งขนาดก็ตามแต่คนใช้จะชอบ
   ส่วนสิ่งของที่เอาไปก็เลือกเอาแต่ที่จำเป็นจริง อย่างของที่ผมเอาไปก็มีแค่ ถุงนอน เสื้อกันหนาว เสื้อยืด 4 ตัว
กางเกงขาสั้นเอาไว้ใส่นอน กางเกงยืนส์ตัวที่ใส่ไป แล้วก็กางเกงที่ใส่ข้างในอันนี้ก็ไม่บอกว่าเอาไปกี่ตัว ผ้าเช็ดตัวของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นอีกเล็กนน้อย ยาจำพวกยาแก้ปวด แก้ไข้ ยาทา ยาแก้ท้องเสีย ยาพวกนี้ขาดไม่ได้จริงๆ อย่าลืมนะครับ แล้วก็มีของกินอีกนิดหน่อย พวกขนมของขบเคี้ยวต่างๆ(ก็ไม่นิดหน่อยนะที่ผมเอาไป)
  
ข้อมูลการท่องเที่ยวและแผนการเดินทาง
อันนี้จัดเป็นข้อมูลที่สำคัญมากจริงๆครับสำหรับนักเดินทางท่องเที่ยวหน้าใหม่อย่างผม แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า ญี่ปุ่นเราจะสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเทียวการเดินทางได้แทบทุกอย่างจริงๆ อย่างข้อมูลด้านการท่องเที่ยวผมก็หาข้อมูลหลักใน www.jnto.go.jp/eng หรือข้อมูลด้านที่พักราคาถูกๆ ก็หาได้จาก www.hostelworl.com หรือจะหาได้แม้แต่ตารางเดินรถไฟ ราคาค่ารถไฟ รถบัส หรืออื่นแทบทุกอย่างที่เราอยากจะรู้ ส่วนแผนการเดินทาง เราต้องวางแผนให้ดีๆ ต้องศึกษาช่วงเวลาวันหยุดต่างๆ วันสำคัญว่าช่วงเวลานั้นเค้ามีอะไรพิฌศษหรือเปล่า อย่างผมศึกษาทุกอย่างแต่ดันลืมศึกษาเรื่องวันหยุดของคนญี่ปุ่นทำให้ การเดินทางของผมไปชนกับช่วง Golden week ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินและเวลาการเดินทางของผมคลาดเคลื่อน จากความตั้งใจแรก ที่จะไปแค่ 8 วันซึ่งมันจะทำให้ผมอย่างที่นู้นอย่าง ชิวชิว ทำให้ต้องขยายมาเป็น 15 วันอย่างหลีกเลื่ยงไม่ได้ เพราะอะไรน่ะหรอ ก็เพราะตั๋วเครื่องบินน่ะสิ
 
   ตั๋วเครื่องบิน
ตั๋วเครื่องบินที่จะไป ญี่ปุ่นมีอยู่ สองประเภทนะครับ คือ ประเภทบินตรง กะ บินไม่ตรง (อันนี้ไม่ใช่ครื่องบินบินเฉียงๆนะครับ) พวกที่บินตรงราคามักจะสูงกว่าของชาวบ้านทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายการบินด้วย อย่างของ เจแปนแอร์ลาย หรือ ออลนิปปอนแอร์เวย์ สองสายการบินนี้ผมอยากนั่งมาก แต่ขอโทดครับราคาเป็นอะไรที่บีบหัวใจมาก ตกราวๆ 27000 บาท รองลงมาก็ของ สายการบินแห่งชาติของเราซึ่งเค้ารักคุณเท่าฟ้า ราคาก็น่ารักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันตกราวๆ 24000 - 26000 บาท และก็ของ North West สายการบินนี้ก็บินตรง ราคาราวๆ 19000 กว่าบาท ความตั้งใจแรกของผม ก็คือ สายการบิน North West นี้แหละแต่ด้วยความติดช่วง Golden Week ทำให้ผมไม่สามารถหาตั๋วบินตรงทุกสายการบินได้ในราคาที่ไม่เกิน 23000 บาท(ตอนแรกตั้งไว้แค่ 20000 บาท) สายการบินไม่ตรง คือ สิ่งที่ผมคิดถึงในอันดับต่อมา คาร์เธย์ คือสายการบินที่มีราคาถูกที่สุดเท่าที่ผมหาได้ ตกราวๆ 18500 บาท ซึ่งมันก็ไม่เกินงบที่ตั้งไว้แถมเหลือเงินอีกนิดหน่อย เอาเงินเก็บไปซื้อของกินดีกว่า แต่ต้องแลกมาด้วย เวลาที่เพิ่มมาอีก 7 วันจากที่ตั้งไว้ เพราะว่ามันเป็นตั๋วที่มีเงื่อนไขว่าห้ามเดินทางช่วงไหน ก็ช่วง Golden week ไงทำให้ผมต้องเดินทางก่อนกำหนดการจริงๆ 3 วัน และกลับหลังกำหนดการอีก 4 วัน แต่ว่าเราต้องไปต่อเครื่องที่ Hongkong (ไม่เคยไปและก็ต้องจำใจไปด้วยความจำเป็น) ทุกสิ่งทุกอย่างตอนนั้นเหมือนจะผิดแผนทั้งหมดที่วางไว้ แต่ใครจะรู้ว่า บางสิ่งที่มันผิดไปจากที่เราคาดคิดไว้ มันอาจถูกเรียกว่า โชคชะตา ....

ปล.(ราคาตั๋วถ้าซื้อตามพวกตัวแทนจำหน่าย หรือ Agency จะมีราคาถูกว่าซื้อจากทางสายการบินเองนะครับ อย่างที่ผมดูมาก็มีที่ขายในเวป sanook ราคาจะถูกบ้างแพงบ้าง ส่วนผมก็ซื้อกับที่หลายๆคนคุ้นๆก็คือ kmt (ซึ่งราคาเค้าไม่ถือว่าถูกที่สุด แต่คอ่นข้าถูก เราสามารถเข้าไปจองออนไลน์ด้วยตัวเองได้ ทำให้สามรถกำหนดวันเดินทางว่าจะมีที่นั่งหรือไม่ พร้อมราคา ที่ต้องจ่ายรวมทั้งหมดจริงๆ)

รอต่อภาคสองนะจ๊ะ ....